บทที่ 6 โรงเตี๊ยมพักม้า
“ท่านแม่ทัพก็ไม่แต่งงานอีกเลยหรือ” ซ่งหว่านอิงขมวดคิ้ว
ไฉซื่อพยักหน้า “เจ้าค่ะ แต่ในจวนสวีก็มีสาวใช้อุ่นเตียงอยู่นางหนึ่งนะเจ้าคะ ภายหลังท่านแม่ทัพยกให้นางเป็นอนุภรรยา แต่นางเคราะห์ร้ายได้เป็นอนุภรรยาไม่นานก็ถูกรถม้าชนจนเสียชีวิต นับแต่นั้น ท่านแม่ทัพก็ไม่เคยรับอนุภรรยาอีกเลย ข้าถึงได้บอกว่าท่านโชคดีนัก ไม่แน่ว่าวันหน้าท่านอาจจะได้รับการเลื่อนให้เป็นฮูหยินเอก”
แม่ทัพสวีจัดการภารกิจในค่ายทหารโดยมอบหมายให้รองแม่ทัพจางหย่งช่วยดูแล จากนั้นเขาก็พาทหารคนสนิทห้านายและซ่งหว่านอิงที่แต่งกายเป็นบุรุษออกไปยังที่ว่าการอำเภอเฟิ่งกู่
ทว่าเพิ่งจะลงจากหลังม้าก็ได้ยินเสียงคนข้างในเอะอะโวยวายดังลั่น
"ตายแล้ว! นายอำเภอตายแล้ว!” บุรุษในชุดเจ้าหน้าที่อำเภอผู้นั้นวิ่งหน้าตื่นออกมา
เสียงฝีเท้าของมือปราบนับสิบตึงๆ ไปทางห้องทำงานของนายอำเภอ
“ท่านแม่ทัพ! เรื่องใหญ่แล้วขอรับ” เถี่ยหนิวสีหน้าปริวิตก
“เข้าไปดูกัน!” สวีพานถือกระบี่วิ่งนำหน้าเข้าไปข้างใน
ขุนนางและเจ้าหน้าที่จำสวีพานได้ก็พากันหลีกทางให้เขาเดินเข้าไปข้างใน
ร่างของจ้าวจิ้งอันนอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะทำงาน เลือดไหลหยดลงจากโต๊ะแมะๆ ลงที่พื้น บางส่วนกระเซ็นไปถูกหนังสือราชการและฎีกาที่กองอยู่บนโต๊ะ แผ่นหลังของเขามีมีดปักอยู่ตำแหน่งตรงหัวใจ
มือปราบผู้หนึ่งที่มาถึงก่อนสีหน้าอึมครึม “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยมาถึง ท่านนายอำเภอก็สิ้นลมแล้วขอรับ”
สวีพานสำรวจสภาพการสิ้นชีวิตของจ้าวจิ้งอันแล้วก็ผงกศีรษะ นอกจากการใช้นิ้วอังปลายจมูกและแตะชีพจรที่ลำคอของนายอำเภอแล้ว มือปราบผู้นั้นมิได้ทำสิ่งใดชวนให้สงสัย
“หน้าต่างฝั่งนี้ถูกงัด น่าจะมีคนบุกเข้ามา” เถี่ยหนิวเดินไปยังขอบหน้าต่างที่อยู่ไม่ไกลโต๊ะทำงานของนายอำเภอนัก
บ่าวรับใช้ที่คอยดูแลนายอำเภอจ้าวยังยืนปากคอสั่นพิงหลังอยู่ที่เสาด้านซ้ายของห้อง “ทะ ทะ ท่าน...นาย...อำเภอ!”
“เจ้าใจเย็นๆ” ซ่งหว่านอิงเดินไปยกมือลูบต้นแขนบ่าวรับใช้ผู้นั้นเบาๆ
อึดใจหนึ่งบ่าวรับใช้ผู้นั้นจึงค่อยสงบใจได้ จึงเปิดปากเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง
“ข้าน้อยได้ยินเสียงท่านนายอำเภอทะเลาะกับคนผู้หนึ่งขอรับ ท่านนายอำเภอบอกว่าเรื่องนี้ต้องทำไปตามกฎหมาย ไม่อาจจะรับเงินทองได้อีก แต่คนผู้นั้นร้องตวาดว่าบัดซบ จากนั้นท่านนายอำเภอก็ร้องออกมาเสียงดังคล้ายจะเจ็บปวดมาก แต่ข้าน้อยกลัวได้แต่ยืนขาสั่นจนต้องทรุดตัวลงนั่ง พอมีเสียงโครม ข้าน้อยก็วางถาดน้ำชาแล้ววิ่งเข้ามา ท่านนายอำเภอก็...” สายตาของเขาเหลือบไปมองสภาพศพของผู้เป็นนายด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าอย่างนั้น คนร้ายก็คงจะหนีไปทางหน้าต่างแล้ว รีบส่งคนออกไปตามหาเถิด” สวีพานบอกกับมือปราบที่ยืนอยู่ข้างศพ
พลันเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังใกล้เข้ามา หัวหน้ามือปราบแซ่ชุยพุ่งเข้ามาในห้อง ครั้นเห็นสวีพานก็ประสานมือค้อมศีรษะคารวะ จากนั้นก็เหลือบไปทางโต๊ะ
“ช่างกล้าจริง! ถึงกับส่งคนมาฆ่านายอำเภอถึงที่ว่าการ พวกมันช่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน”
มือปราบที่เฝ้าศพอยู่รีบรายงานหัวหน้ามือปราบชุยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบออกไปสั่งการให้คนตามล่าคนร้ายให้พบโดยเร็วที่สุด ท่านแม่ทัพ ข้าต้องขอตัวก่อนแล้ว”
“เชิญท่านชุยเถิด ยิ่งจับตัวคนได้เร็วก็ยิ่งดี” สวีพานผายมือเชิญ
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ย่อมไม่สะดวกจะหารือ สวีพานจึงปล่อยให้หัวหน้าชุยออกไปตามหาคนร้ายเสียก่อน ส่วนเขาและทหารที่ติดตามก็ช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร่องรอยคนร้าย
“ท่านแม่ทัพ ท่านคิดอยากจะหาหลักฐานที่เกี่ยวพันกับจ้าวจิ้งอันใช่หรือไม่” ซ่งหว่านอิงขยับมากระซิบ
“อืม...การตายของเขาเกี่ยวพันกับพ่อค้ามนุษย์แน่นอน” สวีพานพยักหน้าเล็กน้อย
ซ่งหว่านอิงชำนาญเรื่องการหาที่ซ่อนเงิน หลังจากท่านแม่ของนางสิ้นชีวิตไป นางเคยเห็นหลิวซื่อผู้เป็นแม่เลี้ยงแอบซ่อนเงินท่านพ่อหลายครั้ง และทุกครั้งก็เป็นนางที่แอบไปฉกมา แต่หลิวซื่อคิดว่าเป็นฝีมือของท่านพ่อของนางจึงได้แต่แสร้งเงียบเอาไว้
สวีพานเหลือบไปเห็นซ่งหว่านอิงนั่งยองๆ ลงใกล้ผนังที่มีตู้หนังสือก็นึกประหลาดใจ “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
หญิงสาวใช้ด้ามกระบี่เคาะไปตามแผ่นไม้ที่พื้นใกล้ผนังอยู่สองสามครั้ง ก็ถอดด้ามกระบี่ออกแล้วงัดแผ่นไม้ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง พลันด้านล่างก็มีม้วนกระดาษอยู่ขนาดราวกำปั้น
“นี่อย่างไร ข้ากำลังค้นหาหลักฐานความผิดของคนผู้นี้อยู่” นางหยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมาชู
สวีพานเดินมารับแล้วคลี่ออกดู เขาพลันตะลึง “นี่มันตั๋วแลกเงินทั้งนั้นเลยนี่”
ซ่งหว่านอิงหยิบเอาจดหมายสองสามแผ่นที่ซ่อนวางอยู่ก้นหลุมนั้นออกมาให้สวีพาน ชายหนุ่มส่งม้วนตั๋วแลกเงินให้นางถือเอาไว้แล้วดึงกระดาษในซองจดหมายออกมาอ่าน เพียงครู่เดียวเขาก็เบิกตาโพลง
“เงินสกปรกพวกนี้ จ้าวจิ้งอันรับจากคนค้ามนุษย์พวกนั้น” น้ำเสียงของท่านแม่ทัพแข็งกร้าว
ซือเหย่ ที่เพิ่งตามมาสมทบ ได้ยินเสียงของแม่ทัพสวีก็รีบเดินเข้ามาคารวะ “ข้าน้อยมาช้าแล้ว!”
