บทที่ 2 การเซ่นไหว้ข้างถนน
เซียวจิ้งหานเป็น “ตัวหายนะ” ที่มีชื่อเสียง ทุกคนโห่ร้องและทุบตีเขาเหมือนดั่งหนูที่ข้ามถนน เพราะตามคำเล่าลือ เขาเป็นแม่ทัพเทพสังหาร สังหารคนเหมือนเมล็ดงา
แต่ยี่ชิงหลับตาลง และเสียงที่กำลังดังก้องอยู่ข้างหูนั้นกลับเป็นเสียงที่จริงใจและใจกว้างมาก
เขาพูดว่า “ปล่อยนางไป นางก็เป็นผู้ที่ไม่มีความผิดเช่นกัน”
เพราะคำพูดประโยคนี้ ยี่ชิงในวัยสิบสองปีจึงสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ไม่สิ ในความเป็นจริงแล้วยี่ชิงตัวจริงได้เสียชีวิตไปแล้ว และวิญญาณก็เปลี่ยนเป็นยี่ชิง คนปัจจุบันไปแล้ว
ยี่ชิงยังจดจำทุกภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเลือด และผู้คนที่อยู่ข้างหลังนางก็โหดเหี้ยมและใจดำอำมหิตมาก
ในขณะที่นางซึ่งเพิ่งจะทะลุมิติมาได้ยินว่าพวกเขาจะขายนางให้อยู่ในบ้านส่วนตัว นางก็กำลังคิดอยู่ว่าจะพุ่งชนต้นไม้อีกครั้งเรียนแบบร่างเดิมของนางหรือไม่ เซียวจิ้งหานก็ช่วยชีวิตนางเอาไว้ ประดุจดั่งเทพเซียนมาโปรด
เซียวจิ้งหานสังหารคนเหมือนเมล็ดงาอย่างไรนางไม่เคยเห็นเลย แต่เนื่องจากกองกำลังทหารสองหมื่นนายของเขาได้ถอนกำลังกองกำลังหนึ่งแสนนายของเป่ยตี๋ จนสามารถรักษาราชวงศ์จิ้นที่ตกอยู่ในสถานการณ์ง่อนแง่นเอาไว้ได้แล้ว และยังรักษาชาติบ้านเมืองของชาวฮั่นเอาไว้ได้แล้วเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ก็เพียงพอแล้วที่ยี่ชิงจะสนับสนุนเขาไปตลอดชีวิต
นี่คือวีรบุรุษของชาติ สร้างคุณงามความดีที่แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ไม่อาจมืดมิดลงได้ และไม่มีวันจางหาย
ในการต่อสู้ครั้งนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาของเซียวจิ้งหานถูกสังหารและได้รับบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ส่วนตัวเขาเองก็เกือบจะเสียชีวิตเช่นกัน ซึ่งนี่คือสิ่งที่ยี่ชิงได้เห็นเป็นประจักษ์อย่างชัดเจน
นอกจากนี้เซียวจิ้งหานกับแม่ใหญ่ของนางยังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอันใหญ่หลวงกันอีกด้วย
เซียวจิ้งหานเป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อของแม่ใหญ่ แล้วก็เป็นปู่ในนามของยี่ชิงด้วย ดังนั้นทั้งสองคนจึงรักใคร่กันฉันท์พี่สาวและน้องชาย
ในปีนั้นเขาได้ช่วยตัวนางเอง ก็เพราะว่าเขาไม่อยากให้มือของแม่ใหญ่เปื้อนเลือดเท่านั้น
“สถานการณ์ในตอนนี้เป็นแบบนี้นะ” จื่อซูพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “หลังจากที่เซียวจิ้งหานตายแล้ว ประชาชนก็ดีอกดีใจ ฮ่องเต้ทำเรื่องเลวทรามแต่ยังอยากได้รับชื่อเสียงที่ดี พอกระต่ายเจ้าเล่ห์ตาย สุนัขรับใช้ก็ถูกต้มชัด ๆ ทำให้เซียวจิ้งหานตาย แล้วยังจะมาแสร้งทำเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง ไม่ลืมปณิธานเดิมอีก”
“ฮ่องเต้มีพระราชโองการ ทรงประสงค์ให้สร้างจวนแม่ทัพในเมืองหลวง แล้วเลือกทายาทหนึ่งคนมาไว้ทุกข์และเซ่นไหว้ให้ถวายเครื่องหอมเขา”
“อ๋อ” ยี่ชิงเทซุปไก่อีกชามให้นางใหม่อีกชาม และลู่สายตาลง อารมณ์ทั้งหมดของนางล้วนแต่ถูกขนตายาว ๆ ของนางบดบังเอาไว้หมดแล้ว
บีบบังคับให้แต่งงานเซียวจิ้งหานเสียชีวิต เหตุการณ์จำนวนหนึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนทำให้นางไม่ทันได้ตั้งตัว ยี่ชิงจึงนอนพลิกตัวไปมา และนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
“จื่อซู เพื่อที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่ยากลำบากตรงหน้า ข้าได้ตัดสินใจแล้ว” วันรุ่งขึ้น นางพยายามลืมดวงตาที่ดำเหมือนหมีแพนด้าขึ้นมาแล้วพูดกับจื่อซู
“อะไรหรือเจ้าคะ?”
“เจ้ารู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างท่านแม่ผู้แสนดีคนนั้นของข้ากับเซียวจิ้งหานสินะ” ยี่ชิงยิ้ม
จื่อซูพยักหน้าไปมา “เป็นแคพี่สาวและน้องชายที่สนิทกันเพียงเท่านี้”
“เจ้าว่าท่านแม่ผู้แสนดีคนนั้นของข้า ถ้านางรู้ว่าข้าคลอดลูกชายหนึ่งคนให้น้องชายของนางแล้ว ถึงเวลานั้นนางจะยังบังคับให้ข้าไปแต่งงานหรือไม่?” ยี่ชิงหรี่ตาถาม
พอนึกถึงภาพเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมา นางก็แทบจะไม่อยากรู้สึกโล่งใจมากเกินไปเลย
แม่ใหญ่ถูกทำให้โกรธจนเกือบตาย แต่กลับทำได้เพียงยอมรับฐานะ “น้องสะใภ้” เพราะเห็นแก่ลูกเท่านั้น พอได้ลองคิดดูแล้วก็ทำให้นางรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเลย
“เจ้าบ้าแล้ว!” หลังจากที่จื่อซูมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาแล้วสักพักจึงเข้าใจในสิ่งที่นางกำลังพูดถึง นางจึงพูดในขณะที่กำลังมองนางด้วยสายตาที่ใช้มองคนบ้าว่า “เจ้าคิดว่าทำง่ายๆยังไงก็ได้ก็สามารถสวมรอยเป็นลูกชายของเซียวจิ้งหานได้แล้วอย่างนั้นหรือ? นั่นมันยังไม่ถึงคราวของเจ้าไม่ใช่หรือ?”
จื่อซูคิดว่า ยี่ชิงช่างคิดเพ้อเจ้อจริง ๆ
ความคิดเช่นนี้ ใครจะไปกล้าคิดกัน?
แต่ยี่ชิงกลับมั่นใจว่าจะทำได้อย่างแน่นอน และยิ่งนางคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดของตัวเองนั้นน่าเชื่อถือมาก “เจ้าวางใจเถอะ ข้ารู้ความลับหนึ่งของเซียวจิ้งหาน จะต้องทำได้อย่างแน่นอน ข้าจะไปเตรียมการ รอให้เปาจึกลับมานอนกลางวันก่อนข้าก็จะลงมือเลย”
จื่อซูมองดูนางอย่างระแวดระวัง แล้วพูดว่า “เจ้าจะเป็นบ้าอะไรข้าไม่สนทั้งนั้น แต่อย่ามีอุบายกับเปาจึก็แล้วกัน”
ยี่ชิงหัวเราะเสียงดังฮ่าฮ่า แล้วตบไหล่ของนางพร้อมกับพูดว่า “นั่นเป็นลูกชายข้านะ ข้าจะทำร้ายเขาได้ยังไง?”
“คนอย่างเจ้าเนี่ย พูดยากชะมัดเลย”
“พูดเกินไปแล้ว ๆ ” ยี่ชิงพูด “จื่อซู เจ้าฝีเท้าเร็ว เข้าไปสืบข่าวในเมืองอีกสักหน่อย หลัก ๆ ต้องถามให้ชัดเจนว่าเมื่อไหร่โลงศพของเซียวจิ้งหานจะกลับมา แน่นอนว่า เจ้าต้องสืบข่าวเงียบ ๆ อย่าให้คนคิดว่าเจ้ากำลังโยนเป็นใบผักเน่าใส่เขาเด็ดขาดนะ”
เปาจึกลับบ้านมาทานอาหารกลางวันตอนเที่ยง ยี่ชิงได้ทำอาหารที่เขาชอบกินมากที่สุดเอาไว้แล้ว แล้วเจ้าตัวเล็กก็กินมันจนพุงกาง
“ดื่มซุปไก่อีกชามนะจ๊ะ”
เปาจึรับซุปไก่ที่นางยื่นมาให้อย่างเชื่อฟัง แล้วยกชามขึ้นมาแล้วดื่มลงไปในคราวเดียวโดยไม่ระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย
“ท่านแม่ ทำไมข้าถึงได้ง่วงขนาดนี้?” หนังตาของเปาจึใกล้จะประสานเข้าหากันแล้ว เขาจึงแอบอิงอยู่บนร่างกายของยี่ชิงด้วยความงุนงงแล้วถามขึ้นมา
“เพราะว่าเที่ยงแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าต้องนอนแล้ว” ยี่ชิงนำตัวเขามากอดเอาไว้ในอ้อมแขน แล้วตบไปมาเบา ๆ
หลังจากที่เปาจึหลับไปแล้ว ยี่ชิงก็เปิดกล่องยาของตัวเองออกมา หลังจากนั้นพลิกตัวเปาจึ แล้วถอดกางเกงออก จนเผยก้นเล็ก ๆ ของเขาออกมา
นางยิ้มและสัมผัสไปมาอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็หลับตาลงและพยายามนึก และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สมองของนางก็สว่างใสขึ้นมาแล้ว
นางจึงใช้นิ้วจุ่มสีย้อม แล้ววาดเค้าโครงรูปร่างขึ้นมาคร่าวๆบนก้นของเปาจึ พอนางก้มศีรษะลงมาพิจารณาอย่างละเอียด นางก็ส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “มันดูตัวเล็กไปหน่อยนะ”
นางหยิบผ้าขนหนูที่เปียกและอุ่นขึ้นมาเช็ดออก แล้วก้มศีรษะตั้งใจวาดรูปขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
หลังจากที่วาดแล้วเช็ดวาดแล้วเช็ด ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้อยู่หลายครั้ง ยี่ชิงก็ดูเหมือนว่าจะพอใจแล้วในที่สุด
พอทำความสะอาดมือเสร็จแล้ว นางก็นำสมุนไพร เช่น ดอกไม้สีแดงและสีน้ำเงิน ฯลฯ ที่เตรียมไว้แล้วออกมาจากกล่องยาแล้ว บดให้แหลกเป็นโคลน และเติมลงในโครงร่างที่นางวาด แล้วคลุมด้วยผ้าขนหนูที่เปียกและอุ่น
หลังจากทำกลับไปกลับมานานกว่าหนึ่งชั่วยาม ก้นเล็ก ๆ สีขาวและอ่อนนุ่มของ เปาจึก็ปรากฏรูปหัวใจสีเขียวแดงรูปหนึ่งออกมา ซึ่งคล้ายกับปานมาก
ความเคารพเลื่อมใสที่ยี่ชิงมีต่อตัวเองเปรียบเสมือนแม่น้ำที่ท่วมทะลัก
จื่อซูออกไปข้างนอกแล้วจึงกลับมาในตอนกลางคืน “คาดว่าวันมะรืนนี้น่าจะสามารถเข้าเมืองได้เจ้าค่ะ"
ยี่ชิงพยักหน้า และบนใบหน้าก็เผยรอยยิ้มที่แน่วแน่ออกมา “เช่นนั้นก็ยังพอมีเวลาอยู่”
“แล้วเจ้าจะบอกกับเปาจึว่าอย่างไร? สิ่งที่ควรทำเจ้าทำหมดทุกอย่างแล้วหรือยัง?”
“ข้ายังไม่ได้บอกเขาเลย” พอยี่ชิงนึกเรื่องนี้ขึ้นมาก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเล็กน้อย “แต่สิ่งที่ควรทำข้าทำไปหมดแล้ว”
อันที่จริงนางอยากจะปกป้องเปาจึไม่ให้ถูกรบกวนอย่างสมบูรณ์ เมื่อถูกบังคับถึงขนาดนี้ นางจึงพิจารณาแล้วว่าตัวเองไม่มีความสามารถนี้เลย
“ข้าจะพยายามทำให้เขาได้รับอันตรายน้อยที่สุด”
คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่เปาจึได้ยินยี่ชิงบอกว่าเซียวจิ้งหานเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดของเขา เขาก็สงบนิ่งมาก แต่กลับพูดกับยี่ชิงด้วยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อยว่า “ข้านึกว่าท่านพ่อของข้าจากไปตั้งนานแล้ว ดังนั้นท่านจึงไม่เคยพูดถึงเขาเลย ข้ากลัวท่านจะเสียใจ ก็เลยไม่กล้าถามเช่นกัน แท้จริงแล้วเดิมทีข้าสามารถพบเจอเขาได้ แต่ตอนนี้เป็นเช่นนี้ก็ไม่เป็นไร ท่านแม่ ท่านอย่าเสียใจเลยนะตกลงไหมขอรับ?”
คำพูดเช่นนี้เหมือนคำพูดที่เด็กอายุไม่ถึงห้าขวบคนหนึ่งสามารถพูดออกมาที่ไหนกัน?
ยี่ชิง รู้สึกปลื้มใจและรักอย่างสุดจิตสุดใจ นางจึงพูดในขณะที่กำลังลูบศีรษะของเขาว่า “แม่ไม่เสียใจเลย แม้ว่าพ่อจะไม่อยู่แล้ว แต่แม่จะอยู่กับลูกเสมอ”
ในวันที่สามเซียวจิ้งหาน ลู่เทียนจั่วกับฉางหยวนจื้อ องครักษ์ผู้มีความสามารถของเซียวจิ้งหาน ได้ยกโลงศพผ่านหมู่บ้านหลี่เจีย
ระหว่างทางที่ดำเนินมา แม้ว่าจะมีพระราชโองการยอมรับว่าเซียวจิ้งหานได้สละชีพเพื่อชาติ แต่ก็ไม่มีใครออกมาไหว้และไว้อาลัยเลยสักคน ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือประชาชนก็ตาม
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพระประสงค์ของฮ่องเต้ไม่ได้ แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหมู่บ้านหลี่เจีย และได้เห็นเครื่องเซ่นอยู่เต็มโต๊ะ เงินกระดาษที่ปลิวว่อนอยู่เต็มท้องฟ้าและสองแม่ลูกที่สวมชุดป่านไว้ทุกข์ ทุกคนต่างก็ตกตะลึง
ยี่ชิงดันเปาจึไปข้างหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมในขณะที่กำลังชี้ไปที่โลงศพว่า “เปาจึ คำนับให้ท่านพ่อของเจ้าสิ”
เปาจึตัวน้อยที่สวมชุดป่านไว้ทุกข์ จึงทำสีหน้าเงียบขรึมและสุขุมเยือกเย็นไม่สอดคล้องกับอายุของเขาเลย แล้วยกเสื้อคลุมขึ้นคุกเข่าลง และคำนับสามครั้งด้วยความเคารพนบนอบ
ยี่ชิงยื่นเหล้าให้เขาอีกหนึ่งชาม “ส่งพ่อของเจ้าเป็นขึ้นสุดท้าย”
เปาจึถือชามไว้ในมือทั้งสองข้าง แล้วค่อย ๆ ราดเหล้าลงตรงหน้า
สองแม่ลูกนี้ได้กระทำการเคลื่อนไหวครบชุดอย่างโจ๋งครึ่งเหมือนไม่มีใครอยู่รอบ ๆ ตัว ราวกับกำลังจมดิ่งอยู่ในโลกของตัวเองโดยสิ้นเชิง และราวกับว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบรรยากาศอันเยือกเย็นและฉากที่ยิ่งใหญ่ซึ่งอยู่ตรงหน้าเลยสักนิด
