บท
ตั้งค่า

ฮูหยินเอก

“พี่เยี่ยน!! ข้าเจ็บ!!”

เสียงหวานกล่าวออกมาอย่างตกใจ เหตุใดถึงได้รู้สึกหัวใจของนางกำลังถูกปิ่นเล่มนั้นจ้วงแทงจนสุดกำลัง

“ฮูหยิน! ฮูหยินเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” เสียงเรียกพร้อมๆ กับร่างบอบบางที่สั่นด้วยแรงเขย่าของเหมยกั๋ว สาวใช้ที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังอยู่จวนแม่ทัพทิศประจิม ถึงแม้จะมีศักดิ์เป็นสาวใช้ อาจจะเพราะอีกฝ่ายมีอายุน้อยกว่านางถึงสามปี นางจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายน้องสาวเสียมากกว่า

อวิ๋นถิงสะดุ้งตื่นพร้อมๆ กับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างร้อนรน อีกทั้งลมหายใจของนางยังถี่ชันด้วยความตกใจ มือเล็กข้างหนึ่งยกขึ้นกอบกุมหน้าอกข้างซ้ายอย่างเผลอไผล ดวงตาแฝงความทุกข์ระทมยิ่ง

“ข้าเพียงฝันร้ายเท่านั้น”

เหมยกั๋วพ่นลมออกจากปากด้วยความไม่พอใจนัก

“ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่าฮูหยินสุขภาพร่างกายมิแข็งแรง ฮูหยินผู้เฒ่ายังรังแกท่านจนเจ็บไข้เช่นนี้ เหตุใดจึงมิบอกท่านแม่ทัพเล่าเจ้าคะ”

อวิ๋นถิงฟังวาจานั่นแล้วก็คลี่ยิ้มเยาะหยัน

“กล่าวไปก็มิต่างชักชวนให้เขาหัวเราะซ้ำเติมข้า เจ้าก็เห็นมิใช่หรือว่าสามปีที่ผ่านมา นอกจากเจ้าแล้วมีใครที่นี่ดีต่อข้าบ้าง”

เหมยกั๋วทำท่าจะอ้าปาก แต่เมื่อฟังคำผู้เป็นนายแล้วก็ได้แต่สะกดกลั้นวาจา ในที่สุดก็เอ่ยออกมาคล้ายเคียดแค้นอยู่บ้าง

“ท่านส่งข้าน้อยไปรายงานต่อนายท่านก็ยังดี”

ในที่สุดก็อดคิดไปถึงอดีตแม่ทัพทิศประจิมไม่ได้ หากนายท่านรู้ว่าแท้จริงแล้วบุตรสาวของเขามิได้รับความสุขสบายอย่างที่ปรารถนา นายท่านจะต้องหาทางช่วยเหลือมิให้คนพวกนี้รังแกได้แน่

ทว่าหญิงสาวกลับโคลงศีรษะช้าๆ

“เจ้าทราบสถานะของสกุลอวิ๋นและสกุลจ้าวตอนนี้ดี หากทำอะไรลงไปแล้วแม้แต่ชีวิตก็มิอาจรักษา”

หรืออีกเหตุผลหนึ่งนางมิอยากให้เรื่องนี้ไปถึงหูของท่านพ่อ การใช้ชีวิตที่พลิกผันเช่นนี้ย่อมมิใช่เรื่องง่าย เกรงว่าหากนำเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปบอกอีก จะเป็นการสร้างความลำบากเสียเปล่าๆ

อย่างเช่น...เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้

อวิ๋นถิงหลุบตาต่ำลงแววเศร้าสร้อย

“งานมงคลเริ่มแล้วหรือไม่”

เหมยกั๋วอึกอัก ส่งเสียงตอบออกไปแผ่วเบา

“เริ่มแล้วเจ้าค่ะ”

งานมงคล ที่ว่าทำให้อวิ๋นถิงใช้มือลูบผิวกายอย่างเลื่อนลอย รู้สึกหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ

วันนี้คือวันมงคลอีกหนึ่งวันของสามีนาง...เป็นงานแต่งงานครั้งที่สามของจ้าวเฟิงเยี่ยนกับองค์หญิงแคว้นเหลียง ผู้ซึ่งเป็นเชลยศึกจากการรบครั้งล่าสุดของแม่ทัพบูรพา

หรือจะกล่าวให้ถูกต้องนั่นก็คือฮ่องเต้ทรงเกรงกลัวว่าแคว้นเหลียงจะคิดไม่ซื่อก่อตั้งกองทัพกระด้างกระเดื่อง จึงใช้องค์หญิงแห่งแคว้นเหลียงตบแต่งกับจ้าวเฟิงเยี่ยนเพื่อคิดกักกันเป็นตัวประกัน

ส่วนงานมงคลครั้งที่สองน่ะหรือ...

อวิ๋นถิงใช้มือทั้งคู่กอบกุมกันแน่น

อนุคนแรกของจ้าวเฟิงเยี่ยนถูกแต่งเข้ามาหลังจากที่นางออกเรือนมาได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น

มู่ลี่เจิน...บุตรสาวบุญธรรมของญาติผู้น้องคนหนึ่งของฮูหยินผู้เฒ่า ตามศักดิ์แล้วนางสมควรเป็นญาติผู้น้องของจ้าวเฟิงเยี่ยนจึงจะถูก แต่ถึงกระนั้นด้วยการสนับสนุนของฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำให้นางแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของจ้าวเฟิงเยี่ยนอีกคน

จำได้ดีว่าเมื่อข่าวแพร่สะพัดไป บิดาของนางเข้ามาถึงจวนแม่ทัพบูรพาด้วยใบหน้าเครียดขึ้งและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอิดโรย เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ นางจึงเพียงบอกกล่าวกับบิดาไปว่า

บุรุษผู้มีบรรดาศักดิ์สูงส่ง มีสามภรรยาสี่อนุย่อมมิใช่เรื่องแปลกประหลาด หากนางมีจิตใจคับแคบแล้วไซร้ก็มิต่างจากทำผิดจารีต ทำให้ผู้คนก่นด่าเอาได้

อวิ๋นถิงยิ้มขมขื่น ถึงแม้ปากจะบอกออกไปเช่นนั้นแต่ในใจของนางกลับปวดหนึบยิ่งกว่าถูกฮูหยินผู้เฒ่ารังแกเอาเสียอีก

“เหมยกั๋ว...เจ้าออกไปก่อนเถอะ”

สาวใช้เพียงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตรอมตรมของเจ้านาย มีท่าทีอึกอัก แต่ในที่สุดก็ผงกศีรษะลง เหลือบมองถ้วยยาที่วางอยู่บนโต๊ะ

“อย่าลืมดื่มยาด้วยนะเจ้าคะ”

“เข้าใจแล้ว”

อวิ๋นถิงมองดูแผ่นหลังบอบบางที่ค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งประตูถูกปิดลง ร่างเล็กถึงได้ขยับกายเอื้อมไปหยิบหีบใบเล็กใบหนึ่งที่วางอยู่ใต้เตียง หยิบเอาปิ่นเงินเล่มหนึ่งขึ้นมาโอบกอดอย่างทะนุถนอม

น้ำตาเม็ดหนึ่งกลิ้งกลอกลงบนพวงแก้มราวกับเพชรเม็ดหนึ่ง

ในที่สุดดวงตาเศร้าสร้อยจึงปิดลง...

-----------------------------------------------------------------------

ร่างสูงใหญ่ในชุดมงคลสีแดงสดก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทีเย็นชา มองดูร่างองค์หญิงผิงหยางที่นั่งยืดตัวตรงอยู่บนเตียง

ร่างสูงตระหง่านสาวเท้าเข้าไปใกล้พร้อมๆ กับโบกมือไล่บรรดาสาวใช้ออกไป ในที่สุดภายในห้องก็เหลือเพียงพวกเขาสองคน บรรยากาศภายในจึงเต็มไปด้วยความอึมครึมอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

จ้าวเฟิงเยี่ยนใช้มือเปิดผ้าคลุมแดงอย่างรวดเร็ว มิสนใจแม้แต่จะใช้คันชั่งที่วางอยู่ให้เสียเวลา หลังจากนั้นจึงทรุดตัวนั่งลง หยิบเอาจอกสุรามาไว้ในมือแล้วกระดกเข้าปากอย่างรวดเร็ว

องค์หญิงผิงหยางกลืนน้ำลายหนึ่งอึก มองอีกฝ่ายอย่างใช้ความคิด

“โหวเหย่...”

“หิวหรือไม่” จ้าวเฟิงเยี่ยนเลื่อนถาดอาหารมงคลไปตรงหน้านางในขณะที่มือหนึ่งยังถือจอกสุราอยู่

“ขอบคุณท่าน”

แม้วาจาจะเอ่ยออกไปเช่นนั้น ทว่ามือทั้งสองกับบีบกันแน่น ไม่ยอมเอื้อมออกมารับอาหารเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยคล้ายประหม่าอยู่ในที

ดวงตาหวานซึ้งมองดูการกระทำของเขาอย่างครุ่นคิด

บุรุษเรือนร่างกำยำแข็งแรงที่เต็มไปด้วยความสามารถเช่นเขา...ได้รับพระราชทานรางวัลจากฮ่องเต้มากมายถึงเพียงนั้น เหตุใดนางถึงได้รู้สึกคล้ายอีกฝ่ายมีเรื่องให้ทุกข์ใจเช่นนั้นกัน

“โหวเหย่...”

จ้าวเฟิงเยี่ยนปรายสายตามองนางอย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก สายตาเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง

“ข้าทำให้เจ้าอึดอัด?”

องค์หญิงผิงหยางเม้มปากแน่น

“ท่านจะ...ร่วมหอกับข้าหรือไม่”

ว่าไปแล้วน้ำเสียงก็สั่นสะท้านอย่างไม่รู้ตัว เห็นเขาจ้องมองมาด้วยดวงตาว่างเปล่านั่นแล้วยิ่งทำให้นางมีท่าทีแปลกประหลาด พวงแก้มขาวแดงก่ำด้วยความเขินอาย

ทว่ายังมิทันจะเอ่ยตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบุรุษก็เดินตรงมายังหน้าห้องหอ ประสาทสัมผัสที่ว่องไวเกินคนปกติของจ้าวเฟิงเยี่ยนทำให้ร่างสูงใหญ่ก้าวออกไปเปิดประตูอย่างรวดเร็ว

ใบหน้าของทหารคนสนิทสะดุ้งเล็กน้อย เขาจำได้ว่ายังมิได้เอ่ยวาจาเรียกท่านแม่ทัพเลยสักคำ คืนเข้าหอเช่นนี้เขาควรจะจดจ่ออยู่กับเจ้าสาวมิใช่หรือ!

จ้าวเฟิงเยี่ยนมองดูกลุ่มคนร่วมสิบที่ยืนเรียงกันเป็นระเบียบ เบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงความผิดปกติอยู่หลายส่วน

“เกิดอะไรขึ้น”

ฉีเหอ ส่งยิ้มแห้งๆ

“ฝ่าบาททรงเรียกตัวโหวเหย่เข้าเฝ้าโดยด่วนขอรับ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel