

นิยาย


ฮูหยินผู้นี้ขอคืนหนังสือหย่าให้กับท่านแม่ทัพ
ฮูหยินผู้นี้ขอคืนหนังสือหย่าให้กับท่านแม่ทัพ บทนำ จ้าวฟางเซียนต้องสวมรอยเป็น คุณหนูจ้าวผู้สูงศักดิ์เพื่อแต่งงานกับแม่ทัพฉินจื่อหาน ในวันที่พี่สาวต่างมารดาผู้เป็นเจ้าสาวตัวจริงสิ้นลมเพราะโรคฝีดาษ ในขณะที่ชีวิตของนางกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย นางต้องเลือกระหว่างการรอความตายอยู่ที่จวนหรือหนีออกจากจวนเพื่อติดตามผู้เป็นสามีไปยังชายแดนพร้อมกับ “หนังสือหย่า” ที่เขาเขียนทิ้งไว้ให้นาง “นางสารภาพหรือไม่” “ไม่ขอรับ” เฉิงซีส่ายหน้าไปมา “ท่านแม่ทัพหากนางสารภาพออกมาเองก็จะดีกว่าหรือไม่ แต่ตอนนี้ขอช่วยนางก่อนเถิดขอรับ” แต่จื่อหานกลับไม่เห็นด้วย “หากเจ้าไม่ตอบ เจ้าก็ต้องตาย” แม่ทัพฉินมองฟางเซียนด้วยแววตาแข็งกร้าว มือใหญ่เอื้อมไปกระชากสาบเสื้อของนางอย่างดุดัน “เอาแส้มา” คำสั่งดุเกรี้ยวของแม่ทัพฉินนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทหารหลายนายรอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกังวลใจว่าสตรีบอบบางผู้นี้จะทนไม่ไหวกับการสอบนักโทษของผู้เป็นแม่ทัพ “ท่านแม่ทัพ ข้าว่าท่านใจเย็น ๆ ก่อนจะได้หรือไม่” “กุนซือหวัง” จื่อหานหันไปตะเบ็งเสียงสั่งกุนซือของกองทัพด้วยท่าทางไม่พอใจที่เฉิงซีคอยเข้ามาขัดขวางอยู่ตลอดเวลา เขาจะปล่อยให้ความเห็นใจของบุรุษอย่างเฉิงซีเกิดขึ้นไม่ได้ อีกทั้งหากจิตใจของเฉิงซีเอนเอียงให้ตรีนางนี้เพียงแรกพบเพราะนางมีใบหน้างดงามก็อาจจะทำให้ตกหลุมพรางของศัตรูได้ “ข้าว่า...” “ถอยไป” กุนซือหวังยังพูดไม่จบประโยคเลยด้วยซ้ำแต่แล้วก็ถูกผลักเข้าที่หน้าอกด้วยความแรงของฝ่ามือใหญ่ จนร่างของเขากระเด็นถอยไปหลายก้าว จื่อหานยกแส้หนังขึ้นสูงแล้วออกแรงเหวี่ยงลำแขนยาวฟาดแส้หนังลงบนหลังของฟางเซียน “เพลี๊ยะ!” เสียงแส้กระทบแผ่นหลังบอบบางของนางดังสนั่นไปทั่วท้ายค่ายในความเงียบงัน ทหารที่เห็นภาพนั้นยังเสียวสันหลังไปตาม ๆ กัน เพราะหากโดนแส้ลงหลังถึงเพียงนั้น พวกเขาก็คงจะเจ็บจนต้องร้องโอดโอยออกมา “อื้อ! อ๊ะ!” นางครางร้องออกมาเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด นี่คือครั้งที่สองที่แส้หนังฟาดลงบนแผ่นหลังของนาง ความเจ็บปวดทรมานจนแทบไม่อาจบรรยายได้ ทั้งหดหู่และสิ้นหวัง ความรู้สึกนั้นฉายประกายชัดเจนในแววตาของนาง ความเจ็บปวดสุดแสนทรมานที่นางเพิ่งเคยได้รับมากที่สุดในชีวิตก็ครั้งนี้ ที่ผู้เป็นสามีเป็นคนลงมือฟาดแส้หนังลงที่แผ่นหลังของนางเอง มือเรียวกำเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บปวด น้ำตาของนางรินไหลดุจหยาดฝนที่ตกกระทบพื้นทรายอันแห้งผาก ความเสียใจสุดซึ้งถาโถมเข้ากระแทกดวงใจเล็ก ๆ กุนซือหวังที่ยืนอยู่ไม่ไกลนั้นกลับกัดฟันแน่นด้วยไม่รู้จะช่วยอย่างไร สายฝนเริ่มค่อย ๆ โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าเหมือนกับกำลังจะร้องไห้ไปกับนาง แสงขาวจากสายฟ้าฟาดลงยังเชิงเขาป่าสนที่อยู่ไม่ไกลที่ตั้งค่าย “เปรี้ยง!” แสงประกายวูบวาบสะท้อนใบหน้าขาวผ่องที่ทุกข์ทรมานกับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ขาเรียวทั้งสองข้างกลับไม่มีแรงพยุงร่างกายที่บอบช้ำอีกแล้ว นางทรุดเข่าลงกับพื้นโดยไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป “ฝนจะตกแล้วนะท่านแม่ทัพ” กุนซือหนุ่มที่ร้อนใจจนอยู่ไม่ติด “อยู่ใต้ฟ้า เจ้าจะกลัวอะไรกับฝน” ผู้เป็นแม่ทัพหนุ่มหันไปถลึงตาใส่กุนซือที่เริ่มจะตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเขาอยู่ในขณะนี้ “ฝนตกลงมาก็ดีให้นางตากฝนอยู่ตรงนี้จนกว่านางจะยอมเอ่ยปาก ว่านางเป็นผู้ใด เข้ามาในค่ายทหารด้วยเหตุใด” ช่างเป็นการทรมานนางยิ่งนัก “จะดีหรือท่านแม่ทัพ ข้าว่าแค่ท่านเฆี่ยนนางด้วยแส้หนังสองครั้ง อาการของนางก็ปางตายแล้วนะ หากจะให้นางยืนตากฝนอยู่อย่างนี้ ข้าว่านางคงจะสิ้นใจคืนนี้เป็นแน่” “นางเองที่เป็นผู้เรียกร้อง ผิดอันใดเล่าที่ข้าจะทำตามความต้องการของนาง” ฟางเซียนเงยหน้ามองผู้เป็นสามีที่อยู่ตรงหน้า จิตใจของเขาช่างโหดร้ายยิ่งนัก ถึงว่าเขาจึงได้เขียนจดหมายหย่าให้นางก่อนออกเดินทาง นางเข้าใจแล้วกับความคิดของผู้เป็นสามี นางเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความคิดของเขาก็วันนี้วันที่เขาไม่เคยมีความเมตตาสงสารผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย นี่หรือสามีที่นางเฝ้าโหยหาคิดถึงอยู่ในทุกย่างก้าวที่นางรอนแรมมาจนถึงชายแดน ฉินจื่อหานเห็นดวงตาตัดพ้อในแววตาของนางก็ทำให้เขาชะงักขึ้นมา ไม่นึกว่าสตรีนางจะใช้สายตาแบบนั้นจ้องมองเขาเหมือนกับว่านางรู้จักเขามาก่อนและกำลังอยากจะตัดพ้อเรื่องบางอย่าง


อ้อมกอดพยัคฆิน
อ้อมกอดพยัคฆิน บทนำ “เอ่อ! ท่านแขกผู้มีเกียรติครับ กรุณารออยู่ที่โต๊ะด้านล่างก่อนนะครับ ตอนนี้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังจะสวมแหวนกันนะครับ” รติรสจึงเดินไปดึงไมค์มาจากมือพิธีกรชายทันที “ว้าย!” สาโรจน์ตกใจร้องออกมาเสียงดังเมื่อถูกกระชากไมค์ไปจากมือแล้วรีบถอยหลังออกห่างจากรติรสด้วยความตกใจ “เอาล่ะค่ะ ถ้าใครยังไม่รู้จักดิฉัน ดิฉันขอเฉลยก่อนเลยนะคะว่าดิฉันคือใคร แต่จากที่ทุกท่านเห็นคงจะเดาออกแล้วว่าดิฉันน่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าบ่าวแน่นอน” รติรสหยุดพูดแล้วกวาดสายตาไปหยุดที่สีหราชน้องชายของอดีตสามีที่นั่งส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้เธอและเลื่อนสายตาไปที่พ่อแม่ของพยัคฆิน “ใช่ค่ะ ดิฉันคืออดีตภรรยาที่เพิ่งเซ็นใบหย่ากับคุณสิงห์เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ” “จริงเหรอเนี่ย” แขกในงานนั้นพูดกันเซ็งแซ่ “นี่เธอ หยุดนะ” เสียงแหลมของผู้เป็นเจ้าสาวดังขึ้นจากทางด้านหลัง รติรสหันไปส่งยิ้มเหยียดให้พิมรสา “หุบปากไปก่อนนะคะ คุณเจ้าสาว” “แต่ทุกท่านรู้ไหมคะด้วยเหตุผลอะไรของดิฉันถึงได้หย่ากับเจ้าบ่าวคนนี้เพราะว่าพ่อแม่เจ้าบ่าวไม่เห็นด้วยค่ะ และพ่อเจ้าบ่าวก็จับได้ว่าดิฉันถูกคุณสิงห์จ้างมาแต่งงานค่ะ เพราะอะไรเหรอคะ” เธอหยุดยิ้มเพราะเสียงพูดที่สั่นเครือ รติรสพยายามตั้งสติให้มั่นและสูดหายใจเข้าลึก ๆ “พวกคุณรู้ไหมคะว่าด้วยเหตุผลอะไร” เสียงซุบซิบนินทาก็ดังขึ้นอื้ออึงทั้งห้องจัดเลี้ยง “เรื่องนั้นก็ช่างมันเถอะค่ะ แต่ดิฉันอยากจะบอกว่าเหตุผลสำคัญที่ดิฉันมาในวันนี้ ก็คือดิฉันมีเรื่องที่จะมาแสดงความยินดีกับลูกชายเจ้าของโรงแรม ไม่ใช่เพราะว่าเขากำลังจะแต่งงานกับเจ้าสาวคนนี้หรอกค่ะ แต่เหตุผลนั่นก็คือ...” ทุกคนในห้องจัดเลี้ยงก็นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อจนคนที่นั่งข้างกันเงียบจนได้ยินเสียงของลมหายใจของกันและกัน “แต่ก่อนที่ทุกท่านจะได้รู้ว่าเรื่องอะไร ดิฉันมีนิทานเรื่องหนึ่งจะมาเล่าให้ฟังค่ะก็ถือซะว่าเป็นการเบรกโฆษณาก่อนที่จะเข้าพิธีแต่งงานก็แล้วกันนะคะ” “มีผู้หญิงคนหนึ่งได้แต่งงานกับสามีมาเป็นเวลาเกือบสี่เดือนแต่แล้วจู่ ๆ วันหนึ่งเราก็ต้องหย่ากันหลังจากหย่าเธอจึงรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์” เสียงฮือฮาดังขึ้นกว่าเดิม “ใช่ค่ะ ผู้หญิงคนนั้นก็คือดิฉันเอง” เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องจัดงานแขกเหรื่อที่อยู่ในงานต่างพากันตกใจและคนที่น่าจะตกใจมากที่สุดก็คือ พยัคฆิน เขากำกล่องแหวนไว้แน่นจนมือสั่นเทาไปหมด เขาไม่อยากจะเชื่อหูเลยว่าเธอนั้นท้องจริง ๆ รติรสหันมาส่งยิ้มให้กับพยัคฆินแล้วปรายตาไปยังพิมรสา “มันไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมานะคะ แต่มันเป็นเรื่องจริง” ว่าแล้วจอภาพที่เป็นรูปถ่ายพรีเวดดิ้งก็กลายมาเป็นวิดีโอของภาพอัลตร้าซาวด์ทารกที่กำลังอยู่ในท้องซึ่งหัวใจดวงน้อย ๆ กำลังเต้นอยู่ “ตึก ตึก ตึก” หยดน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาอาบแก้มของพยัคฆิน เขามองวิดีโอที่เปิดขึ้นจอใหญ่จากทางด้านหลัง เสียงหัวใจของเด็กที่อยู่ในครรภ์นั้นเต้นดังเป็นจังหวะ จนมันบีบรัดหัวใจของเขาจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก “ทุกท่านได้ยินเสียงหัวใจเล็ก ๆ ที่กำลังเต้นอยู่ไหมคะ” เธอพูดและหันมองไปรอบ ๆ “เด็กคนนั้นกำลังอยู่ตรงนี้ค่ะ” หญิงสาวชี้ไปที่ท้องน้อยของตัวเอง “ใช่ค่ะ หัวใจของเขาเต้นอยู่ในนี้และวันนี้เขาก็รู้ด้วยนะคะว่าพ่อของเขากำลังแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น” รติรสพูดพร้อมรอยยิ้มเหมือนคนข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ให้ลึกที่สุด พยัคฆินกำมือแน่นด้วยความเจ็บปวด หญิงสาวหันไปมองหน้าผู้เป็นพ่อของลูกในท้อง “ในวันที่เราหย่ากัน ฉันพึ่งรู้ค่ะว่าฉันกำลังท้องแต่ที่เจ็บใจมากที่สุดคืออะไรรู้ไหมคะ” รติรสหันไปยิ้มกับแขกในงานแต่งของพยัคฆินและพิมรสา “ในวันที่ฉันรู้ว่าตัวเองท้อง คือวันที่ฉันได้รับการ์ดเชิญแต่งงานจากพ่อของลูกนั่นเอง” เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงที่กลางหัวของพยัคฆินเขาไม่คิดเลยว่าเขาจะทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งได้ขนาดนี้