บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6: กลิ่นคาวความลับ

แฟ้มข้อมูลปึกหนาถูกวางลงบนโต๊ะกระจกของคาเฟ่ส่วนตัวระดับไฮเอนด์ เสิ่นอวิ๋นซีพลิกหน้ากระดาษอ่านรายละเอียดของโครงการที่ดินฝั่งตะวันออกด้วยสายตาเรียบเฉย แต่ในหัวกลับประมวลผลอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่เฉินเฟิง เลขาของลู่จิ้งถิงส่งมาให้เมื่อคืนนั้นลึกซึ้งและแม่นยำยิ่งกว่ารายงานของฝ่ายประเมินความเสี่ยงในบริษัทเสิ่นกรุ๊ปเสียอีก

นี่แหละคืออำนาจของเครือข่ายข้อมูลที่แท้จริง

ตรงข้ามกับเธอคือหญิงสาววัยยี่สิบห้าปีในชุดสูทสีเทาที่แม้จะดูสะอาดสะอ้านแต่ก็ผ่านการใช้งานมาจนเนื้อผ้าเริ่มซีดจาง ใบหน้าของเธอไม่ได้สะสวยโดดเด่น แต่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตากลับฉายแววเฉลียวฉลาดและเด็ดเดี่ยวอย่างปิดไม่มิด

เธอชื่อ ถังมี่ อดีตผู้ตรวจสอบบัญชีมือทองที่ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ไล่ออกและแบล็กลิสต์จากวงการ เพียงเพราะเธอปฏิเสธที่จะเซ็นรับรองงบการเงินปลอมเพื่อช่วยผู้บริหารยักยอกเงิน อวิ๋นซีใช้ข้อมูลจากเครือข่ายตลาดมืดค้นหาคนที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ และถังมี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุด

“คุณเสิ่นคะ ฉันขอบคุณมากที่คุณให้โอกาสและเสนอเงินเดือนที่สูงขนาดนี้” ถังมี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง มือจับหูแก้วกาแฟแน่น “แต่ฉันต้องบอกตามตรงว่าตอนนี้ฉันมีคดีฟ้องร้องติดตัว และคนในวงการธุรกิจก็ไม่มีใครกล้ารับฉันเข้าทำงาน หากคุณจ้างฉัน มันอาจจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของคุณได้”

อวิ๋นซีละสายตาจากแฟ้มเอกสารเงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้า ในอดีตชาติ เธอเคยเห็นขุนนางตงฉินมากมายที่ต้องตายอย่างอนาถเพียงเพราะซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินจนไปขัดผลประโยชน์ของกังฉิน คนแบบนี้หากได้มาเป็นพวก จะเป็นดาบที่คมและซื่อสัตย์ที่สุด

“ฉันไม่สนใจภาพลักษณ์จอมปลอมพวกนั้น” อวิ๋นซีกล่าวเสียงเรียบ “คนอื่นไม่กล้าใช้เธอเพราะพวกเขาอ่อนแอและขี้ขลาด แต่สำหรับฉัน ความซื่อสัตย์และความกล้าที่จะกัดไม่ปล่อยของเธอคือสิ่งที่ฉันต้องการที่สุด ฉันจะให้ทนายความมือหนึ่งของลู่กรุ๊ปจัดการเรื่องคดีฟ้องร้องของเธอให้สะอาดหมดจด แลกกับการที่เธอต้องมาเป็นหูเป็นตาและเป็นมือขวาให้ฉัน”

คำว่า ‘ลู่กรุ๊ป’ ทำเอาถังมี่เบิกตากว้าง ไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จักมหาอำนาจแห่งวงการธุรกิจแห่งนี้ หากมีลู่กรุ๊ปหนุนหลัง คดีความงี่เง่าของเธอก็เป็นเพียงเศษฝุ่น

“ฉันจะทำงานให้คุณอย่างสุดความสามารถค่ะคุณเสิ่น” ถังมี่ก้มศีรษะรับคำอย่างหนักแน่น

“ดีมาก งานแรกของเธอไม่ใช่เรื่องธุรกิจ” อวิ๋นซีเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ “แต่เป็นการขุดคุ้ยความลับในบ้านของฉันเอง”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถยนต์คันหรูที่อวิ๋นซีเพิ่งถอยออกมาใหม่ด้วยเงินสดก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ของเสิ่นกรุ๊ป

หญิงสาวก้าวลงจากรถด้วยชุดสูทสตรีสีขาวบริสุทธิ์ตัดแต่งทรงเข้ารูป ขับเน้นรูปร่างให้ดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ รองเท้าส้นสูงเหยียบย่ำลงบนพื้นหินอ่อนของโถงทางเข้าอย่างมั่นคง พนักงานหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างลอบมองด้วยความตกตะลึง พวกเขาเคยเห็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นมาบ้าง แต่ภาพจำคือหญิงสาวขี้อายที่แต่งตัวเชยเฉิ่ม ไม่ใช่พญาหงส์ที่แผ่รังสีข่มขวัญผู้คนเช่นนี้

อวิ๋นซีเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหาร กดขึ้นไปยังชั้นบนสุดอันเป็นพื้นที่ของประธานกรรมการและผู้จัดการทั่วไป

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เธอเดินไปตามโถงทางเดินที่ปูพรมหนานุ่ม จุดหมายคือห้องทำงานของเสิ่นเจ๋อหมิง ผู้เป็นบิดา เพื่อขอรับเอกสารมอบอำนาจในการจัดการโครงการที่ดินฝั่งตะวันออกตามที่คุณปู่ได้ลั่นวาจาไว้

เลขาหน้าห้องไม่อยู่ที่โต๊ะ คงจะถูกใช้ให้ไปชงกาแฟหรือถ่ายเอกสาร อวิ๋นซีหยุดยืนหน้าประตูไม้บานใหญ่ที่แง้มเปิดไว้เพียงเล็กน้อย มือบางกำลังจะยกขึ้นเคาะ แต่เสียงสนทนาที่ลอดออกมากลับทำให้เธอยั้งมือไว้

“คุณพ่อคะ พี่อวิ๋นซีทำแบบนี้เท่ากับเป็นการแย่งงานของพี่อี้เฉินชัดๆ คุณพ่อต้องคุยกับคุณปู่นะคะ จะปล่อยให้พี่อวิ๋นซีเข้ามายุ่งกับโครงการใหญ่ระดับนี้ได้ยังไง ถ้าพังขึ้นมาตระกูลเราจะแย่เอานะคะ”

เสียงหวานหยดย้อยของเสิ่นซือซือดังกังวานอยู่ในห้อง แม้จะฟังดูเหมือนห่วงใยตระกูล แต่เนื้อแท้คือการยุแยงและกีดกันอย่างชัดเจน

“พ่อรู้แล้ว ซือซือไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก เด็กนั่นมันก็แค่ฟลุกเดินหมากล้อมถูกตาจนคุณปู่พอใจชั่วคราวเท่านั้นแหละ โครงการนี้ซับซ้อนจะตายไป อีกไม่กี่วันพอมันทำไม่สำเร็จ คุณปู่ก็จะเฉดหัวมันออกจากบ้านไปเอง”

เสียงของเสิ่นเจ๋อหมิงตอบกลับด้วยความนุ่มนวลอย่างที่สุด เป็นน้ำเสียงที่เขาไม่เคยใช้พูดกับอวิ๋นซีเลยสักครั้ง

อวิ๋นซีมองลอดช่องประตูที่แง้มอยู่ ภาพที่เห็นทำให้แววตาของเธอหรี่แคบลง

เสิ่นซือซือนั่งอยู่บนโซฟารับแขก โดยมีเสิ่นเจ๋อหมิงนั่งอยู่เคียงข้าง ชายวัยกลางคนกำลังใช้มือลูบศีรษะของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน แต่ปลายนิ้วของเขากลับเลื่อนลงมาเกลี่ยที่พวงแก้มของซือซือแผ่วเบา ขณะที่ซือซือเองก็เอียงหน้าซบลงกับฝ่ามือของบิดาบุญธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทีรังเกียจหรือกระดากอายแม้แต่น้อย

หากเป็นคนนอกมองเข้ามา คงคิดว่าเป็นเพียงความรักความผูกพันระหว่างพ่อและลูกสาวบุญธรรมที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก

แต่สำหรับสตรีที่เคยปกครองวังหลัง ใช้ชีวิตท่ามกลางการแย่งชิงความโปรดปราน สังเกตแม้กระทั่งจังหวะการหายใจและการขยับปลายนิ้วของสนมชายเธอ สัญชาตญาณของอวิ๋นซีร้องเตือนอย่างรุนแรง

ภาษากายเช่นนี้ ไม่ใช่ความเอ็นดูของพ่อที่มีต่อเด็กกำพร้าที่รับมาเลี้ยง

มันมีความหวงแหน มีความผูกพันทางสายเลือด และที่สำคัญ มันแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดบาปบางอย่างที่พยายามชดเชยให้

อวิ๋นซีจับจ้องไปที่โครงหน้าของเสิ่นเจ๋อหมิงและเสิ่นซือซือ แม้ภายนอกซือซือจะดูคล้ายมารดาบุญธรรมอย่างหลินหว่านหรูจากการศัลยกรรมตกแต่งและการเลียนแบบกิริยาท่าทาง แต่หากสังเกตให้ลึกซึ้ง ฐานจมูก รูปกระจับปาก และโดยเฉพาะจุดไฝเล็กๆ ที่มุมกรามด้านซ้าย ทั้งสองคนมีตำแหน่งที่ตรงกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

กลิ่นคาวของความลับลอยคละคลุ้งในอากาศ

ในอดีต ฮ่องเต้เคยมอบความโปรดปรานให้องค์ชายรองซึ่งเกิดจากสนมปลายแถวอย่างออกหน้าออกตา แต่ความจริงแล้วองค์ชายรองคือสายเลือดที่เกิดจากการลักลอบคบชู้ระหว่างสนมผู้นั้นกับราชองครักษ์ อวิ๋นซีจับสังเกตแววตาของราชองครักษ์ยามมององค์ชายรองได้ มันเป็นแววตาของความภาคภูมิใจในสายเลือดที่ต้องเก็บซ่อนไว้ในมุมมืด ซึ่งเป็นแววตาแบบเดียวกับที่เสิ่นเจ๋อหมิงกำลังใช้มองเสิ่นซือซือในตอนนี้

เด็กกำพร้าที่รับมาเลี้ยงอย่างนั้นหรือ ช่างเป็นบทละครที่หลอกลวงได้แนบเนียนเสียจริง

หลินหว่านหรู มารดาผู้โง่เขลาของเธอ เลี้ยงดูลูกนอกสมรสของสามีที่เกิดจากเมียน้อยประดุจแก้วตาดวงใจ ในขณะที่รังเกียจผลผลิตที่เกิดจากสายเลือดของตนเองอย่างถึงแก่น หากวันหนึ่งความจริงข้อนี้ถูกเปิดเผยออกมา ผู้หญิงที่หยิ่งยโสและรักหน้าตายิ่งกว่าสิ่งใดอย่างหลินหว่านหรู คงได้กระอักเลือดตายทั้งเป็น

อวิ๋นซีดึงสายตากลับมา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก เธอไม่คิดเลยว่าตระกูลใหญ่แห่งนี้จะซุกซ่อนความเน่าเฟะไว้ใต้พรมได้น่าขยะแขยงถึงเพียงนี้ แต่นี่แหละคืออาวุธชิ้นสำคัญที่จะใช้บดขยี้พวกเขาให้แหลกละเอียดจากภายใน

หญิงสาวก้าวถอยหลังออกมาอย่างเงียบเชียบ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหาถังมี่

‘เป้าหมายเปลี่ยนไป สืบประวัติของเสิ่นเจ๋อหมิงย้อนหลังยี่สิบปี ตรวจสอบเส้นทางการเงิน บัญชีลับ และค้นหาผู้หญิงที่เขาอาจจะซุกซ่อนไว้ ที่สำคัญที่สุด ฉันต้องการสำเนาใบสูติบัตรตัวจริงและประวัติมารดาผู้ให้กำเนิดของเสิ่นซือซือ ภายในสามวัน’

ข้อความถูกส่งออกไปพร้อมกับสถานะการอ่านที่ขึ้นแทบจะทันที ถังมี่รับคำสั่งอย่างรู้หน้าที่

อวิ๋นซีเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ปรับสีหน้าให้เรียบสนิท ก่อนจะจงใจลงน้ำหนักที่ส้นรองเท้าให้เกิดเสียงดังก้องกังวานไปตามทางเดิน แล้วยกมือขึ้นเคาะประตูไม้บานใหญ่ตามมารยาท

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงสนทนาในห้องเงียบลงทันที อวิ๋นซีผลักประตูเข้าไปโดยไม่รอคำอนุญาต ภาพที่เห็นคือเสิ่นเจ๋อหมิงขยับตัวกลับไปนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว ส่วนเสิ่นซือซือก็ขยับไปนั่งตัวตรงอยู่ปลายโซฟา แสร้งทำเป็นกำลังอ่านนิตยสารธุรกิจ

“เข้าห้องผู้ใหญ่ไม่รู้จักรอให้เรียกอนุญาตก่อนหรือไง มารยาททรามจริงๆ” เสิ่นเจ๋อหมิงตีหน้าขรึม ตวาดเสียงแข็งกลบเกลื่อนความพิรุธ

อวิ๋นซีเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน กวาดสายตามองสองพ่อลูกด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “ฉันมาทวงเอกสารสิทธิ์ในการบริหารโครงการที่ดินฝั่งตะวันออกค่ะ คุณปู่สั่งไว้เมื่อเช้า หวังว่าคุณพ่อคงจะเตรียมเอกสารและลายเซ็นไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ”

“แกคิดว่าเรื่องธุรกิจระดับร้อยล้านมันเป็นของเล่นเด็กหรือไง ถึงจะได้เซ็นมอบอำนาจกันง่ายๆ” เสิ่นเจ๋อหมิงขบกรามแน่น “โครงการนี้พี่ชายแกเป็นคนคุมมาตั้งแต่ต้น แกเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน จะเอาความสามารถอะไรไปเจรจากับเจ้าของที่ดิน”

“นั่นมันปัญหาของฉัน ไม่ใช่ความกังวลของคุณพ่อ” อวิ๋นซีตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย “หน้าที่ของคุณพ่อคือเซ็นเอกสารโอนอำนาจการเจรจามาให้ฉันตามคำสั่งของคุณปู่ หรือว่าคุณพ่อตั้งใจจะขัดคำสั่งของประธานบริษัทคะ”

การยกเอาอำนาจของเสิ่นไท่ซานมากดดัน ทำให้เสิ่นเจ๋อหมิงพูดไม่ออก เขาเป็นเพียงผู้จัดการทั่วไปที่ยังต้องพึ่งพาบารมีและร่มเงาของผู้เป็นบิดา หากเรื่องนี้รู้ถึงหูเสิ่นไท่ซานว่าเขายึกยักไม่ยอมทำตามคำสั่ง ตำแหน่งของเขาอาจจะสั่นคลอนได้

เสิ่นเจ๋อหมิงกระชากลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบแฟ้มเอกสารปกดำออกมาเซ็นชื่อลงไปอย่างกระแทกกระทั้น ก่อนจะโยนมันไปตรงหน้าอวิ๋นซี

“เอาไป แล้วจำเอาไว้ให้ดี ถ้างานนี้แกทำพลาดจนบริษัทเสียหาย ฉันจะเป็นคนแรกที่ไล่แกออกจากบ้าน และไม่ต้องหวังว่าใครจะมาช่วยปกป้องแกได้”

อวิ๋นซีหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดดูความเรียบร้อย มุมปากยกยิ้มอย่างสมเพช “ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันไม่เคยคาดหวังความคุ้มครองจากคนที่หน้าไหว้หลังหลอกอยู่แล้ว”

คำพูดนั้นจี้ใจดำจนเสิ่นเจ๋อหมิงและเสิ่นซือซือชะงักไปเล็กน้อย แต่ก่อนที่ใครจะทันได้โวยวาย อวิ๋นซีก็หันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้สองพ่อลูกจมอยู่กับความเดือดดาลและความหวาดระแวงที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

เมื่อได้เอกสารสำคัญมาอยู่ในมือ อวิ๋นซีก็ไม่รอช้า เธอสั่งให้ถังมี่รวบรวมข้อมูลของเป้าหมายหลักในการเจรจาครั้งนี้ทันที

เจ้าของที่ดินฝั่งตะวันออกคือ ‘เถ้าแก่หลิว’ ชายชราหัวรั้นผู้เป็นทายาทตระกูลขุนนางเก่าแก่ เขาเกลียดชังนายทุนยุคใหม่ที่มองทุกอย่างเป็นเพียงตัวเลขและหน้าดินสำหรับสร้างห้างสรรพสินค้า เขาปฏิเสธเงินก้อนโตจากเสิ่นกรุ๊ปมาแล้วถึงสามครั้ง โดยให้เหตุผลว่าพวกเศรษฐีหน้าใหม่ไม่มีความเคารพต่อศิลปะและรากเหง้าของบรรพบุรุษ

ตระกูลเสิ่นพยายามส่งคนไปเจรจา พร้อมเสนอข้อแลกเปลี่ยนเป็นเงินชดเชยที่สูงลิบลิ่ว แต่เถ้าแก่หลิวก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ

อวิ๋นซีนั่งอ่านรายงานความชอบส่วนตัวของเถ้าแก่หลิวอยู่ในห้องทำงานชั่วคราวที่เธอเพิ่งสั่งให้จัดเตรียมไว้ ชายชราผู้นี้หลงใหลในภาพวาดพู่กันจีนโบราณ โดยเฉพาะภาพวาดทิวทัศน์ของจิตรกรร่วมสมัยในราชวงศ์ก่อน เขามักจะจัดงานเสวนาเล็กๆ ที่บ้านพักส่วนตัว เชิญเฉพาะผู้ที่มีความรู้ด้านศิลปะมาร่วมดื่มชาและวิจารณ์ภาพวาด

“ชอบศิลปะและของโบราณอย่างนั้นหรือ” อวิ๋นซีพึมพำกับตัวเอง สายตาเป็นประกายคมกริบ

สำหรับนักธุรกิจทั่วไป การเข้าหาคนประเภทนี้อาจจะเป็นเรื่องยากและน่าปวดหัว แต่สำหรับอดีตฮองเฮาผู้เคยถูกฝึกฝนศาสตร์แห่งศิลปะทั้งสี่แขนง ทั้งพิณ หมากล้อม ลายพู่กัน และภาพวาด มาตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าวัง เรื่องพรรค์นี้มันก็แค่การละเล่นของเด็กเล็กเท่านั้น

หญิงสาวปิดแฟ้มเอกสารลง ลุกขึ้นยืนและเดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างบานกระจก ทอดสายตามองลงไปยังทัศนียภาพของเมืองหลวงที่วุ่นวาย

อำนาจในยุคปัจจุบันอาจจะถูกขับเคลื่อนด้วยเงินตรา แต่จิตใจของมนุษย์ยังคงขับเคลื่อนด้วยกิเลสและความหลงใหลไม่ต่างจากในอดีต

เถ้าแก่หลิวจะกลายเป็นหมากตัวแรกที่เธอจะใช้ฟาดฟันเพื่อยึดพื้นที่ในเสิ่นกรุ๊ป และเมื่อถึงเวลาที่ความลับอันเน่าเหม็นของเสิ่นเจ๋อหมิงถูกขุดขึ้นมา ตระกูลนี้ก็จะต้องเผชิญกับพายุที่พวกเขาไม่มีวันรับมือได้

อวิ๋นซียกมือขึ้นกอดอก ปล่อยให้ความเงียบสงบโอบล้อมร่างกาย เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และเธอจะเป็นผู้กำหนดตอนจบด้วยตัวเอง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel