เดียวดายในจวนแม่ทัพ
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดร่างบอบบางคล้ายกิ่งเหมยร่างหนึ่งก็ยืนหยัดอยู่หน้าเรือนเซียงอี้
ตามจารีตประเพณีแล้ว นางต้องพาสะใภ้ทุกคนในบ้านมาเคารพแม่สามีพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทว่าวันนี้นางกลับตื่นสายไปถึงหนึ่งชั่วยาม เดาได้ว่ามู่ลี่เจินและองค์หญิงแคว้นเหลียงคงจะเข้าไปภายในแล้ว
นี่คือสิ่งที่นางอึดอัด...ปกติมาเคารพตามเวลาก็ถูกเพ่งเล็งอยู่แล้ว วันนี้นางมาสายเช่นนี้ นางมั่นใจว่าแม่สามีจะต้องหาเรื่องลงโทษอีกแน่นอน
เมื่อสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มือเย็นเฉียบถูกันไปมา ในที่สุดก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
ดวงตากลมโตเหลือบมองภายในห้องอย่างรวดเร็ว บนเตียงฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนอนให้หมอตู้ตรวจชีพจร ส่วนมู่ลี่เจินและองค์หญิงผิงหยางยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ปลายเตียง รวมไปถึงสาวใช้อีกสองคนกำลังจับจ้องนางเป็นตาเดียว
อวิ๋นถิงก้าวเข้าไปพอประมาณ คุกเข่าลงมิได้เอ่ยวาจา รอจนหมอตู้ผละออกจากร่างฮูหยินผู้เฒ่า หลังจากนั้นคนบนเตียงถึงได้หยัดแขนลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปที่สะใภ้เอกอย่างชิงชังโดยไม่คิดปิดบัง
“ข้าคิดว่าเจ้าจะมิมาแล้วเสียอีก”
“ถิงถิงจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ถิงถิงขออภัยท่านแม่ เป็นเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงดี ถึงได้ทำผิดจารีต มาผิดเวลาเช่นนี้เจ้าค่ะ” ไม่พูดเปล่ายังโค้งตัวลงทั้งที่ยังคุกเข่าแนบอยู่กับพื้นแข็งๆ
“เฮอะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าสะบัดหน้าพรืดพร้อมๆ กับเบือนหน้าไปทางอื่น เด็กคนนี้ร่างกายอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวานแค่ใช้ให้นางออกไปซื้อของในตลาดท่ามกลางลมในต้นฤดูหนาวเพียงไม่กี่ชั่วยามก็กลับมาเป็นไข้นอนซมอยู่นี่!
นางละความสนใจจากสะใภ้เอก หันมาทางหมอตู้ที่ยืนรออยู่อย่างกระอักกระอ่วนใจ
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“เรียนฮูหยิน ปีนี้ลมหนาวเข้ามาเร็วนัก ร่างกายจึงยังไม่ทันปรับตัวจนอาจทำให้รู้สึกไม่สบายอยู่บ้าง ข้าน้อยสั่งเทียบยาไว้ให้ต้มดื่มวันละมื้อ ครบสามวันก็ดีขึ้นแล้วขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าพร้อมๆ กับมู่ลี่เจินที่ขยับกายเข้าไปใกล้ ดวงตาดุจผลซิ่งหยาดเยิ้มนั่นจ้องมองคล้ายออดอ้อนอยู่หลายส่วน
“ท่านแม่ ย่างเปลี่ยนฤดูปีนี้ ข้าเองก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมดเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ เจ้ามาสิ...มาให้หมอตู้ตรวจชีพจรเสียหน่อย”
ไม่ว่าเปล่ายังฉุดร่างหลานสาวขึ้นมานั่งเคียงกันบนขอบเตียงในขณะที่หมอตู้ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้ามาทับไว้บริเวณข้อมือแล้วตรวจชีพจรอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ข้าน้อยจะสั่งเทียบยาให้อี๋เหนียง บำรุงร่างกายให้อบอุ่นอีกหน่อยก็ไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าคลี่ยิ้ม หางตาเห็นอวิ๋นถิงที่กำลังคุกเข่าอยู่ใบหน้าขาวโพลน ริมฝีปากซีดเซียวอยู่บ้าง ถึงแม้จะเห็นร่างอีกฝ่ายเริ่มเซเล็กน้อยแต่ก็หาได้ใส่ใจสักนิดเดียว
นางเพียงหันไปทางองค์หญิงผิงหยางที่ยังยืนนิ่งเงียบด้วยสีหน้าประหม่า
“เจ้าเองก็มาสิ เพิ่งมาอยู่ที่แคว้นหมิงหลัน คงจะปรับตัวลำบากเสียหน่อย ให้หมอตู้สั่งเทียบยาให้เจ้าหน่อยเถิด”
วาจาเต็มไปด้วยความเมตตา ถึงแม้องค์หญิงผิงหยางจะแต่งเข้ามาในตระกูลโดยที่นางไม่ได้เห็นชอบด้วย แต่อย่างไรก็เป็นสมรสพระราชทาน ขอแค่ไม่ใช่สตรีจากสกุลอวิ๋นนางยอมรับได้ทั้งหมด!
องค์หญิงผิงหยางสะดุ้งเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงโค้งศีรษะเบาๆ
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
ร่างเล็กเดินมาหยุดลงตรงหน้าหมอตู้ หลังจากนั้นอีกฝ่ายถึงได้จับชีพจรและสั่งเทียบยาที่ใกล้เคียงกับมู่ลี่เจินไปให้ หางตายังแลเห็นอวิ๋นถิงที่จวนจะเป็นลมอยู่รอมร่อ หมอตู้จึงอดเอ่ยถามออกไปมิได้
“แล้วฮูหยินน้อย...”
“เจ้ากลับไปได้แล้ว ข้าเตรียมรางวัลไว้ที่ด้านนอก ออกไปจะมีคนนำมาให้เจ้า”
เหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะเอ่ยถึงใคร ฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้ขบปากแน่นด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง
หมอตู้ได้แต่ถอนหายใจ
“เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน” พูดจบก็เดินผ่านอวิ๋นถิงไป
อวิ๋นถิงกัดริมฝีปากเล็กน้อย เข่าที่แนบอยู่บนพื้นหินแข็งเนิ่นนานเริ่มเจ็บปวด ศีรษะของหล่อนปวดตุบๆ จนร่างกายเอนเอียง เมื่อวานนี้นางไม่สบายและสมควรที่จะได้พัก ใครเลยจะไปคิดว่าจ้าวเฟิงเยี่ยนกลับไม่ปล่อยให้นางได้ทำเช่นนั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นดังนั้นแล้วก็ได้แต่เบ้ปากใส่ หากปล่อยนางให้คุกเข่าอยู่ในท่าเดิมต่อไปเห็นทีว่าร่างกายอีกฝ่ายคงไม่ไหวเป็นลมไปเสียก่อน หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูจ้าวเฟิงเยี่ยน บุตรชายคงไม่พอใจอีกแน่
“เจ้าเองก็กลับไปได้แล้ว”
อวิ๋นถิงช้อนดวงตาเศร้าขึ้นมอง
“ถิงถิงขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
อวิ๋นถิงก้มหน้าลง พยายามหยัดตัวเองให้ลุกขึ้นยืน แม้ตอนนี้จะรู้สึกตาพร่ามัว รวมไปถึงข้อเข่าที่แข็งตึง ถึงอย่างนั้นผู้คนภายในห้องต่างทอดมองมายังนางอย่างเพิกเฉย มีเพียงองค์หญิงผิงหยางเท่านั้นที่กวาดสายตามองอย่างไม่สบายใจ
นางเคารพแม่สามีอย่างพินอบพิเทา หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ถอยห่างออกไปจากห้องจนลับสายตา
ทว่าทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลง นางก็ยืนนิ่ง รู้สึกพื้นโคลงเคลงอย่างบอกไม่ถูกจนต้องใช้มือหนึ่งจับขอบโต๊ะไว้ในขณะที่เหมยกั๋วที่ยืนรอหน้าห้องอยู่จะรีบปราดเข้าไปประคอง
“ฮูหยิน!”
