บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 บรรลุข้อตกลงทางการค้า

ปลายยามเว่ย

รถม้าคันเรียบหรูทว่าไร้ตราสัญลักษณ์ตระกูลใดหยุดลงหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ท้ายเมืองหลวง

บานประตูไม้เนื้อแข็งถูกเปิดออกกว้างเพื่อต้อนรับขบวนหีบสัมภาระจำนวนหลายสิบใบที่ถูกลำเลียงเข้าไปด้านในอย่างเป็นระเบียบ

เซียวอวี้ถิงก้าวลงจากรถม้าในชุดกระโปรงสีครามเข้มขลิบเงิน ท่วงท่าการเดินของนางเนิบนาบมั่นคง แผ่นหลังตั้งตรงสง่างาม ปิ่นหยกขาวเรียบง่ายบนมวยผมขยับไหวตามจังหวะก้าวเดิน

นางกวาดสายตามองอาณาจักรแห่งใหม่ของตนด้วยแววตาเยือกเย็นและเด็ดขาด

นี่คือคฤหาสน์ลับที่มู่หรงเซวียนจัดเตรียมไว้ให้ตามข้อตกลง เป็นสถานที่ที่ตัดขาดจากความเน่าเฟะของจวนหย่งอันโหวอย่างสิ้นเชิง ชิงชิงเดินตามหลังผู้เป็นนาย

ใบหน้าจิ้มลิ้มเปื้อนรอยยิ้มกว้างขณะคอยสั่งการให้บ่าวรับใช้ชั่วคราวจัดวางหีบสมบัติลงในห้องเก็บของอย่างระมัดระวัง ทุกหีบล้วนเป็นสินเดิมที่เซียวอวี้ถิงรีดเค้นและทวงคืนมาจากปลิงดูดเลือดตระกูลจ้าวได้จนครบถ้วนทุกอีแปะ

ภายในโถงรับรองหลัก สตรีสวมชุดผ้าไหมสีแดงสดผู้หนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว หงเหนียงขยับพัดจันทน์หอมในมือเบา ๆ เมื่อเห็นเจ้าของคฤหาสน์ก้าวเข้ามา

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามสะพรั่ง นายแม่แห่งหอคณิกาอันดับหนึ่งลุกขึ้นยอบกายทำความเคารพอย่างรู้ธรรมเนียม ก่อนจะปรายตามองกองหีบสมบัติที่เรียงรายอยู่ด้านนอกด้วยสายตาประเมินราคา

"ยินดีกับเถ้าแก่เนี้ยเซียวที่ได้หลุดจากกรงทองเสียที" หงเหนียงเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

"ดูท่าการลงทุนขายข่าวของข้าครั้งนี้จะได้ผลกำไรเร็วกว่าที่คิดไว้มากนัก"

เซียวอวี้ถิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือฝั่งประธาน รับถ้วยชาหลงจิ่งจากชิงชิงมาจิบช้า ๆ "หากนกน้อยหมายถึงตัวข้า นายหญิงคงมองผิดไป ข้ามิใช่นก แต่เป็นนายพรานที่เพิ่งได้คันธนูอันใหม่ต่างหาก"

มุมปากของหงเหนียงยกโค้งขึ้น นางชอบใจสตรีตรงหน้าเสมอ ตั้งแต่วันแรกที่ส่งคนไปขอซื้อข่าวสารลับ

เซียวอวี้ถิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ ก่อนจะหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาวางตรงหน้า เป็นบัญชีของร้านผ้าไหมอวิ๋นฉางที่จางกั๋วเคยทำย่อยยับเอาไว้

"ร้านผ้าไหมอวิ๋นฉางตั้งอยู่บนทำเลทองของถนนสายบูรพา ทว่าถูกพ่อบ้านจางแอบสับเปลี่ยนสินค้าคุณภาพต่ำมาขายเพื่อกินส่วนต่าง ข้าต้องการพลิกโฉมร้านนี้ใหม่ทั้งหมดภายในครึ่งเดือน" เซียวอวี้ถิงเคาะปลายนิ้วลงบนสมุดบัญชีเป็นจังหวะ

"ข้าจะทิ้งฐานลูกค้าเดิมที่เน้นของถูก แล้วเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่คือฮูหยินและคุณหนูในตระกูลขุนนางขั้นสูงเท่านั้น"

หงเหนียงหรี่ตาลงเล็กน้อย "การดึงดูดชนชั้นสูงมิใช่เรื่องง่าย พวกนางล้วนมีร้านประจำที่สั่งตัดเสื้อผ้าอยู่แล้ว สินค้าของท่านต้องมีเอกลักษณ์ที่ร้านอื่นหาไม่ได้"

"ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเชิญท่านมา" เซียวอวี้ถิงเลื่อนม้วนกระดาษภาพวาดแบบเสื้อผ้าและลายปักที่นางร่างขึ้นด้วยตนเอง โดยประยุกต์โครงสร้างชุดที่เน้นสรีระให้ดูเพรียวบางผสานเข้ากับความประณีตของยุคโบราณ

"นอกจากรูปแบบที่แปลกใหม่ ข้าจะสร้างระบบสั่งจองล่วงหน้า ผ้าไหมหนึ่งลายต่อสตรีหนึ่งนางเท่านั้น ผู้ใดมาก่อนย่อมได้เลือกก่อน หอชุนเฟิงของท่านคือศูนย์รวมสตรีที่แต่งกายงดงามที่สุด

หากคณิกาอันดับต้น ๆ สวมใส่ชุดจากร้านอวิ๋นฉางออกมาร่ายรำ ย่อมสร้างความสนใจและกระแสให้บรรดาคุณหนูในห้องหออยากครอบครองบ้าง"

หงเหนียงพิจารณาแบบเสื้อผ้าเหล่านั้นด้วยแววตาเป็นประกาย นางเป็นคนฉลาด ย่อมมองเห็นช่องทางทำเงินมหาศาลจากกระดาษเพียงไม่กี่แผ่น

"ข้อเสนอของเถ้าแก่เนี้ยช่างเย้ายวนใจ ทว่าผลประโยชน์ที่หอชุนเฟิงจะได้รับคือสิ่งใด"

"ส่วนแบ่งกำไรสามส่วนจากทุกชุดที่ขายได้ผ่านการแนะนำของท่าน และสิทธิพิเศษในการเลือกซื้อผ้าไหมหายากก่อนผู้ใด" เซียวอวี้ถิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แววตาฉายความเด็ดขาด

"เป้าหมายหลักของข้าคือการผูกขาดเส้นทางการค้าสายบูรพา ตัดเส้นทางทำเงินทุกสายของจวนหย่งอันโหวทิ้งเสีย ผู้ใดที่กล้ารับซื้อของจากตระกูลจ้าว จะไม่มีวันได้ก้าวเท้าเข้าร้านอวิ๋นฉางอีก"

ชิงชิงที่ยืนอยู่ด้านข้างรับคำสั่งทันที นางเตรียมจดบันทึกรายชื่อตระกูลขุนนางที่มีกำลังซื้อสูงตามที่หงเหนียงเอ่ยชื่อออกมา

สมุดบัญชีเล่มใหม่ถูกเปิดออกพร้อมกับกลิ่นหมึกจาง ๆ ที่ลอยแตะจมูก เซียวอวี้ถิงกำลังสร้างตาข่ายดักจับเงินตราที่แน่นหนาและไร้รอยรั่ว

หงเหนียงหัวเราะเสียงใสในลำคอ นางรวบพัดจันทน์หอมเก็บเข้าที่ ยอมรับข้อตกลงอันแสนโหดเหี้ยมและเฉียบขาดนี้ด้วยความเต็มใจ

การเจรจาการค้าจบลงอย่างรวดเร็วก่อนที่ปลายยามเว่ยจะสิ้นสุดลง ทว่าสำหรับเซียวอวี้ถิงแล้ว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขยายอำนาจเท่านั้น

นางตั้งใจจะสะสางบัญชีแค้นทั้งหมดให้สิ้นซาก ไม่ให้เหลือแม้แต่ช่องว่างให้ผู้ใดเหยียบย่ำได้อีก

ความมุ่งมั่นนั้นยังคงคุกรุ่นอยู่ในอกตราบจนกระทั่งยามซวีมาเยือน ภายในห้องหนังสือที่เงียบสงัด เซียวอวี้ถิงกางแผนที่เมืองหลวงออกบนโต๊ะไม้หนานมู่ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนดวงตาดอกท้อที่กำลังประเมินจุดยุทธศาสตร์ของร้านค้าต่าง ๆ อย่างรอบคอบ

การสร้างอาณาจักรการค้ามิใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน นางต้องวางหมากให้รัดกุมที่สุดเพื่อป้องกันการตลบหลัง ทว่าความสงบนั้นพลันสะดุดลงเมื่อเปลวเทียนในโคมไหววูบอย่างรุนแรงพร้อมกับบานหน้าต่างที่ถูกผลักเปิดออกโดยไร้สุ้มเสียง

มู่หรงเซวียนก้าวเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ อาภรณ์สีนิลขลิบทองของเขากลืนกินไปกับความมืดมิดยามวิกาล

ทว่ากลิ่นไม้จันทน์หอมผสมกลิ่นอายสังหารจาง ๆ กลับกระจายตัวในอากาศจนไม่อาจเมินเฉยได้ ด้านหลังของเขามีมู่หยานก้าวตามเข้ามาอย่างเงียบเชียบ

องครักษ์หนุ่มวางหีบไม้เนื้อแข็งใบขนาดกลางลงบนพื้น ก่อนจะเร้นกายออกไปเฝ้าหน้าประตูอย่างรู้งาน ทิ้งให้ผู้เป็นนายยืนเอามือไพล่หลังมองเถ้าแก่เนี้ยคนใหม่ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์

"ยามวิกาลเช่นนี้ ท่านอ๋องบุกรุกห้องหนังสือของสตรีที่เพิ่งหย่าร้าง ดูท่าข่าวลือเรื่องความเอาแต่ใจของเจ้านายแห่งหอเงาสดับคงมิใช่เรื่องเกินจริง"

เซียวอวี้ถิงละสายตาจากแผนที่ เลื่อนมือไปแตะขอบถ้วยชาที่เริ่มเย็นชืดเพื่อประคองสติ นางไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับล่วงรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมาปรากฏตัวที่นี่

มู่หรงเซวียนหัวเราะในลำคอ ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่ต้องรอให้เจ้าบ้านเชิญ เขาเคาะพัดจันทน์หอมลงบนโต๊ะเบา ๆ

"สตรีที่กล้าขูดรีดสินเดิมจากอดีตสามีจนหมดตัว คงไม่หวาดกลัวการมาเยือนของข้ากระมัง ข้าเพียงแวะมาดูว่าพันธมิตรของข้าจัดสรรรังใหม่ได้เรียบร้อยดีหรือไม่"

ปลายรองเท้าหุ้มขอบทองของชินอ๋องเขี่ยหีบไม้บนพื้นให้เปิดออก แสงสีเหลืองอร่ามของทองคำแท่งที่อัดแน่นอยู่ภายในล้อไปกับแสงเทียน เซียวอวี้ถิงชะงักไปเล็กน้อย

นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงเพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริง เขามักมีวิธีนำเสนออำนาจอย่างตรงไปตรงมาจนทำให้ผู้คนหายใจไม่ออกเสมอ

"การปรับปรุงร้านอวิ๋นฉางและผูกขาดเส้นทางสายบูรพาต้องใช้เงินทุนและเส้นสายมหาศาล" มู่หรงเซวียนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ท่วงท่าดูเกียจคร้านทว่าสายตากลับคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ

"ทองคำหีบนี้คือส่วนต้อนรับจากข้า ถือเป็นการร่วมลงทุนในนามของหอเงาสดับ"

เซียวอวี้ถิงขมวดคิ้ว นางผ่านสมรภูมิธุรกิจมานับไม่ถ้วน ย่อมรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่า ๆ บุรุษผู้นี้อันตรายเกินกว่าจะรับไมตรีโดยไม่ระแวง

"ท่านอ๋องประเมินข้าสูงเกินไป สินเดิมที่ข้าทวงคืนมาได้มีมากพอจะหมุนเวียนในกิจการ หากรับทองหีบนี้มา เกรงว่าผลประโยชน์ที่ท่านเรียกเก็บในภายหน้า ข้าคงไม่อาจหามาจ่ายไหว"

นางตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบป้านชาดินเผาใบใหม่ หวังจะรินชาเพื่อรักษามารยาทและซื้อเวลาคิดทบทวน

ทว่ายังไม่ทันที่น้ำชาสีอำพันจะรินรดลงในถ้วย ฝ่ามือหนาของมู่หรงเซวียนกลับยื่นมาครอบทับลงบนหลังมือของนางเสียก่อน

ไออุ่นร้อนผ่าวแผ่ซ่านจากฝ่ามือของเขาผ่านผิวเนื้อเนียนละเอียด เซียวอวี้ถิงชะงักงัน พยายามจะชักมือกลับ ทว่าอีกฝ่ายกลับกอบกุมมือของนางเอาไว้หลวม ๆ ทิ้งน้ำหนักเพียงแผ่วเบาทว่ามั่นคงจนไม่อาจขัดขืน

มู่หรงเซวียนใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบา ๆ ลงบนข้อนิ้วของนางอย่างเชื่องช้า ก่อนจะใช้มืออีกข้างสอดปึกตั๋วเงินจำนวนมหาศาลเข้าในฝ่ามือที่ว่างอยู่ของนางอย่างเอาแต่ใจ

"ท่านอ๋องทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร" เซียวอวี้ถิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาเริ่มฉายความสับสน

"ข้าบอกแล้วว่าไม่อาจรับ"

"รับไว้เถิด" มู่หรงเซวียนแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเด็ดขาด เขาไม่ยอมปล่อยมือ ซ้ำยังขยับปลายนิ้วไล้ไปตามข้อนิ้วของนางอย่างอุกอาจ

"ถือเสียว่านี่คือค่าตอบแทนล่วงหน้า สำหรับการที่ข้าจะได้เห็นเถ้าแก่เนี้ยเซียวเหยียบย่ำจวนหย่งอันโหวให้จมดิน"

บรรยากาศแห่งความหวาดระแวงที่เคยตั้งกำแพงไว้เริ่มสั่นคลอน เซียวอวี้ถิงเบิกตากว้างเล็กน้อย สัมผัสรุกล้ำและถ้อยคำเอาแต่ใจนี้ทำให้นางลืมเลือนคำปฏิเสธที่เตรียมไว้

มู่หรงเซวียนทอดสายตามองลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มบางเบา

"และจงจำไว้" น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขากล่าวทีละคำอย่างชัดเจน

"นับแต่นี้ตระกูลเซียวจะไม่มีวันถูกผู้ใดรังแกได้อีก"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel