บทที่ 5 ทวงหนี้จวนโหว
ยามเฉิน วันถัดมา
บรรยากาศหน้าจวนหย่งอันโหวเต็มไปด้วยความกดดัน รถม้าคันเรียบง่ายจอดเทียบหน้าประตูปิดทองบานใหญ่
ชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนยืนเรียงรายปิดล้อมทางเข้าออกแน่นหนา รังสีสังหารและกลิ่นอายคุกคามแผ่ออกมาจนทหารยามหน้าประตูหน้าซีดเผือด
ไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัวแม้แต่ก้าวเดียว มือที่กุมด้ามหอกของพวกเขาสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
เซียวอวี้ถิงก้าวลงจากรถม้าโดยมีชิงชิงคอยประคอง อาภรณ์สีแดงเข้มที่นางสวมใส่วันนี้ขับเน้นให้ผิวขาวกระจ่างใสดูทรงอำนาจและยากจะต่อกร
มู่หยานยืนกอดกระบี่สั้นอยู่เบื้องหลังนาง ท่าทีของเขาเงียบเชียบทว่าพร้อมบั่นคอผู้ที่กล้าล่วงเกินพันธมิตรคนใหม่ของหอเงาสดับทุกเมื่อ
ชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเป็นระยะ
"ผู้ใดกล้ามาก่อความวุ่นวายหน้าจวนโหว" เสียงตวาดดังมาจากด้านใน ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะถูกเปิดออกกว้าง
จ้าวซื่อเซิงก้าวพ้นธรณีประตูออกมาพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวที่ให้บ่าวรับใช้ช่วยประคอง ท่าทางของทั้งสองเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหยามเกียรติ
ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาเย็นเยียบของชายชุดดำนับสิบ ฝีเท้าของโหวหนุ่มก็ชะงักงัน เขาหันมามองเซียวอวี้ถิงที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางวงล้อม
แววตาของอดีตภรรยาที่เคยมองเขาด้วยความรักใคร่ บัดนี้หลงเหลือเพียงความว่างเปล่าและเย้ยหยัน
"เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ นำอันธพาลมาปิดล้อมจวนสามีตนเองเช่นนี้ บิดาเจ้าไม่เคยสอนจารีตสตรีหรืออย่างไร" จ้าวซื่อเซิงกัดฟันกรอด พยายามรักษามาดขุนนางผู้สูงศักดิ์ต่อหน้าชาวบ้านที่กำลังมุงดู
เซียวอวี้ถิงคลี่ยิ้มบางเบา นางไม่ตอบโต้คำด่าทอไร้สาระ แต่กลับพยักหน้าให้ชิงชิง สาวใช้ร่างเล็กก้าวออกมากางกระดาษแผ่นหนึ่งชูขึ้นสูง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นตราประทับสีชาดและรอยนิ้วมืออย่างชัดเจน
"นี่คือใบรับสภาพหนี้ของจางกั๋ว พ่อบ้านรองแห่งจวนโหว" เสียงของเซียวอวี้ถิงก้องกังวานและแจ่มชัด
"เขาสารภาพและประทับตราด้วยตนเอง ว่าได้ยักยอกเงินจากร้านผ้าไหมอวิ๋นฉางจำนวนแปดพันตำลึงทองเพื่อนำมาส่งมอบให้ท่านโหว
และบางส่วนยังถูกนำไปจ่ายหนี้พนันที่ตรอกสือปา วันนี้ข้ามาในฐานะเจ้าหนี้ เพื่อทวงถามเงินก้อนนี้คืน"
สิ้นเสียงของนาง เสียงซุบซิบของชาวเมืองก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ ขุนนางขั้นสามผู้มักวางหน้าเป็นผู้ทรงศีลและรักชื่อเสียงยิ่งชีพ กลับร่วมมือกับบ่าวรับใช้ยักยอกสินเดิมของภรรยา
ซ้ำยังมีส่วนพัวพันกับบ่อนพนันใต้ดิน เรื่องน่าอับอายเช่นนี้หากแพร่สะพัดออกไป เกียรติยศของตระกูลจ้าวคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวหน้าถอดสี นางยกมือขึ้นกุมหน้าอก หอบหายใจแรงด้วยความโกรธปนอับอาย "เจ้ากล้านำเรื่องโป้ปดมาประจานครอบครัวตนเองเช่นนี้ ช่างเป็นสตรีไร้ยางอายนัก"
"โป้ปดหรือไม่ ศาลยุติธรรมย่อมมีวิธีตรวจสอบ" เซียวอวี้ถิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ข้าเพียงมาทวงสิ่งที่เป็นของข้าคืน หากท่านโหวไม่มีเงินแปดพันตำลึงทองมาชำระ ข้าก็จะส่งใบรับสภาพหนี้ฉบับนี้พร้อมตัวพ่อบ้านจางให้ทางการไต่สวน ถึงเวลานั้นคงต้องรบกวนท่านโหวไปอธิบายข้อกล่าวหาฉ้อโกงที่ศาลาว่าการเมืองหลวงด้วยตนเอง"
จ้าวซื่อเซิงใบหน้าแดงก่ำสลับซีดเผือด เขามองกลุ่มชายชุดดำที่ยืนแผ่รังสีคุกคามอยู่เบื้องหน้าเซียวอวี้ถิง สติปัญญาของเขาแม้จะไม่มากนักแต่ก็รู้ดีว่าคนเหล่านี้มิใช่นักเลงหัวไม้ธรรมดา
กลิ่นอายสังหารที่โชยมาตามสายลมบ่งบอกว่าคนพวกนี้เคยผ่านการเข่นฆ่ามานับไม่ถ้วน หากดึงดันปล่อยให้เรื่องบานปลายไปถึงศาล หมวกขุนนางของเขาต้องหลุดจากศีรษะอย่างไม่ต้องสงสัย
สายตาของชาวเมืองที่มองมาเริ่มเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยาม จ้าวซื่อเซิงสูดหายใจลึก เขาไม่อาจทนรับความอัปยศกลางถนนสายนี้ได้อีกต่อไป
"เข้ามาคุยด้านใน" จ้าวซื่อเซิงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ยอมลดทิฐิลงเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล
"เรื่องในครอบครัวมิควรให้คนนอกมาฟังความข้างเดียว"
เซียวอวี้ถิงปรายตามองอดีตสามีด้วยความสมเพช นางสะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนจะก้าวเดินนำหน้าผู้เป็นเจ้าของจวนเข้าไปด้านในอย่างผู้ชนะ
ปล่อยให้มู่หยานและกลุ่มชายชุดดำเดินตามประกบติดราวกับเป็นกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทาง
