#####บทที่ 8
"เราออกไปด้านนอกกันเถิดเจ้าค่ะ.."
"..."
ยามซวี (19.00-20.59) หลังเสร็จสิ้นพิธีบูชาฟ้าดินและการแสดงปั้นหน้ายิ้มว่าเต็มใจสำหรับเป็นเจ้าสาวแต่งออกเรือนกับฉินหยางหยางในฐานะฮูหยินเอก ลี่อิงก็มีคำสั่งให้สาวใช้ไปขนย้ายเข้าของของเหมยอ้ายขึ้นมาไว้บนเรือนใหญ่เพื่อรักษาเกียรติลูกสะใภ้มิให้ผู้ใดด่าพร้อยได้
ตามพิธีกรรมหากจบสิ้นนั่นก็คือส่งตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้าร่วมหอกันในหอนอนเป็นคืนแรก ห้ามมิให้ผู้ใดก้าวออกมาจนกระทั่งถึงยามเหม่า (05.00-06.59) มิเช่นนั้นจะเป็นลางร้าย ชีวิตคู่ในอนาคตอันใกล้หรืออันไกลจะต้องมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจหรือถึงขั้นหย่าขาดได้เชียว
"ท่านพี่จะไปที่ใดหรือเจ้าคะ?" หลังจากที่นางนั่งเงียบมาเสียนานก็กล่าววาจาออกไป
"มิใช่เรื่องอันใดของเจ้าเสียหน่อย!" ฉินหยางหยางตะคอกกลับนางด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมาทนอยู่ในห้องหับกับสตรีที่ตนแสนจะรังเกียจสองต่อสองเช่นนี้ "ใยเจ้าถึงได้สำคัญตัวเช่นนี้เล่า เจ้าคิดว่าเจ้าได้แต่งงานออกเรือนเป็นฮูหยินของข้าและมีท่านแม่กับท่านพ่อคอยหนุนหลังอยู่ เจ้าจะทำอันใดหรือได้รับความเมตตาจากข้างั้นหรือ? เชิญเจ้าฝันลม ๆ แล้ง ๆ ไปเพียงผู้ใดเถิด เพราะอย่างไรเจ้าก็เป็นสตรีแพศยาที่น่ารังเกียจสำหรับข้าอยู่วันยันค่ำ"
ฉินหยางหยางชังน้ำหน้านางยิ่งกว่ากระไรดี คราแรกเสี่ยวหลินสตรีนางอันเป็นที่รักของเขาอุตส่าห์มาเกลี้ยกล่อมและให้เขามองนางในแง่ดีว่านางมิได้จงใจหรือวางยาปลุกกำหนัดเพื่อหวังจะร่วมเตียงแล้วได้ยกย่องแต่งงานขึ้นเป็นฮูหยินของเขา แล้วอย่างไรเล่า! เสี่ยวหลินมองสตรีแพศยาผู้นี้ตื้นเขินเกินไป คราวนั้นยามที่ท่านพ่อกับท่านแม่ถามความสมัครใจว่านางอยากจะให้ทั้งสองรับผิดชอบด้วยการออกเรือนกับฉินหยางหยางหรือไม่ นางมิมีท่าทีปฏิเสธหรือมิยินยอมสักเล็กน้อยแต่กลับแสร้งใบหน้าเต็มใจเสียอีก
แล้วจะให้เขาคิดเป็นอื่นได้เช่นใดกัน นอกจากนางหวังจะจับเขา!
เหมยอ้ายกล้ำกลืนคำดูถูกและคำด่าทอด้วยถ้อยคำสุภาพแต่กลับเสียดแทนความรู้สึกของนางจนมิอาจเสนอหน้ามองเขาอยู่ได้ "ข้ารู้ตัวดีเจ้าค่ะว่าแม้นข้าจักได้ตำแหน่งฮูหยินเอก แต่สตรีนางเดียวที่อยู่ในใจท่านพี่นั่นก็คือพี่หญิงเสี่ยวหลิน ข้ามิเคยคิดหวังให้ท่านเมตตาเอ็นดูรักใคร่ข้า เพียงแค่อย่าชังน้ำหน้าและอคติกับข้าก็เพียงเท่านั้น แล้วที่ข้าถามไถ่ท่านพี่เมื่อครู่ก็เป็นเพราะว่าท่านป้ากับท่านลุงบอกเอาไว้ว่าคู่บ่าวสาวหลังจากแต่งงานห้ามมิให้ออกจากเรือนหอมิเช่นนั้นจะเป็นลางร้ายเกิดเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจหรือถึงคราวหย่าขาดเท่านั้นเจ้าค่ะ"
เหมยอ้ายบอกถึงความประสงค์ของนาง ที่นางยินยอมออกเรือนกับฉินหยางหยางในฐานะภรรยาเอก ก็เป็นเพราะคำร้องขอของพี่หญิงเสี่ยวหลิน รักษาเกียรติรักษาศักดิ์ศรีชื่อเสียงของคนตระกูลฉินที่เมตตาให้นางเข้ามาอยู่ในจวนแล้วเลี้ยงดูเยี่ยงบุตรสาว และมิให้กระทบกระเทือนจิตใจท่านป้าเพราะเกรงว่าสุขภาพร่างกายที่ย่ำแย่อาจทรุดโทรมลงกว่าเดิมเพียงเท่านั้น
"งั้นก็ดี เพราะข้าอยากจะหย่ากับเจ้าเสียวันนี้ด้วยซ้ำจำใส่หัวไว้เถิดเหมยอ้าย!" ว่าจบฉินหยางหยางก็ใช้ฝ่ามือจับหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวบาง จากนั้นก็ฉุดกระชากดึงตัวเรือนร่างเนื้อนวลขึ้นมาจากเตียงใหญ่ในระยะประจันหน้า "ในเมื่อเจ้าทำลายความสุขของข้ากับเสี่ยวหลิน เจ้าเป็นต้นเหตุทำให้ข้าต้องสูญเสียลูกตั้งแต่ยังไม่ลืมตาออกมาดูโลก เจ้าเป็นต้นเหตุทำให้ข้ากับเสี่ยวหลินมิสามารถออกเรือนและแต่งนางมาเป็นภรรยาเอกได้ เจ้าเป็นต้นเหตุทำให้ข้าผิดสัญญาต่อนาง! เพราะฉะนั้นชีวิตของเจ้าหลังจากคืนนี้เป็นต้นไป เจ้าจงพบเจอแต่ความทุกข์ทรมาน ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีความสุขและร้อนรุ่มเหมือนตกนรกทั้งเป็น! อย่าถามหาความเมตตาจากข้าเพราะเจ้าจะไม่มีวันได้รับเป็นอันขาดเหมยอ้าย"
เมื่อสิ้นเสียง ร่างของเหมยอ้ายก็กระแทกเข้ากับเตียงใหญ่อย่างรุนแรง นางลอบมองใบหน้าโกรธจัด กัดฟันแน่นจนปรากฏเห็นสันกรามเด่นของฉินหยางหยางด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น
"ฮึก..." สตรีสะอึกสะอื้น นางมิอยากตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เลย แต่ไฉนสวรรค์จึงกลั่นแกล้งชะตาชีวิตของนางอย่างร้ายแรงกันเล่า
"เจ้าคงจะเสแสร้งเรียกร้องความสนใจจากข้าสินะเหมยอ้าย! แผนการชั่วร้ายของเจ้าใช้ให้ท่าบุรุษหลงกลมากี่คนแล้วล่ะ แต่ข้าคงมิเป็นบุรุษหน้าโง่หลงเชื่อคำสตรีแพศยาและการแสดงลูกไม้ตื้นเขินของเจ้า" ฉินหยางหยางแสยะยิ้มอย่างสะใจเมื่อเห็นทีท่าหวาดกลัวของนาง "หากอยู่ด้วยกันตามลำพังเรียกข้าว่าคุณชาย เพราะข้ามิอยากเป็นท่านพี่หรือนับญาติกับเจ้า"
"เจ้าค่ะคุณชาย"
"ดี แล้วเจ้าก็อย่าปากพล่อยไปฟ้องท่านแม่กับท่านพ่อล่ะว่าข้าออกจากห้องหอก่อนถึงยามเหม่า มิเช่นนั้นข้ามิเอาเจ้าไว้หน้าเหมยอ้าย" ฉินหยางหยางบีบสันกรามของนางแน่นจนเป็นรอยนิ้วมือ ก่อนจะลักลอบเปิดประตูอย่างช้า ๆให้ส่งเสียงน้อยที่สุดแล้วก้าวย่างค่อย ๆ ลงไปจากเรือนโดยมีจุดหมายปลายทางนั่นก็คือเรือนของเสี่ยวหลินสตรีนางเดียวที่ได้ครอบครองหัวใจของเขา
โดยปล่อยให้ภรรยาเอกที่เพิ่งจะตบแต่งออกเรือน บูชาฟ้าดินกันไปในยามแรกสารทฤดูเวียนมาถึง นอนเหี่ยวแห้งกอดหมอนนุ่ม น้ำตาอาบแก้ม อย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดายในคืนเข้าหอ โดยที่ตนเองไปเสวยสุขเริงรักอยู่กับสตรีอีกนางหนึ่ง
"ข้ารักเจ้าเหลือเกินเสี่ยวหลิน" สตรีและบุรุษนอนโอบแนบอิงกายกันอยู่ตามลำพังสองต่อสองยามวิกาลในสถานะที่มิควร แต่ก็มิสามารถหักห้ามใจปรารถนาอันแรงกล้าที่ไหลเชี่ยวอยู่ในหัวใจได้ "ข้ามิอาจเปลี่ยนใจจากเจ้าแล้วรักผู้ใดได้อีกนอกจากเจ้าเสี่ยวหลินของข้า"
"ท่านพี่อย่าโป้ปดให้ข้าตายใจเลยเจ้าค่ะ การที่ท่านพี่มาหาสตรีนางอื่นถึงเรือนในยามวิกาลเช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่มิควรทำนะเจ้าคะ หากภรรยาของท่านพี่รู้เข้านางก็คงจะเสียใจมิน้อยที่ท่านพี่ทิ้งนางให้นอนหยุดตามลำพังในคืนเข้าหอเช่นนี้" ถึงนางจะกล่าวออกไปเช่นนี้แต่แขนเรียวบางก็พาดอยู่บนลำตัวแกร่งของบุรุษ ที่นางรักและหมายมั่นอยากจะนอนแนบกายเพียงสตรีเดียว
"เจ้าอย่าพูดถึงสตรีนางอื่นในยามที่ข้าอยู่กับเจ้าตามลำพังให้ข้าเสียอารมณ์เลยเถิดเสี่ยวหลินโดยเฉพาะสตรีไร้ยางอายผู้นั้น! ข้าชั่งน้ำหน้านางนัก ถ้ามิสามารถทนนอนอยู่บนเตียงเดียวกับนางจนถึงยามเหม่าได้จริง ๆ " บุรุษพ่นคำหวานแต่แฝงไปซึ่งแววตาโกรธแค้นเกลียดชังยามที่กล่าวถึงเหมยอ้าย เพียงแต่เขาก็ยังกลัว ฉินหยางหยางเป็นบุรุษมิใช่ท่อนไม้ที่จะไร้ความรู้สึกหากอยู่กับสตรีตามลำพังสองต่อสองโดยเฉพาะสตรีผู้นั้นซึ่งเปลี่ยนไปด้วยมารยาร้อยเล่มเกวียน
นางคงจงใจหลอกล่อด้วยการผลัดเรื่องอาภรณ์ยั่วยวนฉินหยางหยางจนตะบะแตกแล้วผิดสัญญาสัจจะที่ให้ไว้กับเสี่ยวหลินอีกคราวเป็นแน่! เขามิอยากแตะต้องเนื้อกายสกปรกของนางแม้แต่ปลายเล็บ
