บทที่ 4 ผู้สนับสนุนในเงา
นิ้วมืออวบอูมของจางกั๋วสั่นเทาขณะประทับตราสีชาดลงบนกระดาษรับสภาพหนี้
เซียวอวี้ถิงกวาดสายตามองความอัปยศของสุนัขรับใช้ด้วยแววตาเรียบเฉย
นางรอจนรอยหมึกและสีชาดแห้งสนิท จึงพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บซ่อนในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง
ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินออกจากร้านผ้าไหมอวิ๋นฉางโดยไม่ปรายตามองผู้ใดอีก
ปล่อยให้พ่อบ้านรองแห่งจวนโหวนั่งทรุดตัวอยู่บนพื้นกระเบื้องด้วยสภาพวิญญาณหลุดลอย
ปลายยามซื่อ บนชั้นสามของเหลาสุราจินอวี้ฝั่งตรงข้าม บานหน้าต่างไม้แกะสลักถูกแง้มออกเพียงครึ่ง
บุรุษในชุดสุภาพสีนิลนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน ทว่าดวงตาเรียวยาวกลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของสตรีเบื้องล่างไม่วางตา
มู่หรงเซวียนหมุนจอกสุราทำจากหยกขาวในมือเชื่องช้า ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มอย่างพึงใจ
"ช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจยิ่งนัก" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา
"ไล่ต้อนสุนัขจนตรอกโดยไม่ต้องลงมือเอง ซ้ำยังได้สายจูงเส้นใหม่มาไว้ในมือ มู่หยาน ไปเชิญเถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นขึ้นมาพูดคุยบนนี้"
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากห้องปีกซ้ายชั้นสามอย่างรวดเร็วและไร้สุ้มเสียง
เซียวอวี้ถิงกำลังจะก้าวขึ้นรถม้าเพื่อกลับไปจัดการเรื่องหย่าร้าง ทว่าเบื้องหน้ากลับปรากฏร่างสูงโปร่งของบุรุษในชุดดำรัดกุมขวางทางไว้
มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่สั้นแนบเอว แววตาเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ ชิงชิงรีบก้าวมาขวางหน้านายหญิงของตนทันที ทว่าเซียวอวี้ถิงกลับยกมือขึ้นปรามสาวใช้
"เจ้านายของข้าเชิญฮูหยินใหญ่ขึ้นไปร่วมโต๊ะบนเหลาสุราขอรับ" มู่หยานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แฝงความกดดันไม่อาจปฏิเสธได้
เซียวอวี้ถิงเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสามของเหลาสุราจินอวี้ สัญชาตญาณนักธุรกิจของนางร้องเตือนถึงอันตราย
บุรุษผู้สามารถส่งองครักษ์ฝีมือฉกาจมาดักหน้ากลางถนนโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
ทว่าในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยหมาป่า หากนางต้องการหย่าขาดและผูกขาดการค้าสายบูรพา พันธมิตรที่แข็งแกร่งกว่าตระกูลจ้าว จำเป็นต้องรักษาไว้
นางสั่งให้ชิงชิงรอที่รถม้า ก่อนจะพยักหน้าให้มู่หยานนำทาง ก้าวตามขึ้นไปยังห้องปีกซ้ายชั้นสามซึ่งสร้างด้วยผนังหนาพิเศษ
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้าสู่ช่วงยามเว่ย กลิ่นไม้จันทน์หอมผสมผสานกลิ่นอายสังหารจาง ๆ ก็ลอยมากระทบจมูก
เบื้องหน้าของนางคือบุรุษรูปงามที่สวมกวานเงินครอบมวยผม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก ทว่าดวงตาที่ทอดมองมากลับมืดมิดไร้ก้นบึ้ง
"เชิญนั่ง" มู่หรงเซวียนผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ที่ปิดบังไว้ไม่มิด
เซียวอวี้ถิงทรุดตัวลงนั่งด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่มีความหวาดหวั่นในแววตาแม้แต่น้อย นางประสานสายตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหน้า ต่างฝ่ายต่างประเมินคุณค่าและหมากในมือของกันและกัน
ความเงียบงันปกคลุมห้องลับอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เซียวอวี้ถิงจะเป็นฝ่ายทำลายความตึงเครียดนั้นลง
"คุณชายท่านนี้ส่งคนไปดักหน้าข้า คงไม่ได้มีเจตนาเพียงเพื่อเลี้ยงน้ำชาสตรีที่กำลังมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลสามีกระมัง" นางเอ่ยถามตรงประเด็น ไม่คิดจะอ้อมค้อมให้เสียเวลาเจรจา
มู่หรงเซวียนหัวเราะในลำคอแผ่วเบา เขาชื่นชอบความเด็ดขาดและไม่เกรงกลัวผู้ใดของสตรีผู้นี้ บุรุษทั่วไปมักสวมหน้ากากเข้าหากัน ทว่านางกลับกล้าเผยความทะเยอทะยานให้เขาเห็นตั้งแต่เริ่มเจรจา
"ฮูหยินใหญ่ช่างเฉียบแหลม" เขาเอ่ยพลางรินชาหลงจิ่งส่งให้นาง
"ข้าเพียงแต่ประทับใจวิธีการต้อนสุนัขของท่าน ทว่าจวนหย่งอันโหวแม้จะตกต่ำ แต่ก็ยังมีเส้นสายขุนนางอยู่บ้าง ลำพังเพียงใบรับสภาพหนี้แผ่นเดียว อาจไม่เพียงพอให้ท่านสลัดหลุดจากพวกปลิงดูดเลือดได้อย่างหมดจด"
เซียวอวี้ถิงรับถ้วยชามาถือไว้ ความอบอุ่นจากกระเบื้องเคลือบแผ่ซ่านสู่นิ้วมือ นางรู้ดีว่าเขาพูดถูกต้อง จ้าวซื่อเซิงหน้าบางและห่วงชื่อเสียง เขาไม่มีทางยอมลงนามในหนังสือหย่าขาดง่าย ๆ หากไม่มีอำนาจที่เหนือกว่ามากดดันกึ่งบังคับ
ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของเขา "การที่ท่านยื่นมือเข้ามาประจวบเหมาะกับจังหวะที่ข้ากำลังต้องการคนหนุนหลัง ย่อมหมายความว่าท่านเล็งเห็นผลกำไรบางอย่าง ท่านมีสิ่งใดมาเสนอข้าหรือ?"
มู่หรงเซวียนคลี่พัดจันทน์หอมในมือออกช้า ๆ ลวดลายเมฆาบนพัดพลิ้วไหวตามแรงขยับ เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาดูดุดันและลึกล้ำเกินคาดเดา
"เถ้าแก่เนี้ยเซียวสนใจจะรับการสนับสนุนจากหอเงาสดับ เพื่อแลกกับเส้นทางการค้าสายบูรพาหรือไม่?"
