หมอคิวทอง
สกุลจ้าวล่มสลายแล้ว...
สายตาของร่างบอบบางที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำมีแต่ความว่างเปล่า ใบหน้าที่ซีดขาวดูเฉยชาไร้อารมณ์ คนที่เดินผ่านไปผ่านมามีแต่เสียงซุบซิบนินทา
“นั่นคือบุตรสาวของคนชั่วมิใช่หรือ เหตุใดถึงยังมายืนอยู่ตรงนี้อีก”
“เจ้ามิรู้หรอกหรือว่านางได้รับการยกเว้น นี่เป็นเพราะบารมีของแม่ทัพมู่ที่ทำให้นางได้มีชีวิตอยู่ต่อ!”
จ้าวซือซือได้แต่ขบเม้มริมฝีปากไม่ให้เสียงสะอื้นออกมา บิดาของนางเป็นถึงขุนนางใหญ่ที่ได้รับความไว้วางใจจากวังหลวงเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายเขาก็คิดการใหญ่ก่อกบฏ
หญิงสาวฝืนยิ้มทั้งน้ำตา ชายผู้นั้นเลี้ยงนางมาในฐานะบุตรของอนุภรรยา เมื่อเติบโตขึ้นมานางมีใจให้ชายผู้หนึ่งและคาดหวังว่าบิดาของนางจะเมตตาปล่อยให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
แต่เปล่าเลย...นอกจากจะไม่สนับสนุน รังเกียจชายคนรักของนางแล้ว บิดายังใช้อำนาจบีบบังคับให้แม่ทัพมู่หรงเฉินแต่งนางเข้าจวน
ทั้งหมดนี้มิใช่เป็นเพราะความปรารถนาดีต้องการให้นางเป็นฮูหยินแม่ทัพที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่บิดาต้องการส่งนางมาสืบการทำงานของมู่หรงเฉินเพื่อที่บิดาจะได้วางแผนรับมือ
แต่ความเป็นจริงที่ต้องเผชิญนั่นคือการที่นางถูกแม่ทัพมู่จับได้ตั้งแต่คืนวิวาห์...ไม่มีการเข้าหอ ไม่มีการรับสะใภ้อย่างอบอุ่น มีเพียงความเฉยชาและความว่างเปล่าราวกับตัวนางเป็นเพียงอากาศธาตุ
ถึงแม้ใครจะบอกว่านั่นเป็นสิ่งที่แย่ที่สุด แต่สำหรับนางแล้วนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะเมื่อนางหมดประโยชน์กับบิดาแล้ว นางก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่มีใครมาขีดเส้นบังคับนางได้อีก
การที่ถูกสามีเพิกเฉยนั่นยิ่งทำให้นางยินดี เพราะนั่นหมายความว่านางยังคงรักษาความบริสุทธิ์และยืนยันความภักดีที่นางมีต่อชายคนรักของนางได้
แม้จะต้องอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างไร้ตัวตน แต่นางก็ไม่ได้อดอยาก แม้จะต้องใช้ความอดทนเมินเฉยต่อสายตาที่รังเกียจของผู้คน แต่นางก็มิได้นำมาใส่ใจ
รอเพียงแค่วันที่จะได้ออกไปจากที่นี่เพื่อหาคนรักของนางในวันเวลาที่เหมาะสม
ขอเพียงแค่นางรู้ว่าชายคนรักของนางอยู่ที่ใด...นางก็จะเปิดปากขอหนังสือหย่าจากแม่ทัพมู่ทันที
แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าก่อนที่ช่วงเวลานั้นจะมาถึง บิดาของนางจะถูกแม่ทัพมู่เปิดโปงข้อหากบฏ ถูกลงโทษด้วยการประหารเก้าชั่วโคตร และนางก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงได้รับการยกเว้นเพียงผู้เดียว
หากคาดเดาไม่ผิด...นั่นจะต้องเป็นความต้องการของแม่ทัพมู่ ไม่ว่าจะเพราะความเมตตาหรือต้องการลงโทษให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็แล้วแต่
ทว่าในตอนนี้สิ่งที่กัดกินใจของนางอยู่นั่นก็คือนางไม่มีหน้าไปพบเจอชายคนรักของนางได้อีกแล้ว
นางจะไม่ยอมให้เขาถูกตราหน้าว่าเป็นบุตรเขยของขุนนางชั่วช้า
ในเมื่อความคาดหวังสุดท้ายของนางแตกสลายไม่มีชิ้นดี นางก็ไร้ซึ่งความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
“ข้าขอโทษที่ผิดสัญญาต่อท่าน”
เสียงแผ่วลอยละลิ่วอยู่ในสายลมอันเงียบเชียบ ฝีเท้าที่สั่นเทาก้าวออกไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าก่อนที่จะเกิดเสียงตู๊มพร้อมกับน้ำที่กระเซ็นไปทั่ว
“มีคนตกน้ำ...มีคนตกน้ำ!”
เสียงหญิงคนหนึ่งตะโกนกึกก้องอย่างตื่นตระหนกพร้อมกับมีร่างชายผู้หนึ่งกระโดดตามลงไปอย่างรวดเร็ว
“เมื่อกี้ฮูหยินแม่ทัพยืนอยู่มิใช่หรือ”
“รีบไปแจ้งข่าวที่จวนแม่ทัพเร็วเข้า!”
ชาวบ้านละแวกนั้นต่างวิ่งไปทางจวนแม่ทัพในทันทีก่อนที่จะมีชายฉกรรจ์จากจวนแม่ทัพวิ่งตามมาและกระโดดลงไป
บริเวณผืนน้ำที่ดำมืดกระเพื่อมไหวก่อนที่จะมีร่างบอบบางของหญิงสาวผู้หนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ผู้หญิงคนนั้นสวมใส่ชุดสครับสีฟ้าที่เปียกปอน บริเวณอกมีเข็มกลัดเขียนตัวอักษรโดดเด่น
แพทย์หญิงจ้าวลี่อิง
-----------------------------------------------------------------------------------------------
แค่กๆๆ
“ช่วยด้วย”
“คุณหนูตื่นเถิดเจ้าค่ะ!”
เปลือกตาของจ้าวลี่อิงเปิดขึ้นในทันที ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความตื่นตระหนก มือข้างหนึ่งลูบหน้าของตัวเอง พยายามควบคุมสติ ในที่สุดอาการ Panic ก็ค่อยๆ ดีขึ้นจนเป็นปกติ
เหมยตูคุกเข่าลง มองดูคนที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างสงสารเห็นใจ ช่วงเวลาที่เลวร้ายพวกนั้นผ่านมาถึงสี่ปีแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังคงฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม”
จ้าวลี่อิงปาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาตามใบหน้า หลังจากที่ย้อนเวลากลับมาในยุคนี้อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว โดนโยนออกมากลางถนนท่ามกลางหิมะจนหมดสติ ตื่นมาอีกทีก็อยู่ในกระท่อมหลังเล็กๆ ในป่า ฟังเสียงสะอึกสะอื้นของเหมยตู
ในตอนนั้นเองที่นางรู้ตัวแล้วว่าทุกอย่างไม่ปกติ นี่ไม่ใช่การจัดฉากเซอไพรส์ ไม่ใช่รายการเรียลลิตี้โชว์ แต่เป็นนางที่ทะลุมิติมาอยู่ในสถานการณ์ที่น่าบัดซบนี่ด้วยตัวเอง
“ดื่มน้ำก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
เหมยตูค่อยๆ ประคองแก้วใยไผ่ขึ้นมา ในนั้นบรรจุน้ำลอยใบไผ่ที่ส่งกลิ่นหอมจางๆ
“พี่หมิงเล่า เขาไปแล้วหรือ?”
พี่หมิง หรือ หมิงเจ๋อ เป็นชายร่างผอมบางที่มีวิชาโอสถมากมาย เขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือนางในค่ำคืนนั้น และมอบกระท่อมหลังเล็กๆ ให้นางอยู่อาศัย
“ยังไม่ออกจากบ้านเลยเจ้าค่ะ”
“สงสัยเก็บของอยู่กระมัง”
จ้าวลี่อิงเดินออกไปจากห้อง มองดูลานกว้างที่ต่อเติมหลังคามุงจากกว้างขวาง มีแคร่ไม้ไผ่ขนาดใหญ่วางอยู่ ด้านข้างมีกระท่อมหลังน้อยที่นางเคยอาศัยอยู่ บัดนี้กลายเป็นที่เก็บอุปกรณ์ทางการแพทย์และโอสถของนางที่เตรียมแจกจ่าย
ถึงแม้นางจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบันก็จริง แต่ก็นับว่าโชคชะตาไม่กลั่นแกล้งนางจนถึงตาย ในช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่หมิงเจ๋อก็ถ่ายทอดวิชาการปรุงยาแบบสมัยโบราณให้นางเรียนรู้ นำมาผสมผสานกับวิชาการแพทย์ของนางได้มาก
ใช่แล้ว...ที่นี่ก็คือโรงหมอที่นางสร้างมาเองกับมือ บ้านหลังที่นางอาศัยอยู่ตอนนี้ก็ล้วนเก็บออมมาจากการรักษาผู้คนทั้งสิ้น
ชื่อเสียงของนางถูกผู้คนบอกกล่าวต่อๆ กันไปจนนี้มีผู้คนมากมายเดินทางจากที่ใกล้ไกลมาถึงชายแดนเพื่อต้องการให้นางรักษา ในยามนี้เงินทองที่ได้มาจากการประกอบอาชีพก็พอได้ใช้ชีวิตอย่างสบายไปจนตาย
ก็บอกแล้วอย่างไรล่ะว่าตำนานศัลยแพทย์มือทองไม่ได้มากันง่ายๆ!
“มีคนมารอรับคิวเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ”
“เจ้าพาลัคกี้ไปแจกบัตรคิวเถอะ ข้าจะไปหาพี่หมิงสักหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
เหมยตูตอบรับด้วยใบหน้าเบิกบานก่อนที่จ้าวลี่อิงจะหันไปมองบ้านหลังเล็กอีกหลังที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ในขณะที่กำลังจะก้าวขาเดินไป ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หมิงเจ๋อเดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าย่าม
“จะไปแล้วหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวเอ่ยทักทายอย่างสนิทสนม เพราะการช่วยเหลือต่างๆ ของอีกฝ่ายทำให้นางนับถือเขาจากใจจริง
หมิงเจ๋อผงกศีรษะ ถึงแม้ริมฝีปากจะไม่ได้มีรอยยิ้ม แต่ดวงตาก็เต็มไปด้วยความเป็นมิตร
“ข้าได้ข่าวมาว่าที่เมืองเฉิงมีผู้ครอบครองดอกกุหลาบพันปีอยู่ ข้าจะต้องรีบไป”
เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่ารากของดอกกุหลาบพันปีสามารถรักษาโรคที่เกิดจากไอหนาวได้ หลายปีมานี้อีกฝ่ายมุ่งมั่นตามหาอย่างยากลำบาก ไม่ว่าจะใกล้ไกลเพียงใดขอเพียงมีคนเอ่ยขึ้นมาให้ได้ยินว่าที่นั่นมีดอกกุหลาบพันปีซ่อนอยู่ เขาก็จะรีบเก็บกระเป๋าออกเดินทางทันที
“ครั้งนี้จะออกเดินทางกี่วันเจ้าคะ”
ถึงแม้จะต้องผิดหวังมาหลายครั้ง แต่หมิงเจ๋อก็ไม่ละความพยายาม ถึงแม้นางจะเคยถามว่าเขาต้องการนำรากกุหลาบพันปีไปรักษาผู้ใด อีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
หมิงเจ๋อทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย
“เอาเป็นว่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่ เจ้าก็ดูแลที่นี่ให้เรียบร้อยก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วนางจึงไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ ทำได้เพียงสนับสนุนเขาอยู่เบื้องหลัง ช่วยดูแลบ้านที่ถูกปิดตายเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปภายใน
แม้กระทั่งนางและเหมยตูก็ไม่เคยมีโอกาสเข้าไปสักครั้ง
“เดินทางปลอดภัยเจ้าค่ะ”
จ้าวลี่อิงก้มหน้าลงพร้อมกับกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้ช่วงระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมานี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะใกล้ชิดจนนางนับถือเขาเป็นพี่ชาย แต่นางก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีความลับบางอย่างที่ไม่อยากกล่าวถึง
หมิงเจ๋อไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ค่อยๆ หมุนตัวและเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
“คุณหนู คนไข้พร้อมแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงของเหมยตูตะโกนมาพร้อมกับโบกมือไหวเพื่อเรียกให้จ้าวลี่อิงนั่งประจำที่ที่ปูด้วยผ้าขนสัตว์ผืนหนานุ่ม บริเวณแคร่ไม้ไผ่มีผ้าสีขาวกั้นเอาไว้เป็นอาณาเขตกลายเป็นห้องตรวจอย่างเรียบง่าย เบื้องหลังก็คือคนไข้ที่ต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“คิวที่หนึ่งเริ่มได้”
