บทที่ 2.1
“บัญชีเหล่านี้มีปัญหาเจ้าค่ะ เมื่อก่อนข้าอาจไม่เคยตรวจอย่างละเอียด แต่เพราะหลายเดือนมานี้ข้าอยู่ที่นี่ไม่มีอะไรทำ ดังนั้นจึงนั่งดูอย่างละเอียดทุกๆ หน้า คำนวณดูจึงพบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง”
แม่นมเซิงขมวดคิ้ว “เรื่องนี้โทษหนักมากเลยนะเจ้าคะ”
“ใช่...ดังนั้นคนที่กล้าทำคงคิดว่าข้าเป็นเพียงสตรีจึงกล้าหาญกระทำการ” นางหันไปมองคนคุ้มกันของตระกูลเซิง “หากเรื่องนี้จัดการได้ดี หนึ่งส่วนของส่วนแบ่งแต่ละหมู่บ้านข้าจะยกให้พวกท่านไปแบ่งกัน”
“ขอบคุณหลันฮูหยิน!”
แต่ละหมู่บ้านมีที่ดินไม่น้อย ผลผลิตในแต่ละปีหรือก็มากมาย หากคิดเป็นเงินก็คงได้เท่าๆ กับเงินค่าตัวของพวกเขาแต่ละคน สัญญาขายตัวก็มีโอกาสได้ไถ่คืนแล้ว ดังนั้นมีหรือที่พวกเขาจะไม่ตั้งใจทำงาน!
ระหว่างรอข่าวจากคนคุ้มกันหญิงสาวก็ตรวจทานทรัพย์สินที่นางมีอยู่ นางไม่สบายใจที่หีบเงินวางอยู่โจ่งแจ้งเช่นนี้ ในบ้านก็ไม่มีพื้นที่ให้ซุกซ่อน ดังนั้นหญิงสาวจึงให้คนคุ้มกันที่รั้งอยู่ ขุดพื้นห้องในเรือนนอนของตน สร้างห้องลับขึ้นมาห้องหนึ่ง ใส่หีบเงินเหล่านั้นลงไป ปูทับด้วยพรมขนสัตว์ใช้เก็บทรัพย์สินและของมีค่า
สามวันให้หลังในที่สุดคนที่ถูกส่งออกไปก็กลับมา พวกเขาพบว่าชาวบ้านที่นั่นถูกผู้ดูแลของตระกูลหลันกดขี่ข่มเหง ไม่เท่านั้นผลผลิตนั้นได้มากมาย หากแต่พวกเขากลับเก็บเอาไว้เอง ชาวบ้านแทบจะถูกขูดรีดจนไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ
เสียงก่นด่าสาปแช่งตระกูลหลันดังระงม ด้วยชาวบ้านคิดว่าหลันเฟิงเกอเป็นคนที่ออกคำสั่ง บางคนถึงกับรวมตัวฉุดคร่าบุตรสาวของชาวบ้าน ตั้งศาลเตี้ยราวกับเป็นเจ้าชีวิต ทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้ เพียงเพื่อให้คนเหล่านั้นยอมมอบผลผลิตและของมีค่าให้ตน
หญิงสาวนั่งฟังก็ได้แต่ถอนหายใจ นางมองคนของตระกูลเซิงทั้งหมดที่มีเพียงสิบแปดคน ขาดสองคนเพราะเดินทางไปเมืองหลวง
“ที่นี่...ใกล้กับป้อมเป่ยหยวนใช่หรือไม่”
“ขอรับ ขี่ม้าไปไม่ถึงครึ่งวัน”
“หากจะร้องเรียนก็ต้องไปยังป้อมเป่ยหยวนสินะ”
“ขอรับ ที่นี่เป็นเขตของกองทัพของเป่ยหยวนหวาง หากมีเรื่องร้องเรียนชาวบ้านล้วนไปหานายกองที่ป้อม จะมีคนส่งเรื่องไปให้ท่านกุนซืออีกทอดหนึ่ง”
“เช่นนั้นข้าอยากส่งจดหมายร้องเรียน” นางกล่าวจบก็นั่งลงให้เสี่ยวหวนฝนหมึก “ท่านขี่ม้าไปที่ป้อม นำบัญชีเหล่านี้ไปด้วยเพื่อขอให้นายกองส่งทหารมาช่วยดำเนินการ หลังจากนั้นก็พาพวกเขาไปยังหมู่บ้านซานเจ้อ ข้ากับเสี่ยวอิงและคนคุ้มกันส่วนหนึ่งจะไปที่หมู่บ้านเป่ยเจียง ส่วนแม่นมเซิง เสี่ยวหวน เสี่ยวชิงและคนคุ้มกันที่เหลือ ต้องตรงไปยังหมู่บ้านหานเสียง ลงมือต้องรวดเร็วจึงจะได้ผล พวกเขาจะไม่ทันได้ตั้งตัวและซุกซ่อนผลผลิตที่ยึดมา ท่านแจ้งให้นายกองส่งคนตามพวกเราไป เผื่อมีเรื่องผิดพลาดจะได้ช่วยเหลือได้ทัน”
“แต่...หลันฮูหยิน ทำเช่นนี้เสี่ยงเกินไป หากทหารไปไม่ทันเล่าเจ้าคะ” แม่นมเซิงเป็นกังวล
“หากยังรอก็ยิ่งจัดการยาก ได้คนของกองทัพมาช่วยจะจัดการง่ายกว่า พวกเราต้องรีบลงมือเพราะตอนนี้คนดูแลยังคิดว่าข้าล้มป่วย ตอนนี้พวกเขายังไม่ระวังตัวเราได้เปรียบหากลงมือตอนนี้” นางกล่าวจบก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันทำตามแผน
อีกฟากหนึ่ง...
บนเนินเขาเหนือหมู่บ้านเป่ยเจียง กลุ่มทหารที่กำลังประมือกับนักเลงของหมู่บ้าน ดึงดูดความสนใจของบุรุษบนหลังม้าเอาไว้ เขาเพ่งสายตามองดูก็พบว่าเป็นคนของตัวเอง
“จื่อหลาง เจ้าไปดู”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” อีกฝ่ายกระโดดลงไปจากหลังม้า เหินกายพรางตัวกับแนวป่าตรงไปยังหมู่บ้าน กว่าครึ่งชั่วยามจึงกลับมาพร้อมกับรายงานที่ทำให้เป่ยหยวนหวางหานจวินเจ๋อเลิกคิ้ว
“หลันฮูหยิน?”
“คนที่นี่เรียกนางเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเคยได้ยินข่าวลือช่วงที่เรากลับเมืองหลวงเดือนที่แล้ว นางก็คือฮูหยินน้อยตระกูลอวี้ หลันเฟิงเกอ เป็นบุตรสาวของแม่ทัพหลัน ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลหลันที่ยังมีชีวิตอยู่”