ตอนที่ 5: การปรากฏตัวของผู้กุมอำนาจ
สายลมยามสายพัดพาไอเย็นจางๆ ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอน เสิ่นอวิ๋นซีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นิ้วเรียวลูบไล้จี้หยกจักรพรรดิที่ซ่อนอยู่ใต้คอเสื้ออย่างแผ่วเบา หลังจากศึกเจรจาธุรกิจเมื่อคืนและได้เงินสามร้อยล้านหยวนมาไว้ในบัญชีอย่างขาวสะอาด จิตใจของเธอก็มั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความทรงจำเมื่อชาติก่อนยามประทับอยู่ตำหนักคุนหนิงสอนเธอเสมอว่า เงินตราและอำนาจคืออาวุธที่คมกริบที่สุด หากไร้สองสิ่งนี้ ต่อให้มีความชอบธรรมทางสายเลือดเพียงใด ก็เป็นได้เพียงลูกไก่ในกำมือผู้อื่น
เสียงรถยนต์หรูแล่นเข้ามาจอดที่ลานหน้าคฤหาสน์หลายคันติดๆ กัน ตามด้วยเสียงเอะอะโวยวายของคนรับใช้ที่วิ่งวุ่นจัดเตรียมการต้อนรับอย่างรีบร้อน
อวิ๋นซีลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย วันนี้เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าครามเนื้อผ้าทิ้งตัว แม้จะไม่มีลวดลายหรูหราแต่กลับขับเน้นให้กิริยาท่าทางของเธอดูสงบเยือกเย็น เธอค่อยๆ ก้าวเดินลงบันไดวนสู่ห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง
ที่กลางห้องโถง เสิ่นไท่ซาน หรือคุณปู่เสิ่น ชายชราวัยเจ็ดสิบเศษผู้กุมบังเหียนเสิ่นกรุ๊ป เพิ่งก้าวพ้นประตูเข้ามา เขาสวมชุดผ้าไหมจีนสีเข้ม มือถือไม้เท้าหัวมังกร แม้เส้นผมจะขาวโพลนไปทั้งศีรษะแต่แววตายังคงดุดันและเฉียบคม กลิ่นอายของคนที่คุ้นชินกับการชี้นิ้วสั่งการมาทั้งชีวิตแผ่ซ่านออกมากดข่มทุกคนในบ้าน
ด้านหลังของชายชราคือเสิ่นเจ๋อหมิง ผู้เป็นพ่อที่เพิ่งกลับมาจากการเจรจาธุรกิจต่างเมือง และหลินหว่านหรูที่รีบประคองเสิ่นซือซือซึ่งเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมารอรับ
“คุณปู่คะ ซือซือคิดถึงคุณปู่ที่สุดเลยค่ะ” เสิ่นซือซือรีบก้าวเข้าไปควงแขนชายชราด้วยท่าทีออดอ้อน ดวงตาใสซื่อคู่นั้นยังคงมีรอยแดงเรื่อจากการแกล้งป่วย หน้าผากมีผ้ากอซชิ้นเล็กแปะอยู่เพื่อย้ำเตือนเรื่องราวเมื่อวาน “คุณปู่เดินทางเหนื่อยไหมคะ ซือซือให้ป้าแม่บ้านเตรียมน้ำชาหลงจิ่งที่คุณปู่ชอบไว้ให้แล้วค่ะ”
เสิ่นไท่ซานลูบศีรษะหลานสาวบุญธรรมเบาๆ สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เด็กดี ปู่ได้ยินเรื่องที่แกเข้าโรงพยาบาลแล้ว ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง หายดีแล้วหรือยัง”
“ซือซือดีขึ้นมากแล้วค่ะคุณปู่ ไม่ได้เจ็บตรงไหนมากแล้ว ไม่อยากให้คุณปู่ต้องเป็นกังวลเลยค่ะ” ซือซือตอบเสียงหวาน แต่แววตากลับเหลือบมองไปยังอวิ๋นซีที่ยืนอยู่เชิงบันไดอย่างสื่อความหมาย
หลินหว่านหรูสบโอกาส รีบแทรกขึ้นมาทันทีเพื่อฟ้องร้อง “คุณพ่อคะ ครั้งนี้อวิ๋นซีทำเกินไปจริงๆ ค่ะ ทั้งผลักน้องตกบันไดจนต้องเข้าโรงพยาบาล แถมยังเรียกนักข่าวมาทำลายชื่อเสียงของตระกูลเราอีก คนแบบนี้เลี้ยงไว้มีแต่จะสร้างความเสื่อมเสียให้เสิ่นกรุ๊ปค่ะ”
เสิ่นเจ๋อหมิงขมวดคิ้วแน่น หันไปตวาดใส่ลูกสาวแท้ๆ “เสิ่นอวิ๋นซี แกยังไม่รีบมาคุกเข่าขอโทษคุณปู่กับน้องสาวแกอีกหรือไง ทำตัวเหลวไหลขึ้นทุกวัน”
ชายชราเสิ่นไท่ซานหันสายตาคมกริบมามองอวิ๋นซี บรรยากาศในห้องโถงพลันลดฮวบลงจนน่าอึดอัด คนรับใช้ต่างก้มหน้าตัวสั่น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คนเดียว
แต่อวิ๋นซีกลับไม่แม้แต่จะหลบสายตา เธอเดินตรงเข้ามาด้วยท่วงท่าเนิบนาบ หลังเหยียดตรง สง่างามและไร้ซึ่งความตื่นตระหนก สายตาของเธอที่สบประสานกับชายชราผู้กุมอำนาจ ไม่ใช่สายตาของเด็กสาวที่กำลังหวาดกลัวการลงทัณฑ์ แต่เป็นสายตาของผู้มีอำนาจระดับเดียวกันที่กำลังพิจารณาหมากตรงหน้า
“ฉันทำอะไรผิดหรือคะ ถึงต้องคุกเข่า” อวิ๋นซีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดังกังวานไปทั่วโถงใหญ่
“แกยังกล้าเถียงอีกเหรอ” เสิ่นเจ๋อหมิงหน้าขึ้นสีด้วยความโกรธ
“พ่อคะ ความจริงเรื่องเมื่อวานนี้กล้องวงจรปิดตรงโถงบันไดก็บันทึกไว้หมด หากคุณปู่อยากตรวจสอบ ก็สามารถเปิดดูได้เลยค่ะว่าใครเป็นคนก้าวพลาดตกลงไปเอง” อวิ๋นซีพูดพลางปรายตามองเสิ่นซือซือที่เริ่มหน้าซีดลงเล็กน้อย “อีกอย่าง การที่ฉันเรียกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมารักษาซือซือ ก็เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้าน หากไม่ตรวจให้ละเอียดแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา คนภายนอกจะไม่ครหาเอาหรือคะว่าตระกูลเสิ่นละเลยลูกเลี้ยง”
“นี่แก...” หลินหว่านหรูอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าลูกสาวจะกล้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาชนตรงๆ
“พอได้แล้ว!” เสิ่นไท่ซานเคาะไม้เท้าลงบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนดังตึง ทุกคนเงียบกริบลงทันที
ชายชราหรี่ตามองอวิ๋นซีด้วยความประหลาดใจลึกๆ ในอดีต หลานสาวคนนี้ขี้ขลาดและเอาแต่ก้มหน้าตัวสั่นเวลาที่เขาจ้องมอง แต่วันนี้ กิริยาท่าทางและแววตาของเธอกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน มันมีความหนักแน่นและกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกเกรงขามอย่างน่าประหลาด
“เรื่องทะเลาะเบาะแว้งไร้สาระในบ้าน ฉันไม่อยากฟัง” เสิ่นไท่ซานกล่าวเสียงเข้ม “ตระกูลเสิ่นไม่เลี้ยงดูคนไร้ประโยชน์ ซือซือช่วยงานสังคมและสร้างคอนเน็กชันให้ตระกูลมาตลอด ส่วนเธอ อวิ๋นซี กลับมาอยู่บ้านนี้หนึ่งปี นอกจากสร้างเรื่องวุ่นวายแล้ว เธอทำประโยชน์อะไรให้ตระกูลนี้ได้บ้าง”
นี่คือวิธีคิดของผู้นำตระกูลใหญ่ ตัดเรื่องอารมณ์ทิ้งไปและวัดกันที่ผลประโยชน์ล้วนๆ ซึ่งตรงกับสิ่งที่อวิ๋นซีคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
“ถ้าคุณปู่อยากเห็นผลประโยชน์ ฉันก็มีให้คุณปู่ได้เห็นค่ะ” อวิ๋นซีตอบกลับทันควันโดยไม่ลังเล “ได้ยินว่าช่วงนี้โครงการศูนย์การค้าทางฝั่งตะวันออกของเสิ่นกรุ๊ปกำลังติดปัญหาเรื่องการประเมินราคาที่ดินโบราณและการเจรจากับเจ้าของที่ดินรุ่นเก่าใช่ไหมคะ”
เสิ่นเจ๋อหมิงและเสิ่นอี้เฉินที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงกับชะงักไป โครงการนี้เป็นความลับระดับผู้บริหารระดับสูง อวิ๋นซีรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
“เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” เสิ่นไท่ซานถาม เสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม
“ฉันบังเอิญศึกษาข้อมูลธุรกิจของตระเรามาบ้างค่ะ” อวิ๋นซีกล่าวเรียบๆ ความจริงแล้วเธอได้ข้อมูลนี้มาจากเฉินเฟิงเมื่อคืนตอนที่เจรจากับลู่จิ้งถิง “เจ้าของที่ดินผืนนั้นเป็นนักสะสมของเก่าตัวยง และปฏิเสธเงินชดเชยทุกรูปแบบเพราะมองว่านักธุรกิจยุคใหม่ไร้วัฒนธรรม หากตระกูลเสิ่นยังใช้แต่วิธีหว่านเงินเข้าไปเจรจา อีกสิบปีโครงการนั้นก็ไม่มีวันได้เริ่มหรอกค่ะ”
“แล้วเธอคิดว่าเธอมีปัญญาแก้ปัญหานี้หรือไง อย่ามาอวดดีหน่อยเลย” เสิ่นอี้เฉินพูดแทรกขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด
อวิ๋นซีไม่สนใจพี่ชาย เธอเดินตรงไปที่โต๊ะไม้โบราณตัวยาวที่ตั้งอยู่มุมห้องโถง บนโต๊ะมีกระดานหมากล้อมไม้โบราณที่เสิ่นไท่ซานมักจะใช้เล่นยามว่างตั้งอยู่ หมากสีขาวและสีดำกำลังเดินค้างไว้ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“เจ้าของที่ดินคนนั้น ยึดติดกับธรรมเนียมโบราณและการชิงไหวชิงพริบ” อวิ๋นซีหยิบเม็ดหมากสีดำขึ้นมาหนึ่งเม็ด นิ้วเรียวสวยวางเม็ดหมากลงบนจุดตัดของกระดานอย่างมั่นคง เสียงหินกระทบไม้ดังกังวานหนักแน่น “เหมือนกับกระดานหมากตานี้ของคุณปู่ ที่ดูเหมือนมังกรขาวกำลังล้อมจับ แต่ความจริงแล้วแค่ทิ้งหมากตัวนี้เพื่อตัดเส้นทางลำเลียง มังกรดำก็สามารถพลิกกลับมากลืนกินทั้งกระดานได้ในพริบตา”
เสิ่นไท่ซานที่เดิมทียืนดูด้วยความเฉยเมย พลันเบิกตากว้างขึ้นทันที เขารีบก้าวเข้าไปที่โต๊ะหมากล้อม ก้มลงมองตำแหน่งที่อวิ๋นซีเพิ่งวางหมากลงไปอย่างละเอียด
กระดานหมากนี้เป็นกระดานที่เขาเล่นค้างไว้กับเพื่อนสนิทระดับรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ก่อน และเขาเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจนหาทางออกไม่ได้มาหลายวัน แต่เด็กสาวตรงหน้ากลับใช้หมากเพียงเม็ดเดียว พลิกสถานการณ์จากตั้งรับกลายเป็นรุกฆาตได้อย่างเฉียบขาด
ทักษะการเดินหมากระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะฝึกฝนกันได้ในวันสองวัน มันต้องผ่านการวางกลยุทธ์ การอ่านใจคน และการทำสงครามจิตวิทยามาอย่างโชกโชน
“เธอ... เดินหมากล้อมเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่” ชายชราเงยหน้าขึ้นมองหลานสาวแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“การเดินหมากก็เหมือนการใช้ชีวิตและทำธุรกิจค่ะคุณปู่ ต้องมองการณ์ไกล ไม่ใช่สนใจแค่มารยาตื้นเขินตรงหน้า” อวิ๋นซีเอ่ยพลางสบตากับเสิ่นไท่ซานตรงๆ “เรื่องที่ดินผืนนั้น หากคุณปู่มอบหมายให้ฉันเป็นคนรับผิดชอบ ฉันสัญญาว่าจะนำสัญญาซื้อขายมาวางบนโต๊ะนี้ให้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์”
“คุณพ่อคะ อย่าไปฟังมันเลยค่ะ เด็กนี่จะไปมีความรู้อะไร เดี๋ยวจะทำเรื่องขายหน้าไปถึงข้างนอก” หลินหว่านหรูรีบแย้ง เพราะกลัวว่าลูกสาวแท้ๆ จะได้หน้า
“หุบปาก!” เสิ่นไท่ซานตวาดเสียงกร้าว ทำเอาหลินหว่านหรูสะดุ้งเงียบเสียงลงทันที
ชายชราหันกลับมามองอวิ๋นซี แววตาเต็มไปด้วยความสนใจและความท้าทาย ในสายตาของนักธุรกิจอย่างเขา ใครจะสร้างความวุ่นวายในบ้านไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอเพียงคนคนนั้นมีเขี้ยวเล็บและสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้ตระกูลได้ นั่นแหละคือคนที่มีค่า
“ดี!” เสิ่นไท่ซานหัวเราะในลำคอ “ถ้าเธอกล้าพูดขนาดนี้ ฉันก็จะให้โอกาส โครงการที่ดินฝั่งตะวันออก ฉันจะให้เธอเข้าไปจัดการร่วมกับทีมของอี้เฉิน หากทำสำเร็จ ฉันจะยกหุ้นบริษัทสองเปอร์เซ็นต์ให้เป็นชื่อของเธอ แต่ถ้าล้มเหลว... เธอจะต้องออกจากตระกูลเสิ่นไปโดยไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรทั้งสิ้น”
“ตกลงค่ะ” อวิ๋นซีตอบรับทันทีโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เสิ่นซือซือที่ยืนอยู่ข้างๆ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความอิจฉาริษยาแล่นพล่านไปทั่วอก เธออุตส่าห์แกล้งป่วยเพื่อให้ทุกคนรุมเกลียดอวิ๋นซี แต่นังนี่กลับใช้เวลาไม่กี่นาทีดึงความสนใจและความไว้ใจจากคุณปู่ไปได้ แถมยังมีเดิมพันเป็นหุ้นของบริษัทอีกด้วย
‘ไม่ได้การ ฉันต้องหาทางขัดขวางไม่ให้มันทำสำเร็จเด็ดขาด’ เสิ่นซือซือคิดในใจอย่างเคียดแค้น
หลังจากเสิ่นไท่ซานเดินขึ้นชั้นบนไปพักผ่อน บรรยากาศในห้องโถงก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เสิ่นอี้เฉินเดินเข้ามาขวางหน้าอวิ๋นซีด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“อย่าคิดว่าฟลุกเดินหมากถูกตาแล้วจะเก่งกาจไปทุกเรื่อง โครงการนี้ยากกว่าที่แกคิดไว้เยอะ อย่ามาถ่วงแข้งถ่วงขาฉันก็แล้วกัน”
“ใครจะถ่วงใคร อีกไม่นานก็คงได้รู้กัน” อวิ๋นซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะเดินผ่านหน้าพี่ชายไปโดยไม่แม้แต่จะมอง
หญิงสาวเดินกลับขึ้นมาบนห้องนอนของตนเอง เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเฉินเฟิง เลขาของลู่จิ้งถิงทันที
“สวัสดีครับคุณเสิ่น” เสียงของเฉินเฟิงดังขึ้นจากปลายสายอย่างนอบน้อม ซึ่งเป็นผลมาจากคำสั่งพิเศษของลู่จิ้งถิงเมื่อคืน
“คุณเฉินเฟิง ฉันต้องการข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเกี่ยวกับเจ้าของที่ดินฝั่งตะวันออก รวมถึงของสะสมโบราณที่เขาชื่นชอบที่สุด ภายในบ่ายวันนี้” อวิ๋นซีสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังสั่งการหัวหน้าขันทีในอดีต
“ได้ครับคุณเสิ่น ท่านประธานลู่กำชับไว้แล้วว่าให้สนับสนุนคุณอย่างเต็มที่ เอกสารทั้งหมดจะถูกส่งไปให้ภายในสองชั่วโมงครับ”
อวิ๋นซีวางสายไป มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ
การเป็นฮองเฮาที่ต้องควบคุมวังหลังสอนให้เธอรู้ว่า การจะเอาชนะศัตรู ไม่จำเป็นต้องลงแรงฟันดาบด้วยตัวเองเสมอไป การใช้คนให้ถูกกับงาน การใช้ประโยชน์จากศัตรูของศัตรู และการยืมมือผู้มีอำนาจ คือกลยุทธ์ที่ไร้พ่าย
ตระกูลเสิ่นคิดว่าเธอเป็นเพียงลูกสาวบ้านนอกที่ไร้ทางสู้ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า มังกรและพญาหงส์ได้เริ่มขยับปีกแล้ว
และกระดานหมากรุกกระดานนี้ เธอจะเป็นผู้ควบคุมมันแต่เพียงผู้เดียว
