บทที่ 5 นายอำเภอสิ้นชีพ
ต้าเกินยกเอาเนื้อกระต่ายย่างหอมๆ ใส่จานมาวางลงตรงหน้า
สวีพานได้กลิ่นกระต่ายย่างหอมๆ ก็อดจะกลืนน้ำลายไม่ได้ วันนี้เขากินเพียงหมั่นโถกับเนื้อปลาป่น เพิ่งรู้สึกว่าตนเองท้องว่างโหวงจนอยากจะกลืนเอากระต่ายย่างเข้าไปประเดี๋ยวนี้
“ท่านแม่ทัพ ข้าล่ากระต่ายมาได้เมื่อเช้า ท่านแม่จึงนำมาย่างขอรับ”
“ดีๆ น่ากินมากๆ ข้ามาแย่งอาหารพวกเจ้าแล้ว” สวีพานควักเอาเงินพวงหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อแล้วส่งให้กับต้าเกิน “นี่ถือว่าเป็นค่ากระต่ายของเจ้าก็แล้วกัน”
“ขอบคุณขอรับ ท่านแม่ทัพ” ต้าเกินยิ้มด้วยความยินดี
โหย่วฝู่ยกเอาจานผัดผักเข้ามาวางบ้าง เขายิ้มประจบสวีพาน “ท่านแม่ทัพขอรับ ผักนี้ข้าปลูกเองขอรับ ท่านแม่ผัดอย่างสุดฝีมือเลย”
สวีพานหัวเราะเบาๆ แล้วหยิบเอาเศษเหรียญที่เหลือยื่นให้กับเด็กชาย โหยว่ฝู่ยิ้มกว้างค้อมศีรษะขอบคุณด้วยความยินดี
คนในครอบครัวไฉซื่อและทหารติดตามปล่อยให้สองสามีภรรยาจอมปลอมนั่งรับประทานอาหารด้วยกันสองต่อสอง
สวีพานรู้ว่าคนพวกนั้นน่าจะยังคงแอบดูพวกเขาอยู่ด้วยกัน เขาจึงขยิบตาให้กับซ่งหว่านอิง ซึ่งนางก็รู้ว่าต้องแสดงตัวเป็นสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน
“ท่านแม่ทัพกินกระต่ายย่างให้เต็มที่เลยนะเจ้าคะ”
ซ่งหว่านอิงคีบเนื้อกระต่ายวางบนถ้วยข้าวของชายหนุ่ม ต่อหน้าครอบครัวของไฉซื่อนางจะต้องแสดงตัวเป็นอนุภรรยาที่อ่อนหวาน
“เจ้าก็เช่นกัน” เขาเอ่ยเบาๆ แล้วก็คีบเนื้อกระต่ายไปวางบนถ้วยข้าวของนาง
ทั้งสองก้มหน้าก้มตากินโดยไม่ได้พูดคุยกัน กระทั่งรู้ตัวอีกทีข้าวหมดถ้วยและอาหารสองจานนั้นก็หมดเกลี้ยง
สวีพานยิ้มอายๆ เมื่อเห็นกองกระดูกตรงหน้าตนเอง “ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าหิวมากเลย”
ซ่งหว่านอิงยิ้มน้อยๆ “ท่านแม่ทัพทำงานใช้แรงทั้งวัน สมควรแล้วที่จะกินมาก”
หญิงสาวหันไปหยิบกาน้ำจากในตะกร้าสาน รินน้ำชาส่งให้กับแม่ทัพหนุ่ม
สวีพานจึงสอบถามถึงเรื่องราวในครอบครัวของนาง “ที่เจ้าเขียนบอกข้านั่น ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าถูกแม่เลี้ยงวางแผนจับเจ้ามาขาย เราต้องสืบหากลุ่มคนค้ามนุษย์พวกนั้นเสียก่อน”
“ข้าเชื่อว่าพวกเขายังอยู่ละแวกนี้ ระหว่างที่ข้านั่งรถม้ามา ข้าได้ยินพวกเขาคุยกันว่าละแวกอำเภอเฟิ่งกู่นี้มีลูกค้าอยู่หลายกลุ่ม เคราะห์ดีที่ข้าไม่ถูกขายข้ามแดนไป”
“นายอำเภอจ้าวรับปากแล้วว่าจะช่วยสืบเรื่องนี้”
“ท่านแม่ทัพ ข้าบอกตามตรงว่าข้าอยากออกไปสืบเรื่องนี้ด้วยตนเอง”
สวีพานชะงัก “เจ้าเป็นสตรีออกไปสืบเองจะไม่เสี่ยงเกินไปหรือ”
ซ่งหว่านอิงจึงเล่าให้เขาฟังถึงเหตุการณ์วันที่นางถูกจับตัวมา “อันที่จริง ข้าสามารถต่อสู้กับคนเลวพวกนั้นและหลบหนีได้แล้ว แต่เพราะสงสารหญิงสาวผู้หนึ่งที่ล้มอยู่ไม่ไกลจึงได้เข้าไปช่วยนาง ข้าหนีไปอีกทาง แต่เคราะห์ร้ายไปเจอคนเลวกลุ่มนั้นที่ตามมาสมทบจึงสู้ไม่ไหว พวกเขาจับข้าได้ จากนั้นจึงให้ข้ากินยาไร้เรี่ยวแรงและยาไร้เสียงให้ข้า”
สวีพานชะงัก ตอนที่เขาจับชีพจรของนางไม่อาจสัมผัสได้ถึงลมปราณในร่างกายนางเพราะฤทธิ์ยาไร้เรี่ยวแรง “เจ้ามีวรยุทธ์ด้วยหรือ”
“เจ้าค่ะ ในช่วงที่ข้ายังเด็ก ท่านแม่ยังอยู่ นางเคยว่าจ้างอาจารย์สอนวรยุทธ์มาสอนข้า หนึ่งต่อสิบข้าก็พอต้านได้ แต่มากกว่านั้นก็เห็นจะตึงมือ” ซ่งหว่านอิงยอมรับ
สวีพานรู้สึกว่า สำหรับสตรีอย่างนางการสู้หนึ่งต่อสิบได้ก็นับว่าไม่เลว “ถ้าอย่างนั้น รอเจ้าแข็งแรงดีแล้ว ไปทดสอบฝีมือเสียหน่อย หากข้าเห็นว่าเจ้าพอจะดูแลตัวเองได้ ข้าจะพาเจ้าออกไปสืบคดีด้วย”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ แค้นนี้มีเจ้าของ และข้าก็จะคืนแค้นให้พวกมันด้วยตนเอง” ซ่งหว่านอิงยกยิ้มมุมปาก
ไฉซื่อเห็นว่าแม่ทัพมิได้อยู่พักร่วมกับอนุภรรยาก็ประหลาดใจ จึงได้เอ่ยปากถามซ่งหว่านอิง
“อนุซ่ง เหตุใดท่านจึงไม่รั้งท่านแม่ทัพเอาไว้ ข้าได้ยินว่าตอนนี้พวกเขาก็แค่ฝึกซ้อมรายวัน มิได้อยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเสียหน่อย”
“อย่าเลย ท่านแม่ทัพยังมีภารกิจสำคัญอยู่อีก ไม่ควรจะมาอยู่ติดกับข้าให้มากจะดีกว่า”
“ท่านนี่นะ ไม่รู้อันใด ข้าได้ยินว่าเมื่อหลายวันก่อน นาย กองเซียวยังคิดจะมอบน้องสาวให้เป็นอนุท่านแม่ทัพอยู่เลย หากท่านไม่รีบร้อน เกรงว่าวันหน้าจะต้องเสียใจ”
ซ่งหว่านอิงได้แต่ยิ้มน้อยๆ “ที่ข้าต้องเป็นอนุภรรยาของเขาก็เพราะความจำเป็น วันหน้าก็ไม่แน่หรอกว่าข้าจะยังอยู่กับท่านแม่ทัพ”
ไฉซื่อเบิกตากว้าง “อนุซ่ง ท่านไม่หวังจะเป็นฮูหยินเอกของท่านแม่ทัพหรือ ยามนี้ท่านเป็นสตรีข้างกายเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพนะ”
ไฉซื่อได้โอกาสรีบเล่าให้กับซ่งหว่านอิงฟังถึงเรื่องราวหนหลังของสวีพานทันที เขาเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่หลังแต่งงานได้วันเดียวก็ออกรบทำให้ยังไม่ได้เข้าหอกับภรรยา ภายหลังนางตั้งครรภ์ คนในสกุลสวีจึงได้เขียนหนังสือหย่าให้นางโดยแจ้งมายังสวีพานในภายหลัง
“ที่แท้ ฮูหยินของท่านแม่ทัพก็แอบมีสัมพันธ์กับชายคนรักมาก่อน ได้ยินว่านางก็มิได้เศร้าโศกเสียใจ พอได้หนังสือหย่าทางสกุลของนางจึงขับไล่นางให้ไปอยู่กับสามีที่บ้านนอก”
