ที่ระบาย
“ฮูหยินหลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินเสียงเหมยกั๋วเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ
ดวงตาหงส์อันแสนหนักอึ้งก็ค่อยๆ เผยอขึ้นพร้อมกับความเมื่อยขบที่เต็มไปทั่วสรรพางค์กาย แขนข้างหนึ่งที่ถูกใช้หนุนนอนเป็นหมอนรู้สึกชาไปหมด
ทำได้เพียงขยับกายเล็กน้อยเท่านั้น ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวตรงเข้ามาหานาง
แสงไฟจากตะเกียงสะท้อนให้เห็นเสี้ยวใบหน้าคมที่ขมวดคิ้วเครียดขมึง เส้นผมยาวดำขลับพลิ้วไหวตามแรงลมและความเร็วยามก้าวเดิน ดวงตาดุจมังกรคู่นั้นกำลังจ้องมองนางคล้ายมองคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
แม้ภายในใจจะร่ำไห้ ทว่าดวงหน้าหวานกลับเปื้อนยิ้มจางๆ
“ท่านพี่ มีอะไรหรือเจ้าคะ” อวิ๋นถิงยืดตัวขึ้นยืน รีบซุกซ่อนปิ่นเงินอันนั้นลงก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปกปิดไว้อย่างแนบเนียน
จ้าวเฟิงเยี่ยนหยุดลงตรงหน้านางเพียงหนึ่งก้าว
นางยังแสร้งกระตุกยิ้ม เอ่ยวาจาอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายได้แต่จ้องมองอย่างเงียบๆ
“ท่านพี่ คืนนี้เป็นคืนมงคลของท่าน...ท่านมิควรจะออกจากห้องหอเช่นนี้”
เสียงแว่วหวานนั้นแผ่วลงในช่วงท้าย จมูกร้อนแดงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ดวงตากลมโตคู่นั้นหลุบต่ำลง
ชายหนุ่มเม้มปากแน่น มองดูกิริยาท่าทางของนางแล้วมือทั้งสองข้างก็บีบเข้าหากันแรงๆ พวงแก้มที่เคยแดงเปล่งปลั่งราวกับลูกท้อเมื่อครั้งนั้นซีดเซียวไร้สีเลือด คราบน้ำตายังแต่งแต้มเป็นทางยาว
ในขณะที่บรรยากาศภายในอึมครึมจนได้ยินเสียงลมหายใจซึ่งกันและกัน ร่างบอบบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ ท่อนแขนของนางก็ถูกฉุดกระชากอย่างรุนแรงจนนางถลาเข้าไปปะทะกับอกกำยำแข็งแรง ริมฝีปากหยักโน้มลงมาบดขยี้กลีบปากของนางจนรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง
เมื่อได้สติ ร่างที่แข็งเกร็งอย่างตกใจเมื่อครู่ค่อยๆ ผ่อนลง เปลือกตาพริ้มลง มือทั้งสองข้างเอื้อมไปโอบเอวสอบไว้หลวมๆ ด้วยความเคยชิน ปล่อยให้อีกฝ่ายกระทำต่อร่างกายของนางอย่างไร้ซึ่งการขัดขืน
ตลอดสามปีที่ผ่านมา...ถึงแม้จ้าวเฟิงเยี่ยนจะมีท่าทีเย็นชาต่อนาง มองดูนางคล้ายกับนางเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง ทว่าเรื่องการเข้าหอเขาก็ปฏิบัติต่อนางอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
“ท่านพี่...”
อวิ๋นถิงหอบหายใจ ดวงตาหวานปรือมองอย่างตั้งคำถาม ถึงแม้เรื่องบนเตียงจะมิใช่เรื่องแปลกใหม่ต่อนาง ทว่าสิ่งหนึ่งที่นางไม่เข้าใจคือเพราะเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้มาหานางในค่ำคืนเช่นนี้ แล้วองค์หญิงผิงหยางเล่า...
จ้าวเฟิงเยี่ยนปล่อยให้นางเอ่ยวาจาได้แค่นั้นก็ก้มลงขบริมฝีปากนางแรงๆ อ้อมแขนแข็งแรงช้อนร่างเบาหวิวขึ้นแนบอกก่อนที่ร่างสูงตระหง่านจะก้าวดุ่มๆ ตรงไปยังเตียงหลังใหญ่ มือข้างหนึ่งปลดสายคาดเอวของนางออกอย่างง่ายดาย
อวิ๋นถิงเหลือบมองท่าทางร้อนรนที่ดูต่างไปจากทุกทีด้วยความแปลกประหลาด นางทำได้เพียงเก็บซ่อนความพิศวงอยู่ในใจ ลองเป็นเช่นนี้แล้วถึงแม้จะถามออกไปอีกสักกี่ประโยคเขาก็ไม่มีทางตอบนางแน่นอนว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ร่างสูงใหญ่ที่ร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผาแนบชิดผิวกายขาวนุ่มปานหิมะจนนางตัวสั่นเล็กน้อย ถึงแม้ค่ำคืนนี้นางจะยังมิได้ยินเสียงของเขากล่าวอะไรเลยสักประโยค ทว่าการเคลื่อนไหวของเขากลับแฝงความรู้สึกเร่าร้อนแปลกประหลาดไปกว่าทุกที
เสียงหอบหายใจดังกระเส่าไปทั่วห้อง แสงไฟสลัวจากตะเกียงยังเปล่งประกายให้เห็นซึ่งกันและกันอย่างเลือนราง
และไม่รู้ว่าเขากินอะไรผิดไปหรือไม่...การกระทำของเขาครั้งนี้ถึงได้เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงราวกับกระหายนางมาเนิ่นนาน
จนกระทั่งฟ้าสาง...ร่างกายบอบบางของนางที่ทนไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไป ในขณะที่ชายหนุ่มยังแผดเผาเรือนกายนุ่มหยุ่นด้วยเพลิงสิเน่หาครั้งแล้วครั้งเล่า
น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดเห็นดวงตามังกรที่เต็มไปด้วยความเฉยชาคู่นั้นมองนางที่สลบไปด้วยความลึกซึ้งชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะดำทะมึนลงอย่างรวดเร็ว
--------------------------------------------------------------------------------------
ผ้าเย็นๆ ผืนหนึ่งแตะลงบนหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา ในขณะที่หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงความปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับถูกม้าหลายตัววิ่งทับนางซ้ำๆ
เหมยกั๋วมองอีกฝ่ายน้ำตาคลอ มือยังใช้ผ้าชุบน้ำหมาดลูบไล้ผิวกายเจ้านายอย่างอ่อนโยน
“ฮูหยิน ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ละล่ำละลักถาม มือหนึ่งปาดน้ำตาออก “ทั้งๆ ที่ท่านแม่ทัพก็ทราบว่าฮูหยินสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เหตุใดถึงได้ทำร้ายท่านถึงเพียงนั้น หากรู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้เมื่อคืนข้าคงไม่ปล่อยให้ท่านแม่ทัพเข้ามารบกวนท่าน”
อวิ๋นถิงก้มลงมองร่างกายตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงมากมายไปหมด หลังจากนั้นก็หัวเราะคิก ถึงแม้ร่องรอยพวกนี้จะดูน่ากลัว แต่นางมิได้รู้สึกเจ็บแม้เพียงเล็กน้อยเลยด้วยซ้ำ ทว่าเด็กสาววัยปักปิ่นเช่นเหมยกั๋วหรือจะเข้าใจ
นางหัวเราะคิกก่อนจะเอื้อมมือไปแตะศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ
“ข้ามิเจ็บสักนิด”
“จริงหรือเจ้าคะ” เหมยกั๋วเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อ
“รอเจ้าโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะเข้าใจเอง”
ว่าไปแล้วก็อดคิดไปถึงคืนเข้าหอวันแรกไม่ได้ ตอนนั้นนางก็เพิ่งจะผ่านวัยปักปิ่นมาไม่นาน เรื่องเหล่านี้นางจึงกลัวเจ็บเป็นอย่างยิ่ง
แต่เพราะสามีของนางคือเขา...นางจึงเปิดรับด้วยความเต็มใจ
เมื่อครั้งแรกผ่านไป และเขาก็ไม่ได้รุนแรงกับนาง นางถึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเรื่องสามีภรรยาพวกนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวสักนิด อีกอย่างก็มีเพียงเวลานี้เวลาเดียวเท่านั้นที่เขาจะแนบชิดกับนาง...ให้ความสุขนางโดยที่ไม่ต้องเห็นดวงตาเย็นชานั่น
ขอเพียงชดเชยกับความเจ็บปวดที่เขาเคยได้รับ เรื่องเหล่านี้นางล้วนยินดีที่จะชดใช้ความผิดของสกุลอวิ๋น
อวิ๋นถิงกระพริบตาไล่ความขมขื่น
“ท่านแม่ทัพออกไปนานแล้วหรือยัง”
ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงปกติ ที่ผ่านมาเมื่อผ่านพ้นเรื่องบนเตียงเหล่านี้ เขาก็มักจะกลับไปนอนที่เรือนบูรพา...เรือนส่วนตัวของเขาเสมอ เรือนหอมหมื่นลี้ ห้องหอซึ่งเป็นเรือนใหญ่แห่งนี้จึงกลายเป็นห้องส่วนตัวของนางไปโดยปริยาย
“เข้าวังไปตั้งแต่ยามอิ๋นแล้วเจ้าค่ะ”
นางพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตายังฉายแววเป็นห่วงอย่างเปิดเผย หลายวันมานี้ฮ่องเต้มักจะส่งคนมาตามจ้าวเฟิงเยี่ยนเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่
“รีบอาบน้ำแต่งตัวเถิด”
เหมยกั๋วได้ยินดังนั้นจึงกระซิบเสียงเบา
“หากฮูหยินไม่ไหว ข้าจะไปบอกที่เรือนเซียงอี้...”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”
“แต่ว่า...” เหมยกั๋วอิดออด เหลือบตาไปมองถ้วยยาที่ยังวางอยู่บนโต๊ะเย็นชืด ดูก็รู้ว่าเมื่อคืนนี้อีกฝ่ายไม่ได้ดื่มยาที่นางเตรียมมาให้
“ทำตามที่ข้าบอกเถิด”
ว่าไปแล้วดวงตาก็ปรากฏความเหน็ดเหนื่อย เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
