บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 ตบหน้าคนพาลกลางตลาด

ครึ่งเดือนให้หลังเมื่อเข้าสู่ยามซื่อ ถนนการค้าสายบูรพาเนืองแน่นไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ร้านผ้าไหมอวิ๋นฉางที่เคยซบเซาถูกพลิกโฉมใหม่จนกลายเป็นหอการค้าที่หรูหราโอ่อ่า

ป้ายชื่อร้านสลักอักษรทองคำสะดุดตา บรรดาสาวใช้จากตระกูลขุนนางใหญ่ต่างมายืนต่อแถวรอสั่งจองผ้าไหมทอพิเศษกันตั้งแต่เช้าตรู่ เซียวอวี้ถิงในชุดกระโปรงสีครามปักลายเมฆายืนตรวจบัญชีอยู่หน้าแผงรับรองด้วยท่วงท่าสง่างาม

การเจรจาผลประโยชน์กับหงเหนียงสัมฤทธิ์ผลอย่างงดงาม ข่าวลือเรื่องผ้าไหมลายพิเศษที่คณิกาอันดับหนึ่งสวมใส่ร่ายรำสร้างกระแสได้ดีเกินคาด

ทว่าความคึกคักนั้นพลันสะดุดลงเมื่อรถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบหน้าร้าน หงซิ่วประคองสตรีผู้หนึ่งก้าวลงมาอย่างระมัดระวัง ไป๋เหลียนในชุดไหมพลิ้วไหวสีชมพูอ่อนปักดิ้นทองสวมเครื่องประดับเต็มศีรษะจนดูขัดตา

ท่าทางของนางเชิดหน้าชูคอขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนักหลังจากได้เลื่อนขั้นเป็นฮูหยินเอกแห่งจวนหย่งอันโหวอย่างเป็นทางการ

"กิจการของพี่หญิงดูคึกคักไม่เบา ทว่าการค้าขายพบปะผู้คนร้อยพ่อพันแม่เช่นนี้ช่างลำบากและไร้เกียรตินัก" ไป๋เหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย ทว่าจงใจแสร้งถอนหายใจให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน

"หากท่านขาดแคลนสิ่งใดก็บอกกล่าวข้าได้ จวนโหวของเราย่อมไม่แล้งน้ำใจต่อสตรีที่ไร้ที่พึ่งพิง"

เซียวอวี้ถิงละสายตาจากสมุดบัญชี ปรายตามองสตรีตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนมุมปาก

"ฮูหยินจ้าวช่างมีน้ำใจกว้างขวาง ทว่าเสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่อยู่นี้ หากข้าจำไม่ผิด นั่นคือผ้าไหมลายบุปผาซ่อนเงาที่ข้าเคยสั่งซื้อมาเป็นสินเดิมเมื่อต้นปีมิใช่หรือ" เซียวอวี้ถิงก้าวเดินออกมาด้านหน้าแผงรับรอง แววตาคมกริบดุจใบมีด

"สตรีที่เอาสินเดิมของอดีตฮูหยินเอกมาตัดชุดสวมใส่ ซ้ำยังกล้าเดินโอ้อวดกลางถนน ช่างหน้าหนาหาผู้ใดเปรียบได้ยากยิ่ง"

ฝูงชนที่มุงดูเริ่มส่งเสียงซุบซิบชี้ชวนกันดู ไป๋เหลียนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยแตยังคงฝืนยิ้ม

"พี่หญิงล้อเล่นแล้ว นี่คือผ้าที่ท่านโหวสั่งตัดให้ข้าเป็นพิเศษเพื่อรับขวัญตำแหน่งฮูหยินเอก จวนหย่งอันโหวมีทรัพย์สินมากมาย ไฉนต้องลดตัวไปแตะต้องสินเดิมของท่าน"

"ทรัพย์สินมากมายที่ท่านกล่าวถึง หมายถึงการที่แม่สามีของท่าน แอบนำปิ่นทองคำฝังทับทิมไปจำนำที่โรงรับจำนำตระกูลหลี่เมื่อสองวันก่อนเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าจ้างบ่าวไพร่เช่นนั้นหรือ"

เซียวอวี้ถิงตอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าดังกังวานพอให้ชาวบ้านได้ยินถ้วนทั่ว นางใช้สายสืบของหอชุนเฟิงจับตาดูจวนโหวอยู่ทุกฝีก้าว มีหรือจะพลาดเรื่องน่าขันเช่นนี้

"จวนที่แม้แต่เงินซื้อข้าวสารยังต้องรีดเค้นจากของเก่ากิน มีหน้ามาเวทนาเจ้าของหอการค้าเช่นข้าตั้งแต่เมื่อใด"

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากฝูงชนดังก้องไปทั่วถนนสายบูรพา สายตาที่มองมายังไป๋เหลียนเปลี่ยนจากความชื่นชมเป็นความสมเพช หงซิ่วเห็นเจ้านายถูกฉีกหน้าจึงชี้หน้าตวาดสตรีตรงหน้าเพื่อกู้สถานการณ์

"เจ้าเป็นเพียงแม่ค้าต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรมาจาบจ้วงฮูหยินขุนนาง"

"สาวใช้เช่นเจ้ามีสิทธิ์สะเออะเปิดปากตอนเจ้านายสนทนากันหรือ" ชิงชิงก้าวออกมายืนบังหน้าผู้เป็นนาย ตอกกลับด้วยน้ำเสียงฉะฉานรวดเร็วตอบกลับไปอีกในทันตา

"ฮูหยินขุนนางที่ไร้เงินติดกระเป๋า ซ้ำยังต้องขโมยสมบัติผู้อื่นมาประดับบารมี มีเกียรติยศใดให้ต้องเคารพกัน"

ไป๋เหลียนขบกรามแน่นจนปวดร้าว ความอับอายประดังขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าว นางไม่คิดว่าเซียวอวี้ถิงจะกล้าเอาเรื่องน่าอัปยศภายในจวนมาแฉกลางตลาดอย่างหมดจดถึงเพียงนี้

ข่าวลือเรื่องจวนโหวถังแตกคงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงก่อนตะวันตกดินเป็นแน่

ขณะที่ไป๋เหลียนกำลังจะอ้าปากแก้ตัวด้วยความจนตรอก เสียงตวาดกร้าวของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากวงล้อมของฝูงชน

จ้าวซื่อเซิงในชุดขุนนางสีอ่อนก้าวฝ่าเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาของเขาจ้องมองอดีตภรรยาด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"สตรีแพศยา" จ้าวซื่อเซิงเค้นเสียงลอดไรฟัน

"กล้าดีอย่างไรมาปั้นน้ำเป็นตัว หมิ่นประมาทฮูหยินของข้ากลางถนนเช่นนี้"

เซียวอวี้ถิงยืนหยัดหลังตรง ใบหน้างดงามไร้ซึ่งความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย "ความจริงเป็นสิ่งใด ท่านโหวย่อมรู้อยู่แก่ใจ หากท่านคิดว่าข้าปั้นน้ำเป็นตัว

เช่นนั้นเราลองส่งคนไปสอบถามหลงจู๊ที่โรงรับจำนำตระกูลหลี่เดี๋ยวนี้ดูหรือไม่ ว่าปิ่นทับทิมรูปหงส์ของฮูหยินผู้เฒ่ายังอยู่ดีหรือกลายเป็นตั๋วเงินไปเสียแล้ว"

จ้าวซื่อเซิงหน้าถอดสี เขาเพิ่งรู้เรื่องฮูหยินผู้เฒ่าแอบนำปิ่นไปจำนำเมื่อคืนนี้เอง หากถูกแฉจนทางการเข้ามาตรวจสอบกลางตลาด

เกียรติยศขุนนางที่เขารักษาเท่ายิ่งชีพย่อมป่นปี้ เขาจึงหันไปสั่งบ่าวรับใช้ชายที่ติดตามมาด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน

"จับตัวสตรีปากพล่อยผู้นี้ส่งศาลเมืองหลวง ข้าจะให้ใต้เท้าผู้ว่าการลงหวายสั่งสอนนางฐานหมิ่นเกียรติขุนนางราชสำนัก"

บ่าวร่างฉกรรจ์สองคนก้าวออกมา ทว่ายังไม่ทันที่พวกมันจะเอื้อมมือถึงตัวเซียวอวี้ถิง เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นก็ดังแทรกมาจากด้านหลังวงล้อม

"ข้าอยากรู้นัก ว่าผู้ใดกล้าแตะต้องคนของข้า"

เมื่อล่วงเข้าสู่ปลายยามซื่อ บรรยากาศบนถนนสายบูรพาที่เคยพลุกพล่านพลันเงียบกริบและหนาวเหน็บขึ้นมาฉับพลัน รถม้าไม้จันทน์ดำที่จอดซุ่มอยู่อีกฝั่งถนนขยับเคลื่อนมาใกล้

มู่หรงเซวียนก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าแผ่รังสีอำมหิตกดดันจนผู้คนรอบข้างต้องรีบถอยร่นเปิดทาง มู่หยานชูป้ายอาญาสิทธิ์สลักลายมังกรสี่เล็บขึ้นเหนือศีรษะ

"ชินอ๋องเสด็จ" มู่หยานเอ่ยเสียงกังวาน

จ้าวซื่อเซิงและไป๋เหลียนเข่าอ่อนยวบ ทรุดลงหมอบคุกเข่ากับพื้นตามชาวเมือง มู่หรงเซวียนก้าวข้ามร่างของหย่งอันโหวอย่างไม่ไยดี เขาเดินตรงมาหยุดยืนเคียงข้างเซียวอวี้ถิง

ก่อนจะวาดวงแขนประคองเอวบางของนางเอาไว้หลวม ๆ ทว่าหนักแน่นพอที่จะประกาศความเป็นเจ้าของให้ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่

"ท่านอ๋อง" จ้าวซื่อเซิงละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือ

"สตรีผู้นี้หมิ่นประมาทขุนนาง ซ้ำยังสร้างความวุ่นวาย"

"นางคือเถ้าแก่เนี้ยหอการค้าอวิ๋นฉาง หุ้นส่วนสำคัญของหอเงาสดับ" มู่หรงเซวียนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์

"คำพูดของนางย่อมเชื่อถือได้ทุกประการ ส่วนเจ้า ใช้ตำแหน่งขุนนางขั้นสามข่มเหงรังแกสตรีภายใต้การคุ้มครองของเปิ่นหวาง ถือเป็นการดูหมิ่นราชวงศ์"

จ้าวซื่อเซิงเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากร้องขอความเมตตา มู่หรงเซวียนก็ปรายตามองมู่หยาน

"หมิ่นประมาทคนของข้า โทษคือโบยยี่สิบไม้ ลงโทษเดี๋ยวนี้ ให้ชาวเมืองได้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง"

มู่หยานและองครักษ์เงาก้าวเข้าไปกดร่างของหย่งอันโหวลงกับพื้นถนนหินแข็งกระด้าง เสียงไม้กระบองกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของไป๋เหลียนที่เอาแต่หดหัวซ่อนตัวอยู่หลังสาวใช้

ชินอ๋องตวัดสายตาเยียบเย็นมองหย่งอันโหวที่ถูกทหารกดทับใบหน้าลงกับพื้น ก่อนจะหันมาประคองเถ้าแก่เนี้ยคนงามให้ก้าวเดินกลับเข้าไปในร้านอย่างทะนุถนอม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel