ตอนที่ 7: งานเลี้ยงสวมหน้ากาก
กลิ่นน้ำหมึกหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในห้องทำงานชั่วคราว ปลายพู่กันหมาป่าตวัดลงบนกระดาษเซวียนจื่อด้วยท่วงท่าที่ทั้งพลิ้วไหวและหนักแน่นในคราวเดียว เสิ่นอวิ๋นซีละสายตาจากตัวอักษร ‘สงบ’ ที่เพิ่งเขียนเสร็จ รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทักษะที่ติดตัวมาจากอดีตชาติยังคงไม่ขึ้นสนิม สิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าหาเถ้าแก่หลิวเพื่อชิงโครงการที่ดินฝั่งตะวันออก
เสียงสั่นเตือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดึงเธอกลับสู่โลกปัจจุบัน หน้าจอแสดงชื่อของถังมี่
“ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง” อวิ๋นซีกดรับสาย น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ
“คุณเสิ่นคะ ฉันเช็กเส้นทางการเงินของเสิ่นเจ๋อหมิงย้อนหลังไปสิบห้าปีตามที่คุณสั่ง พบว่ามีการโอนเงินจำนวนหนึ่งเข้าบัญชีของสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในเมืองข้างเคียงทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่น่าสงสัยคือ บัญชีนั้นถูกปิดไปในเดือนเดียวกับที่เสิ่นซือซือถูกรับเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นค่ะ” ถังมี่รายงานอย่างฉะฉาน “ตอนนี้ฉันกำลังตามรอยชื่อผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับบัญชีนั้น คาดว่าภายในสองวันน่าจะได้ตัวตนที่แท้จริงของมารดาเด็กคนนั้นค่ะ”
“ทำได้ดีมาก เก็บหลักฐานทุกอย่างให้มิดชิด อย่าเพิ่งกระโตกกระตากให้ใครรู้”
“เข้าใจแล้วค่ะ อ้อ คุณเสิ่นคะ คืนนี้มีงานเลี้ยงการกุศลสวมหน้ากากที่สมาคมนักธุรกิจจัดขึ้น ได้ยินว่าเถ้าแก่หลิวก็ส่งตัวแทนมาร่วมงานด้วยนะคะ หากคุณต้องการหาช่องทางเข้าถึงตัวเขา งานนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีค่ะ”
อวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “งานเลี้ยงสวมหน้ากากงั้นหรือ เข้าใจแล้ว ขอบใจมาก”
เพิ่งวางสายไปได้ไม่ถึงนาที เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น สาวใช้คนหนึ่งเดินถือกล่องของขวัญผูกโบสีชมพูบานเย็นเข้ามาวางไว้บนโต๊ะด้วยท่าทีแกมบังคับ
“คุณหนูรองฝากมาให้ค่ะ บอกว่าคืนนี้ตระกูลเราต้องไปร่วมงานเลี้ยงสวมหน้ากาก คุณผู้หญิงสั่งให้เตรียมชุดไว้ให้คุณหนูใหญ่เป็นพิเศษ หวังว่าคุณหนูใหญ่จะสวมชุดนี้ไปงานเพื่อรักษาหน้าตาของครอบครัวนะคะ” สาวใช้พูดจบก็สะบัดหน้าเดินออกไปทันที
อวิ๋นซีมองกล่องตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา นิ้วเรียวเกี่ยวริบบิ้นออกแล้วเปิดฝากล่อง สิ่งที่อยู่ด้านในทำเอาเธอแทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช
มันคือชุดราตรีฟูฟ่องสีชมพูสะท้อนแสงที่ประดับด้วยเลื่อมและระบายลูกไม้ราคาถูก ดูราวกับชุดการแสดงตลกในคณะละครสัตว์ มากกว่าจะเป็นชุดสำหรับใส่ออกงานสังคมชั้นสูง ยิ่งไปกว่านั้น หน้ากากที่แนบมาคู่กันยังเป็นหน้ากากพลาสติกประดับขนนกสีฉูดฉาดที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าซื้อมาจากตลาดนัดข้างทาง
กระดาษโน้ตแผ่นเล็กแนบมาด้วย ลายมือของเสิ่นซือซือเขียนไว้อย่างสวยหรู
‘พี่อวิ๋นซี ชุดนี้คุณแม่ตั้งใจเลือกให้พี่โดยเฉพาะเลยนะคะ สีสันสดใสเหมาะกับบุคลิกของพี่มาก คืนนี้พี่ต้องโดดเด่นที่สุดในงานแน่นอนค่ะ รัก จากซือซือ’
“โดดเด่นที่สุดในงาน หรือเป็นตัวตลกที่สุดในงานกันแน่” อวิ๋นซีโยนกระดาษโน้ตลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
มารยาตื้นเขินของดอกบัวขาวช่างซ้ำซากจำเจ ชาติก่อนพวกสนมปลายแถวก็ชอบใช้วิธีส่งเครื่องประดับที่ดูขัดตามาให้เพื่อหวังให้เธอสวมใส่แล้วถูกฮ่องเต้ตำหนิ คิดจะใช้มุกเดิมๆ มาฉีกหน้าเธอในงานเลี้ยงที่มีคนใหญ่คนโตงั้นหรือ ฝันไปเถอะ
หญิงสาวปัดกล่องใบนั้นตกลงไปกองกับพื้นห้องอย่างไม่ใส่ใจ ร่างกายนี้อาจจะไม่ได้สะสวยหยดย้อยเท่าเสิ่นซือซือ แต่ผิวพรรณก็ขาวเนียนและมีสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ เธอเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกหยิบชุดเดรสกำมะหยี่สีดำสนิทที่เรียบง่ายแต่คัตติ้งเนี้ยบกริบออกมา มันเป็นชุดที่เข้ารูปพอดีตัว เผยให้เห็นช่วงไหล่กลมกลึงและลำคอระหง
แต่สำหรับงานเลี้ยงสวมหน้ากาก แค่ชุดเดรสสีดำคงดูจืดชืดเกินไป อวิ๋นซีหลับตาลง ใช้ปลายนิ้วสัมผัสจี้หยกจักรพรรดิที่เนินอก เพียงชั่วอึดใจ วิญญาณของเธอก็ดำดิ่งเข้าสู่คลังสมบัติในมิติเร้นลับอีกครั้ง
เธอเดินผ่านชั้นวางเครื่องเคลือบและหีบทองคำ ตรงไปยังมุมลึกสุดของท้องพระคลัง ที่ซึ่งเก็บรักษาสมบัติส่วนพระองค์ชิ้นโปรดในอดีตชาติ
กล่องไม้จันทน์แดงถูกเปิดออก เผยให้เห็นหน้ากากทองคำแท้ครึ่งหน้า งานฉลุลายหงส์สยายปีกที่ละเอียดลออราวกับมีชีวิต ถักทอด้วยเส้นทองคำขนาดเล็กเท่าเส้นผม ประดับด้วยทับทิมเม็ดงามที่บริเวณหางตา และมีสายระย้าไข่มุกน้ำจืดเม็ดเล็กๆ ห้อยระย้าลงมาคลอเคลียบริเวณโหนกแก้ม
นี่คือหน้ากากที่ฮ่องเต้เคยประทานให้ในงานเฉลิมฉลองเทศกาลหยวนเซียวปีที่เธอได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮา แม้ความทรงจำเกี่ยวกับบุรุษผู้นั้นจะเต็มไปด้วยความขมขื่น แต่งานศิลปะชิ้นเอกนี้ไม่มีความผิด มูลค่าของมันในโลกยุคปัจจุบันประเมินไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ในเมื่ออยากให้ฉันโดดเด่น ฉันก็จะโดดเด่นให้พวกเธอต้องกระอักเลือดตายไปเลย” อวิ๋นซียกยิ้มมุมปาก หยิบหน้ากากทองคำออกจากมิติ
ค่ำคืนนั้น ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาวคลาคล่ำไปด้วยบรรดานักธุรกิจและสังคมชั้นสูงที่มารวมตัวกันในงานเลี้ยงการกุศล ทุกคนสวมชุดหรูหราและหน้ากากแฟนซีหลากหลายรูปแบบ เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ ผสมผสานกับเสียงพูดคุยและเสียงแก้วแชมเปญกระทบกัน
เสิ่นซือซือปรากฏตัวในชุดราตรีฟูฟ่องสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเจ้าหญิงหงส์ขาว สวมหน้ากากลูกไม้สีเงินประดับเพชรระยิบระยับ ควงคู่มากับโจวหมิงเจ๋อ คู่หมั้นหนุ่มของอวิ๋นซีที่สวมชุดสูททักซิโด้สีขาวเข้ากัน พวกเขาดูเหมือนคู่รักที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย จนเรียกเสียงฮือฮาและสายตาชื่นชมจากแขกในงานได้ไม่น้อย
“ซือซือ วันนี้คุณสวยมาก สวยจนผมละสายตาไม่ได้เลย” โจวหมิงเจ๋อกระซิบข้างหูหญิงสาว แววตาเต็มไปด้วยความหลงใหล
“พี่หมิงเจ๋อก็ชมเกินไปค่ะ” ซือซือยิ้มเอียงอาย ก่อนจะแสร้งถอนหายใจยาว “ไม่รู้ว่าป่านนี้พี่อวิ๋นซีมาถึงหรือยัง ซือซืออุตส่าห์ให้คุณแม่เตรียมชุดสีชมพูแสนสวยไว้ให้ หวังว่าพี่เขาจะไม่โกรธและยอมใส่มางานนี้นะคะ พี่เขาเพิ่งกลับมาจากบ้านเด็กกำพร้า รสนิยมอาจจะยังไม่เข้าที่ ซือซือกลัวว่าพี่เขาจะแต่งตัวแปลกๆ จนคนอื่นหัวเราะเยาะเอา”
โจวหมิงเจ๋อแค่นเสียงขึ้นจมูก “ผู้หญิงกักขฬะแบบนั้น จะแต่งตัวยังไงก็ดูเป็นตัวตลกอยู่ดี คุณอย่าไปใส่ใจเลยซือซือ ตระกูลเสิ่นมีคุณเป็นหน้าเป็นตาก็พอแล้ว ส่วนยัยนั่น ถ้ากล้าใส่ชุดบ้าบอมาทำตัวน่ารังเกียจในงาน ผมจะเป็นคนไล่เธอกลับไปเอง”
หลินหว่านหรูและเสิ่นเจ๋อหมิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินบทสนทนานั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเขารอคอยที่จะได้เห็นเสิ่นอวิ๋นซีเดินเข้ามาในชุดสีชมพูสะท้อนแสง เพื่อที่พวกเขาจะได้มีข้ออ้างในการตำหนิและกดหัวเธอให้ต่ำลงไปอีกต่อหน้าสังคม
แต่ในจังหวะที่เสียงดนตรีเปลี่ยนทำนอง ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของโถงจัดเลี้ยงก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ
แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลสาดส่องลงไปที่ร่างบางซึ่งก้าวผ่านประตูเข้ามา บรรยากาศในห้องบอลรูมพลันเงียบกริบลงอย่างกะทันหัน ราวกับมีคนกดปุ่มหยุดเวลา
เสิ่นอวิ๋นซีปรากฏตัวในชุดเดรสกำมะหยี่สีดำสนิทที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่น ร่างกายตั้งตรงสง่างามทุกท่วงท่า แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาทุกคู่จนไม่อาจละไปได้ คือหน้ากากทองคำฉลุลายหงส์ที่สวมทับอยู่บนใบหน้าครึ่งบน
แสงไฟสะท้อนกับเส้นทองคำทอประกายเรืองรอง ทับทิมสีเลือดนกพิราบบริเวณหางตาเปล่งประกายลึกลับและเย้ายวน ในขณะที่สายระย้าไข่มุกแกว่งไกวเบาๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน แม้จะมองไม่เห็นดวงตาทั้งหมด แต่ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดตัดกับสีทองของหน้ากากกลับสร้างแรงดึงดูดที่แฝงไปด้วยอำนาจอันล้นเหลือ
ไม่มีใครสนใจชุดที่เรียบง่ายของเธอ เพราะออร่าของพญาหงส์และเครื่องประดับโบราณชิ้นนั้นได้กลบรัศมีของทุกคนในงานจนมิด
“นั่นใครน่ะ ท่วงท่าสง่างามเหมือนเชื้อพระวงศ์ไม่มีผิด”
“หน้ากากนั่น งานฝีมือระดับปรมาจารย์ชัดๆ ฉันไม่เคยเห็นเครื่องประดับชิ้นไหนงดงามและมีพลังอำนาจขนาดนี้มาก่อนเลย”
เสียงซุบซิบชื่นชมดังกระหึ่มขึ้นรอบทิศทาง เสิ่นซือซือที่ยืนอยู่กลางฟลอร์เบิกตากว้าง มือที่เกาะแขนโจวหมิงเจ๋อจิกแน่นจนเล็บแทบหัก รอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้าแข็งค้างไปทันที
ทำไมนังอวิ๋นซีถึงไม่ได้ใส่ชุดสีชมพูนั่น แล้วหน้ากากทองคำบ้าๆ นั่นมันไปเอามาจากไหน!
หลินหว่านหรูหน้าเสีย รีบเดินปรี่เข้าไปหาลูกสาวแท้ๆ ด้วยความไม่พอใจ “อวิ๋นซี! ทำไมแกไม่ใส่ชุดที่ฉันเตรียมไว้ให้ แล้วไปเอาหน้ากากงิ้วที่ไหนมาใส่ประจานตัวเองฮะ ถอดออกเดี๋ยวนี้เลยนะ”
อวิ๋นซีปรายตามองมารดาด้วยสายตาเย็นเยียบภายใต้หน้ากากทองคำ “หน้ากากงิ้วงั้นหรือคะ คุณแม่คะ หากตาไม่ถึงก็อย่าพูดเสียงดังให้คนอื่นเขาสมเพชเลยค่ะ ชุดที่คุณแม่ส่งไปให้ ถ้าฉันใส่มางานนี้ ตระกูลเสิ่นต่างหากที่จะถูกประจานว่าจ้างตัวตลกมาร่วมงาน”
“แก... แกล้าเถียงฉันเหรอ!” หลินหว่านหรูโกรธจนหน้าสั่น
โจวหมิงเจ๋อเห็นว่าหลินหว่านหรูถูกรังแก จึงรีบก้าวออกมายืนขวางหน้าอวิ๋นซี ทำท่าทีปกป้อง “เสิ่นอวิ๋นซี คุณทำตัวให้น่ารักเหมือนซือซือบ้างไม่ได้หรือไง แม่คุณหวังดีเลือกชุดให้ แต่คุณกลับเอาหน้ากากตลาดนัดมาใส่เรียกร้องความสนใจ แถมยังก้าวร้าวผู้ใหญ่อีก ผู้หญิงที่ไม่มีมารยาทแบบคุณ ชาตินี้ผมไม่มีวันลดตัวลงไปแต่งงานด้วยหรอก”
คำพูดของเขาเสียงดังพอที่จะทำให้แขกหลายคนรอบๆ หันมามองเป็นตาเดียว เสิ่นซือซือลอบยิ้มสะใจ แม้อวิ๋นซีจะไม่ได้ใส่ชุดตัวตลกมา แต่การถูกคู่หมั้นด่าทอและหักหน้ากลางงานสังคม ก็ทำให้เธออับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีได้อยู่ดี
แต่อวิ๋นซีกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน เธอยกมือขึ้นกอดอก มุมปากยกยิ้มเหยียดหยัน
“คุณชายโจว ฉันต้องขอบคุณจริงๆ ที่คุณกรุณาปฏิเสธ เพราะฉันเองก็ไม่อยากใช้อากาศหายใจร่วมกับผู้ชายที่ตาบอดแยกไม่ออกระหว่างเพชรแท้กับกรวดทราย” อวิ๋นซีพูดเสียงดังฟังชัด “ส่วนหน้ากากที่คุณหาว่าเป็นของตลาดนัด... ฉันเกรงว่าต่อให้ขายบริษัทตระกูลโจวของคุณทิ้งทั้งบริษัท ก็ยังไม่มีปัญญาซื้อมันได้แม้แต่ครึ่งซีกหรอกค่ะ”
“นี่คุณกล้าดูถูกตระกูลโจวของผมเหรอ!” โจวหมิงเจ๋อเลือดขึ้นหน้า
“เดี๋ยวก่อน! ทุกคนช่วยหลีกทางหน่อย!”
เสียงสั่นเครือของชายชราคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ แขกในงานต่างแหวกทางให้ชายร่างผอมบางสวมแว่นตากรอบหนาเดินเข้ามาใกล้ เขาคือศาสตราจารย์ฟาง ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุระดับแนวหน้าของประเทศ และเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของเถ้าแก่หลิว
ศาสตราจารย์ฟางเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าอวิ๋นซี ดวงตาเบิกกว้างภายใต้กรอบแว่น มือที่เหี่ยวย่นสั่นระริกขณะชี้ไปที่หน้ากากทองคำบนใบหน้าของเธอ
“คุณหนู... ผมขอเสียมารยาทขอดูหน้ากากของคุณใกล้ๆ ได้หรือไม่”
อวิ๋นซีลดมือลงและพยักหน้าอนุญาตอย่างสง่างาม “เชิญค่ะศาสตราจารย์”
ชายชราหยิบแว่นขยายขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท ส่องดูรายละเอียดการสลักลายหงส์และเทคนิคการฝังอัญมณี เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก น้ำตาแทบจะปริ่มออกมาด้วยความตื่นเต้น
“สวรรค์! นี่มันเทคนิค ‘จินซือเหนียว’ การดึงเส้นทองคำที่สูญหายไปตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนชัดๆ รอยสลักแต่ละเส้นไม่มีการบัดกรี แต่ใช้วิธีถักทอเข้าด้วยกัน ทับทิมและไข่มุกเหล่านี้ล้วนเป็นของบรรณาการระดับแคว้น...” ศาสตราจารย์ฟางหันไปมองแขกในงานด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน “นี่ไม่ใช่ของปลอม และไม่ใช่ของตลาดนัด แต่มันคือโบราณวัตถุของแท้ระดับสมบัติชาติ! มูลค่าของมัน ประเมินค่าไม่ได้!”
สิ้นคำประกาศของศาสตราจารย์ฟาง ทั้งห้องบอลรูมก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาที่ดังสนั่นยิ่งกว่าเดิม
“สมบัติชาติ! คุณพระช่วย ตระกูลเสิ่นไปได้ของล้ำค่าขนาดนี้มาได้ยังไง”
“เมื่อกี้คุณชายโจวบอกว่าเป็นของตลาดนัดไม่ใช่เหรอ ฮ่าๆๆ ช่างตาถั่วเสียจริง”
“คุณหนูใหญ่สกุลเสิ่นช่างสง่างามคู่ควรกับสมบัติชิ้นนี้จริงๆ รัศมีข่มคุณหนูรองที่ใส่ชุดฟูฟ่องนั่นจนดูเป็นเด็กรำวงไปเลย”
เสียงซุบซิบนินทาที่เคยโจมตีอวิ๋นซี พลิกกลับมาทิ่มแทงโจวหมิงเจ๋อและเสิ่นซือซืออย่างจัง โจวหมิงเจ๋อหน้าแดงสลับเขียว รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี ส่วนเสิ่นซือซือกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและริษยาขั้นสุด
หลินหว่านหรูและเสิ่นเจ๋อหมิงถึงกับพูดไม่ออก พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอวิ๋นซีมีของล้ำค่าเช่นนี้อยู่ในครอบครอง
“ไม่ทราบว่าคุณหนูได้สมบัติชิ้นนี้มาได้อย่างไรครับ” ศาสตราจารย์ฟางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ฉันได้มาจากมรดกตกทอดของครอบครัวฝั่งมารดาบุญธรรมที่เลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่เด็กค่ะ” อวิ๋นซีแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างแนบเนียน พร้อมรอยยิ้มบางๆ “พอดีได้ยินว่าเถ้าแก่หลิวชื่นชอบศิลปะโบราณ และท่านเองก็สนิทสนมกับเถ้าแก่หลิว ฉันจึงตั้งใจสวมใส่มันมาในคืนนี้ เผื่อว่าจะมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องของเก่ากับท่านบ้าง”
ศาสตราจารย์ฟางได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ฮ่าๆๆ ยอดเยี่ยม! เถ้าแก่หลิวจะต้องตื่นเต้นมากแน่ๆ ถ้ารู้ว่ามีคนรุ่นใหม่ที่รักและครอบครองสมบัติระดับนี้อยู่ คุณหนูเสิ่น คืนพรุ่งนี้เถ้าแก่หลิวจะจัดงานเสวนาน้ำชาที่คฤหาสน์ส่วนตัว ผมขอเป็นตัวแทนเชิญคุณไปร่วมงานด้วยตนเองเลยนะ”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ” อวิ๋นซีค้อมศีรษะรับคำเชิญอย่างสง่างาม
หมากตัวแรกเดินลงบนกระดานอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแต่ฉีกหน้าครอบครัวและคู่หมั้นจอมปลอมจนย่อยยับ แต่ยังเปิดประตูสู่อำนาจใหม่ได้อย่างงดงาม
อวิ๋นซีปรายตามองเสิ่นซือซือที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ มุมปากของอดีตฮองเฮายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
คิดจะใช้หน้ากากจอมปลอมมาเหยียบย่ำฉันงั้นหรือ วันนี้ฉันจะสอนให้รู้เอง ว่าการถูกตบหน้าด้วยอำนาจที่แท้จริง มันเจ็บปวดแค่ไหน!
