บท
ตั้งค่า

บทที่ 8

บทที่ 8

หลังจากผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง

วนิดาในตอนนี้กลายเป็นอู่เหมยหลินไม่คิดจะจมอยู่กับความสับสนอีกต่อไป

นางตื่นขึ้นมาพร้อมความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

โลกที่นางอยู่…ไม่ใช่โลกเดิม ทั้งวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม ความคิดของผู้คน ล้วนแตกต่างจากยุคของนางอย่างสิ้นเชิง

แม้เพียงเรื่องเล็กน้อยอย่างการแต่งกาย การพูดจาหรือแม้แต่สายตาที่ผู้คนใช้มองกันก็ยังเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น

กฎเกณฑ์ที่หากไม่เข้าใจอาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิต

วนิดานั่งพิงหมอน ใบหน้าซีดเล็กน้อยหลังจากเพิ่งฟื้น แต่ดวงตากลับแจ่มชัดกว่าทุกครั้ง นางกำลังคิดคิดอย่างจริงจังถึงชีวิตใหม่ที่ต้องเริ่มต้น

“อยู่ไปแบบนี้ไม่ได้แน่…” นางพึมพำเบา ๆถ้ายังใช้ความคิดแบบคนยุคปัจจุบันล้วน ๆ โดยไม่เข้าใจโลกนี้นางอาจตายอีกครั้ง และครั้งนี้อาจไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีก

“ต้องเรียนรู้…” ต้องปรับตัว ต้องเข้าใจและต้องอยู่ให้รอด สายตาของนางเลื่อนไปยังโต๊ะเครื่องแป้งไม่ไกลนัก

กระจกทองเหลืองบานใหญ่ตั้งอยู่ สะท้อนภาพของหญิงสาวผู้หนึ่ง นางค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งประคองหน้าท้อง อีกมือยันเตียง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจก

และมองใบหน้าที่สะท้อนกลับมาทำให้นางนิ่งไปแม้จะเห็นมาหลายครั้งแล้วแต่ทุกครั้งที่มองก็ยังรู้สึกแปลกใจ “เหมือนเกินไป…”

นางพึมพำใบหน้านั้นแทบจะเป็นใบหน้าของนางเองในวัยสิบแปดปี เรียบเนียน อ่อนเยาว์ไร้เครื่องสำอาง แต่กลับงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างจากใบหน้าของนางในโลกเดิม ที่ผ่านทั้งการทำงาน การใช้ชีวิตและความเครียดมานับไม่ถ้วน

“นี่มัน…” นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “แซ่อู่…” คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวชัดเจนในโลกเดิมก่อนที่ตระกูลของนางจะเปลี่ยนมาใช้วิรยวานิช ต้นตระกูลของนางก็ใช้แซ่อู่

ความคิดหนึ่งแล่นวาบเข้ามารวดเร็วและน่าตกใจ “หรือว่า…” นางจ้องกระจกแน่น “นี่จะเป็นบรรพบุรุษของเรา…”

จะว่าไปตอนที่ตายักษ์แม่ทัพนั่นยืนมองเธอหน้าตาก็คล้ายคิน วนิดาเหมือนเห็นว่าแสงแดดทำให้สีผมของเขามีประกายสีแดง ครอบครัวอาคิราก็มีเชื้อสายจีน แต่ใบหน้าออกไปทางยุโรปมีเพียงดวงตาที่บ่งบอกว่ามีเชื้อจีน เป็นเพราะต้นตระกูลเขาเป็นชนเผ่าหนึ่งในจีนที่ผสมผสานระหว่างเอเชียและตะวันตก

หรือไม่นางอาจย้อนเวลากลับมาในช่วงก่อนที่ตระกูลของนางจะย้ายถิ่นฐาน ความเป็นไปได้นั้นแม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่เมื่อเทียบกับการที่นางตายแล้วมาอยู่ในร่างคนอื่นมันกลับดูมีเหตุผลขึ้นมาอย่างประหลาด

“แล้วถ้า…” นางคิดต่อ “ถ้าสายเลือดยังเชื่อมโยงกัน…” สายตาเลื่อนลงไปที่หน้าท้องทารกในครรภ์อาจไม่ใช่เพียงลูกของอู่เหมยหลิน แต่อาจเป็น…ต้นสายของตระกูลนางเอง

ความคิดนั้นทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวแต่ยังไม่ทันที่นางจะคิดต่อ

“โอ๊ย!”

ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาอย่างกะทันหันรุนแรงจนร่างทั้งร่างชะงักมือรีบคว้าท้องทันทีความคิดทุกอย่างขาดสะบั้น

“เจ็บ…” นางกัดฟันแน่นเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากในพริบตา ความเจ็บไม่ได้มาเพียงครั้งเดียวแต่มาเป็นระลอก หนักขึ้นชัดเจนขึ้น

“อย่าบอกนะว่า…” เสียงสั่น “จะคลอด…โอ๊ยยยย!”

เสียงร้องดังลั่นเรือนทำเอาสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกตกใจจนรีบวิ่งเข้ามา

“ฮูหยิน!” ม่านม่านร้องเสียงหลงอี้เจียงรีบเข้ามาประคองทันที

“ฮูหยินจะคลอดแล้วหรือเจ้าคะ!”

คำถามนั้นตรงไปตรงมาแต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“ไม่รู้!” วนิดาตอบแทบจะตะโกนน้ำเสียงเจ็บปวด “ฉันไม่เคยมีลูก!” นางหายใจแรงเจ็บจนแทบยืนไม่อยู่ “ยังไงก็ตามหมอมาก่อน! เร็ว!”

คำสั่งนั้นทำให้อี้เจียงรีบหันไปตะโกน “ไปตามหมอเร็วเข้า!”

บ่าวรับใช้รีบวิ่งออกไปทันทีภายในเรือนวุ่นวายขึ้นในพริบตา ม่านม่านช่วยพยุงร่างของนางไปยังเตียง จัดท่าให้นอนลง มือสั่นเล็กน้อย

“ฮูหยิน อดทนนะเจ้าคะ…” เสียงปลอบสั่นเครือ แต่พยายามทำให้มั่นคง

วนิดาหายใจถี่มือกำผ้าปูแน่น

“มัน…เจ็บ…” นางเคยเห็นฉากคลอดลูกในละคร เคยได้ยินคนพูดแต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเจอด้วยตัวเอง โธ่เว้ย… นางสบถในใจ ชีวิตใหม่ทั้งที…ให้กูเริ่มด้วยการคลอดลูกเลยเหรอ!

ความเจ็บแล่นมาอีกระลอกแรงกว่าเดิมจนต้องกัดฟันแน่น

“โอ๊ยยย!” เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งเหงื่อไหลอาบแก้ม ผมเปียกชื้นแนบหน้าผากในหัวสับสนไปหมด ทั้งความกลัว ความเจ็บ และสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้

“ฮูหยิน…” อี้เจียงจับมือนางแน่น “หายใจลึก ๆ เจ้าค่ะ…ช้า ๆ…”

“ข้าจะไปหายใจลึกได้ยังไง!” วนิดาแทบจะตะโกนใส่ แต่ก็พยายามทำตาม หายใจเข้า ออก ทั้งที่ยังเจ็บแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าวิ่งดังเข้ามาใกล้

“หมอมาแล้ว!” เสียงบ่าวตะโกน

หมอหลวงวัยกลางคนรีบเข้ามาพร้อมผู้ช่วยสีหน้าจริงจัง “ฮูหยินใกล้คลอดแล้ว!”

เขาตรวจเพียงครู่เดียวก็สรุป

“เตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด เร็วเข้า!” คำสั่งดังต่อเนื่อง บ่าวไพร่รีบวิ่งวุ่น ภายในเรือนกลายเป็นสนามรบอีกแบบหนึ่ง สนามรบของการให้กำเนิดชีวิต วนิดามองภาพตรงหน้าอย่างมึนงง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป

“เดี๋ยว…” นางพึมพำ “นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม…”

ไม่มีใครตอบเพราะทุกคนกำลังยุ่งและความเจ็บก็ไม่เปิดโอกาสให้นางคิดอะไรอีก

“ฮูหยิน!” หมอเอ่ยเสียงเข้ม “ถึงเวลาแล้ว!ออกแรง!”

คำสั่งนั้นทำให้นางเบิกตากว้าง “หา?!”

“ออกแรงเจ้าค่ะ!” ม่านม่านตะโกน

อี้เจียงจับมือแน่น “ฮูหยินต้องทำได้!”

“ทำได้บ้าอะไร โอ๊ยยย!” ความเจ็บแล่นขึ้นอีกระลอก แรงจนแทบจะสติหลุด

“ออกแรง!”

เสียงดังซ้ำ

“เบ่ง!”

วนิดากัดฟันแน่นน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว นี่มันโคตรทรมาน ถ้ารอดนะ…นางคิดในใจ ใครมันทำอู่เหมยหลินท้องโตแล้วไม่มาดูดำดูดี…ฉันจะเอาให้หนักกว่านี้เป็นสิบเท่า! ความโกรธ กลายเป็นแรง นางออกแรงตามที่บอก ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงร้อง เสียงสั่ง เสียงวิ่งวุ่น ผสมกันไปหมด เวลาเหมือนหยุดเดิน ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน

จนกระทั่ง…เสียงหนึ่งดังขึ้น

“อุแว้!”

เสียงร้องของทารกดังลั่นเรือน ทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ เหมือนโลกหยุดหมุน วนิดานอนหอบ หมดแรง ร่างกายเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆแต่เมื่อได้ยินเสียงนั้นหัวใจก็เต้นแรงอีกครั้ง

“เด็ก…” นางพึมพำเสียงแหบ หมอยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ยินดีด้วยฮูหยิน…เป็นบุตรชาย”

คำพูดนั้นลอยเข้ามาในหู บุตรชาย…วนิดาหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอีกครั้ง มองไปยังร่างเล็ก ๆ ที่ถูกอุ้มมา เด็กน้อยตัวแดงร้องเสียงดัง แต่มีชีวิต มีลมหายใจและเป็นลูกของนางความรู้สึกบางอย่างเอ่อขึ้นมาในอก แปลกใหม่และไม่คุ้นเคย

“นี่สินะ…”นางพึมพำเบา ๆ “ชีวิตใหม่ของจริง”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel