ประชันหน้า
“ตอนนี้นางกลายเป็นอนุแล้ว หากท่านยังเรียกนางเช่นนั้นคงไม่เหมาะสมเท่าใดนักนะเจ้าคะ”
“ข้ารู้”
“แม้นางจะได้ร่วมหอกับคุณชาย แต่นางก็เป็นเพียงอนุมีหรือจะเทียบตำแหน่งฮูหยินของท่านได้ พอวันเวลาผ่านไป ประเดี๋ยวคุณชายก็คงเบื่อหน่ายเหมือนกับบุรุษทั่วไปนั่นแหละเจ้าค่ะ พอถึงตอนนั้นแม้นางจะใช้เล่ห์เหลี่ยมมารยามารั้งคุณชายไว้ก็คงไม่อยู่”
“ขอบใจเจ้าที่พูดปลอบใจข้า พวกเรากลับเรือนกันเถิด”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน”
รุ่งขึ้นโจวอันหรงนั่งรออนุอิ่นมาทำความเคารพตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าเวลาผ่านไปเกือบครึ่งค่อนวันแล้วยังไม่มีทีท่าว่าหญิงสาวจะโผล่หน้ามาเสียที
“ลั่วซิน เจ้าส่งคนไปดูที่เรือนของอนุอิ่นที ว่าเหตุใดนางถึงยังไม่มาหาข้า”
“เจ้าค่ะ”
แต่ยังไม่ทันที่สาวใช้คนสนิทจะได้ทำเช่นนั้น บุคคลที่ถูกเอ่ยถึงได้ปรากฏตัวตรงหน้าเข้าเสียก่อน
“ฮูหยิน ข้าขออภัยที่มาช้าเจ้าค่ะ พอดีว่าข้าถูกคุณชายรั้งไว้ทำให้มาทำความเคารพท่านช้า” เอ่ยพลางส่งยิ้มเยาะมาให้ ต่อหน้าสามีนางอิ่นซูหนี่ผู้นี้จะมีกิริยามารยาทงดงามราวกับผ้าพับไว้ แต่ลับหลังกลับชูคอยาวประหนึ่งห่านเสียนี่ ยิ่งเห็นใบหน้าของสตรีตรงหน้านางยิ่งเข้าใจว่าทำไมเขาถึงลุ่มหลงนางยิ่งนัก...ด้วยใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเซียวม่านเหม่ย พี่สะใภ้ของนางสักห้าในสิบส่วนกระมัง
“ฮูหยิน จ้องหน้าข้าทำไมหรือเจ้าคะ” อิ่นซูหนี่ถามขึ้น เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ได้เอ่ยอันใดกลับมา
“พอเห็นหน้าเจ้าแล้ว ข้าแค่นึกถึงใครบางคนขึ้นมาก็เท่านั้น เชิญเจ้านั่งลงก่อนเถิด”
“ข้ายังนั่งลงไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ยังไม่ได้ยกน้ำชาให้ท่านเลยนี่เจ้าคะ” นางยิ้มแย้มตอบ ก่อนยกน้ำชายื่นไปตรงหน้า
“ในเมื่อข้ารับไว้แล้วเจ้าก็นั่งลงเถิด” เอ่ยหลังจากยื่นมือไปรับถ้วยน้ำชาจากมือหญิงสาวเอาไว้
“อย่างที่ท่านรู้ว่าข้ามาจากตระกูลพ่อค้า ยังมีหลายเรื่องที่ข้าต้องให้ฮูหยินสอน”
“เจ้าพูดเสียกับว่างานในจวนนั้นยากประหนึ่งสอบจอหงวนเสียอย่างนั้น”
“ฮูหยินล้อข้าเล่นแล้ว ข้าหมายถึงเรื่องปรนนิบัติท่านพี่น่ะเจ้าค่ะ”
“ท่านพี่อย่างนั้นหรือ” อันหรงเลิกคิ้วถาม
“เอ่อ ข้าพูดผิดไปหรือเจ้าคะ คุณชายบอกข้าว่าให้เรียกแทนเขาว่าท่านพี่ หากฮูหยินไม่พอใจข้าไม่เรียกเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเสียหน่อย ในเมื่อท่านพี่บอกเจ้าอย่างนั้นข้าจะขัดอันใดได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องรู้ เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเจ้าควรเรียกว่าใต้เท้าเพื่อเป็นการให้เกียรติสามีของเจ้าที่เป็นถึงรองเจ้ากรมนิติบัญญัติ”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ว่าแต่ฮูหยินเองก็เรียกเช่นนี้ด้วยใช่หรือไม่”
“หึ เรื่องนี้ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า คิดว่าเจ้าคงรู้ดีกระมัง มารดาของเจ้าเป็นฮูหยินเอกมิใช่หรือถึงจะไม่ใช่คนชั้นสูงก็เถอะ เจ้าคงรู้ขนบธรรมเนียมข้อนี้ดียิ่งกว่าใคร”
อิ่นซูหนี่มีสีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ยินคำพูดของนางทั้งสองหู
“หากเจ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว กลับเรือนไปพักผ่อนเถิด เจ้าเพิ่งผ่านคืนเข้าหอวันแรกย่อมเหนื่อยล้า”
“ฮูหยินรู้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าท่านกับท่านพี่ยังไม่เคยเข้าหอกันเสียด้วยซ้ำ”
“หากข้าไม่รู้สิแปลก ตำรามีมากมายให้อ่าน ข้าก็พอเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่บ้างว่าต้องปรนนิบัติสามีเช่นไรบ้าง”
“อ่านแล้วจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อไม่เคยได้ลิ้มลองสักครั้ง”
“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ” นางแสร้งถาม
“ข้ารู้สึกอ่อนเพลียน่ะเจ้าค่ะ ข้าว่าข้าควรกลับเรือนตามที่ท่านบอก”
“เช่นนั้นเจ้ากลับไปเถิด”
“เช่นนั้นข้าขอตัวลา”
เมื่ออนุอิ่นกลับไปแล้ว ลั่วซินที่ยืนฟังขนาบข้างเจ้านายเอ่ยขึ้น
“นางเพิ่งแต่งเข้าจวนได้ไม่ถึงวันแต่กล้าแสดงท่าทีไม่ยำเกรงใส่ท่านเสียแล้ว บ่าวว่าไม่นานจวนของเราได้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมาแน่”
