ตอนที่ 4: การเจรจาของพญาหงส์และมังกร
สายตาที่ประสานกันกลางอากาศราวกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นปะทะกัน เสิ่นอวิ๋นซียืนนิ่งงัน เล็บที่เกร็งจิกเข้าฝ่ามือค่อยๆ คลายออกช้าๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวในอก
อดีตสวามีของเธอตายไปแล้ว ตายไปพร้อมกับความหนาวเหน็บในตำหนักคุนหนิง บุรุษตรงหน้าแม้จะมีโครงหน้าหล่อเหลาเย็นชาพิมพ์เดียวกันไม่ผิดเพี้ยน แต่เสื้อผ้า ทรงผม และกลิ่นอายของวิสกี้ที่ลอยจางๆ บ่งบอกชัดเจนว่าเขาคือคนของยุคปัจจุบัน เป็นเพียงมหาเศรษฐีที่มีอำนาจล้นฟ้า ไม่ใช่โอรสสวรรค์ที่กุมชีวิตคนนับหมื่นอีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น กำแพงน้ำแข็งในใจก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แววตาที่เคยสับสนแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและว่างเปล่า ราวกับกำลังมองเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดาน
ฉีเยวี่ยนไม่ทันสังเกตเห็นกระแสคลื่นใต้น้ำระหว่างคนทั้งสอง เขากระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความเงียบ ก่อนจะเดินนำกล่องผ้าไหมไปวางลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าลู่จิ้งถิง
“ท่านประธานลู่ ขออภัยที่มารบกวนเวลาพักผ่อน แต่ของชิ้นนี้รับรองว่าคู่ควรกับเวลาอันมีค่าของคุณแน่นอน ปิ่นทองคำประดับทับทิมเลือดนกพิราบและไข่มุกสายเลือดจากหนานไห่ ของแท้จากราชวงศ์ก่อน สภาพสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์”
ลู่จิ้งถิงเพียงแค่ปรายตามองกล่องไม้บนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาที่ร่างบางในชุดเดรสสีดำอีกครั้ง
“ผมไม่ชอบเจรจาผ่านคนกลาง” น้ำเสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้น นิ้วเรียวยาวเคาะขอบแก้วคริสตัลเป็นจังหวะ “ในเมื่อเจ้าของของมันยืนอยู่ตรงนี้ ก็ให้เธอเป็นคนอธิบายมา ว่าทำไมผมต้องควักเงินซื้อเศษทองเก่าๆ ชิ้นนี้”
อวิ๋นซีแค่นยิ้มในใจ เศษทองเก่าๆ อย่างนั้นหรือ ชาติก่อนเป็นคนประทานให้เธอกับมือแท้ๆ มาชาตินี้กลับมองไม่เห็นค่า ช่างน่าขันนัก
หญิงสาวก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้โซฟาตัวยาว แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าใกล้ในระยะสามเมตร เฉินเฟิงที่ยืนอยู่หน้าประตูก็รีบก้าวพรวดเข้ามาขวางหน้าไว้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“หยุดอยู่ตรงนั้นครับคุณผู้หญิง กรุณารักษาระยะห่างจากท่านประธานด้วย”
เฉินเฟิงรู้ดีกว่าใคร เจ้านายของเขามีอาการเกลียดความสกปรกเข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะกับผู้หญิง หากมีสตรีใดกล้าเข้าใกล้ในระยะประชิด ท่านประธานจะเกิดอาการคลื่นไส้และผื่นแดงขึ้นตามตัวทันที เคยมีดาราสาวชื่อดังพยายามจะแกล้งสะดุดล้มใส่อกเขา ผลคือเธอถูกบอดี้การ์ดโยนออกไปนอกคลับและถูกแบนจากวงการธุรกิจอย่างถาวร
แต่อวิ๋นซีไม่ได้สนใจคำเตือน เธอปรายตามองเฉินเฟิงด้วยสายตาที่ทำให้เลขาหนุ่มถึงกับสะดุ้ง มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจกดข่มจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดมหันต์
“ถอยไป”
คำสั่งสั้นๆ แต่เฉียบขาดไม่ได้หลุดมาจากปากของอวิ๋นซี แต่เป็นลู่จิ้งถิงที่ยกมือขึ้นปรามเลขาของตนเอง ทำเอาทั้งเฉินเฟิงและฉีเยวี่ยนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะ เขามองหญิงสาวที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความแปลกใจลึกๆ ปกติแล้วร่างกายของเขาจะมีปฏิกิริยาต่อต้านทันที แต่กับผู้หญิงคนนี้ นอกจากเขาจะไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนแล้ว เขากลับได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยฤดูหนาวที่ทำให้รู้สึกสงบอย่างประหลาด
อวิ๋นซีทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้าม ท่วงท่าการนั่งหลังตรงและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยของเธอ ไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังมาขอร้องให้เขารับซื้อของ แต่ดูเหมือนผู้ปกครองที่กำลังเจรจาธุรกิจกับเจ้าเมืองประเทศราช
“ของชิ้นนี้ไม่ใช่เศษทอง” เธอเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มันคือปิ่นประจำตำแหน่งของฮองเฮา เทคนิคการฝังไข่มุกและทับทิมโดยไร้รอยต่อแบบนี้ ในยุคปัจจุบันไม่มีช่างคนไหนทำได้อีกแล้ว มูลค่าทางประวัติศาสตร์ของมันประเมินค่าไม่ได้ หากคุณประมูลมันไปเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัว หรือใช้เป็นผลงานชิ้นเอกในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ลู่กรุ๊ป มันจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจของคุณได้อีกหลายเท่าตัว”
ลู่จิ้งถิงเอนหลังพิงพนักโซฟา สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเธอ “ความรู้เรื่องของเก่าไม่เลว แต่เถ้าแก่ฉีคงบอกคุณแล้วกระมัง ว่าผมเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่องค์กรการกุศล การรับซื้อของที่ไม่มีที่มาที่ไป มันมีความเสี่ยง”
“ความเสี่ยงนั้นแลกมากับกำไรมหาศาล” อวิ๋นซีสวนกลับทันควัน “ฉันต้องการสามร้อยล้านหยวน ภายในคืนนี้ และต้องเป็นเงินที่ผ่านการฟอกให้ขาวสะอาดเรียบร้อยแล้ว แลกกับปิ่นเล่มนี้”
ฉีเยวี่ยนที่ยืนฟังอยู่แทบจะเอามือกุมขมับ ผู้หญิงคนนี้ใจกล้าเกินไปแล้ว กล้ามาตั้งเงื่อนไขต่อรองกับมัจจุราชแห่งวงการธุรกิจอย่างลู่จิ้งถิงได้อย่างไร
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่เดาอารมณ์ไม่ออก “สามร้อยล้านไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม แต่เหตุผลอะไรที่ผมต้องยอมลำบากฟอกเงินก้อนนี้ให้คุณด้วย ในเมื่อผมสามารถกดราคาคุณเหลือแค่ร้อยล้าน คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมขายอยู่ดี”
“ใครบอกว่าฉันไม่มีทางเลือก” อวิ๋นซียืดตัวขึ้น แววตาเปล่งประกายความมั่นใจ “บนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ลู่กรุ๊ปที่มีเงินทุน หากคุณไม่รับข้อเสนอนี้ ฉันก็แค่เดินออกจากห้องไป แต่คุณจะพลาดโอกาสครอบครองสมบัติชิ้นนี้ไปตลอดกาล และที่สำคัญกว่านั้น”
เธอจงใจลากเสียงยาว ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “คุณจะพลาดโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับฉัน”
ประโยคนี้ทำเอาลู่จิ้งถิงหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ มันไม่ใช่การหัวเราะเยาะ แต่เป็นความสนใจที่ถูกจุดประกายขึ้นอย่างแท้จริง ผู้หญิงคนนี้ช่างอวดดีและเย่อหยิ่งเสียจนน่าหมั่นไส้ แต่ความเย่อหยิ่งนั้นกลับดูเป็นธรรมชาติราวกับมันฝังอยู่ในร่างกายของเธอมาตั้งแต่เกิด
“ร่วมงานกับคุณ” เขาทวนคำ “คุณคิดว่าตัวเองมีค่าพอที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ของลู่กรุ๊ปเชียวหรือ”
“ตอนนี้อาจจะยัง แต่ในอนาคตอันใกล้ คุณจะได้เห็นเอง” อวิ๋นซีตอบกลับอย่างหนักแน่น “ปิ่นเล่มนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ฉันยังมีความสามารถในการประเมินและคัดกรองของโบราณที่คุณคาดไม่ถึง หากคุณช่วยจัดการเรื่องเงินทุนก้อนนี้ให้ฉันอย่างหมดจด ถือเสียว่าคุณได้ซื้อคอนเน็กชันกับผู้เชี่ยวชาญด้านของเก่าที่เก่งที่สุดไปก็แล้วกัน”
ความกล้าหาญของเธอทำให้ลู่จิ้งถิงต้องมองเธอใหม่ เขาเป็นคนอ่านคนเก่ง เพียงแค่สบตา เขาก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้พูดเล่นจงใจโอ้อวด แต่เธอมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเองอย่างเปี่ยมล้น
และที่น่าสนใจที่สุดคือ สายตาที่เธอมองเขา มันไม่มีความชื่นชม หลงใหล หรือหวาดกลัวเหมือนผู้หญิงคนอื่น แต่มันมีความรังเกียจเจือปนอยู่จางๆ เขาจดจำใบหน้าคนแม่นยำ มั่นใจว่าไม่เคยพบเธอมาก่อน แล้วทำไมเธอถึงมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น
“ตกลง”
คำตอบสั้นๆ ของลู่จิ้งถิงทำเอาเฉินเฟิงและฉีเยวี่ยนแทบหยุดหายใจ ท่านประธานยอมรับข้อเสนอที่เสียเปรียบแบบนี้ง่ายๆ ได้อย่างไร
“ผมจะให้เฉินเฟิงจัดการโอนเงินสามร้อยล้านเข้าบัญชีของคุณผ่านกองทุนต่างประเทศของลู่กรุ๊ป รับรองว่าขาวสะอาดและตรวจสอบไม่ได้” ลู่จิ้งถิงพูดพลางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดสั่งการ “แต่จำคำพูดของคุณเอาไว้ให้ดี ถ้าวันหนึ่งผมพบว่าคุณไม่มีค่าพออย่างที่ราคาคุยไว้ ผมจะตามทวงเงินก้อนนี้คืนทุกบาททุกสตางค์ พร้อมดอกเบี้ยที่คุณไม่มีปัญญาจ่าย”
“เตรียมบัญชีของคุณรอรับผลกำไรไว้เถอะ” อวิ๋นซีตอบกลับเสียงเรียบ เธอหยิบกระดาษแผ่นเล็กออกจากกระเป๋า เขียนเลขบัญชีธนาคารลงไปแล้ววางไว้บนโต๊ะ
“ยินดีที่ได้ทำธุรกิจด้วย ท่านประธานลู่”
หญิงสาวลุกขึ้นยืน หมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองผลงานศิลปะล้ำค่าที่ตัวเองเพิ่งขายไป ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ ไม่มีความตื่นเต้นดีใจที่ได้เงินก้อนโต มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น
ลู่จิ้งถิงมองตามแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงจนลับสายตา ก่อนจะหันไปหาเลขาคนสนิท
“เฉินเฟิง”
“ครับท่านประธาน”
“ไปสืบประวัติผู้หญิงคนนั้นมา เอาให้ละเอียดที่สุดตั้งแต่เกิดจนถึงวินาทีนี้ ฉันต้องการรู้ว่าเธอเป็นใคร”
“ได้ครับ” เฉินเฟิงรับคำ ก่อนจะอดถามไม่ได้ “ท่านประธานครับ ของชิ้นนี้มูลค่าสูงมากก็จริง แต่การฟอกเงินสามร้อยล้านให้คนแปลกหน้า มันผิดวิสัยการทำธุรกิจของคุณนะครับ”
ลู่จิ้งถิงหยิบปิ่นทองคำขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ แสงสะท้อนจากทับทิมอาบไล้ใบหน้าคมคายของเขา รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ผิดวิสัยแล้วอย่างไร บางครั้งการลงทุนที่น่าสนใจที่สุด ก็ไม่ใช่การลงทุนในวัตถุ แต่เป็นการลงทุนในตัวคน” เขาโยนปิ่นกลับลงไปในกล่องอย่างไม่ใส่ใจนัก “และผู้หญิงคนนี้ ก็น่าสนใจกว่าเศษทองพวกนี้หลายเท่านัก”
ลมหนาวพัดมาปะทะใบหน้าเมื่ออวิ๋นซีเดินออกจากคลับจิ่วหลง แต่เธอกลับรู้สึกปลอดโปร่งอย่างประหลาด เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เมื่อหยิบขึ้นมาดู ก็พบยอดเงินจำนวนสามร้อยล้านหยวนถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว โดยระบุที่มาว่าเป็นรายได้จากการลงทุนในกองทุนต่างประเทศ
เงินจำนวนนี้มากพอที่จะทำให้เธอหลุดพ้นจากข้อจำกัดของตระกูลเสิ่น และมากพอที่จะใช้เป็นทุนรอนในการสร้างบัลลังก์ใหม่ของตัวเอง
หญิงสาวเรียกแท็กซี่เพื่อเดินทางกลับคฤหาสน์ ระหว่างทางเธอใช้โทรศัพท์ค้นหาข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติม ตอนนี้เธอมีเงินแล้ว สิ่งที่ขาดคือคนทำงานที่ไว้ใจได้ ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีและเอกสารทางกฎหมายเป็นสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้อีกมาก เธอต้องการผู้ช่วยที่ฉลาดและซื่อสัตย์มาจัดการเรื่องจุกจิกเหล่านี้แทน
เมื่อรถจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น ไฟในบ้านยังคงสว่างไสว อวิ๋นซีเดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบ แต่เพิ่งก้าวพ้นประตูห้องโถง เธอก็พบกับเสิ่นอี้เฉินที่นั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่บนโซฟาตัวใหญ่
พี่ชายคนโตกอดอกแน่น เมื่อเห็นอวิ๋นซีเดินเข้ามา เขาก็ลุกขึ้นพรวดพราด
“แอบหนีออกไปเที่ยวกลางคืนในขณะที่น้องสาวตัวเองต้องนอนตรวจกระดูกสันหลังอยู่ที่โรงพยาบาล แกนี่มันไร้หัวใจจริงๆ เสิ่นอวิ๋นซี” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
อวิ๋นซีปรายตามองผู้เป็นพี่ชาย ชั่วขณะหนึ่งเธอรู้สึกเวทนาความโง่เขลาของเขา แต่เพียงไม่นานความรู้สึกนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชา
“ฉันจะไปไหนมันก็สิทธิ์ของฉัน ร่างกายเป็นของฉัน เงินที่ใช้ก็นั่งรถแท็กซี่ไปเอง ไม่ได้เดือดร้อนกระเป๋าเงินตระกูลเสิ่นสักแดงเดียว” เธอตอบกลับเสียงเรียบ “ส่วนคนที่นอนหยอดน้ำเกลือ ถ้าร่างกายอ่อนแอขนาดนั้น ก็แนะนำให้ไปเกิดใหม่เป็นเต้าหู้เถอะ จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่น”
“เสิ่นอวิ๋นซี!” เสิ่นอี้เฉินโกรธจนหน้าแดงก่ำ ชี้หน้าด่า “ปากดีนักนะ พรุ่งนี้คุณปู่จะเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ พอรู้เรื่องที่แกทำร้ายซือซือ แกเตรียมตัวถูกไล่ออกจากบ้านได้เลย”
ชื่อของบุคคลใหม่ทำให้อวิ๋นซีชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบันได
เสิ่นไท่ซาน ผู้นำที่แท้จริงของตระกูลเสิ่น ผู้กุมหุ้นใหญ่ของเสิ่นกรุ๊ป ชายชราที่เด็ดขาดและมองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ ในความทรงจำของร่างเดิม คุณปู่คนนี้ไม่เคยมองหลานสาวที่ถูกสลับตัวไปอย่างเธอด้วยสายตาเอ็นดูเลยแม้แต่น้อย เขาสนใจเพียงแค่เสิ่นซือซือที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่งดงามให้ตระกูลได้
แต่สำหรับฮองเฮาที่ผ่านการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักมาอย่างโชกโชน คนประเภทนี้นี่แหละที่เจรจาด้วยง่ายที่สุด เพราะพวกเขาไม่สนความสัมพันธ์ทางสายเลือด สนเพียงแค่ใครมีประโยชน์มากกว่ากัน
อวิ๋นซีหันกลับมามองพี่ชายด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เสิ่นอี้เฉินรู้สึกเย็นเยือกไปถึงหลังคอ
“งั้นก็ดีเลย ฝากบอกแม่กับพ่อด้วยล่ะ ว่าเตรียมตัวต้อนรับคุณปู่ให้ดี” เธอเว้นจังหวะ สายตาฉายแววท้าทาย “เพราะฉันเอง ก็มีของขวัญชิ้นใหญ่เตรียมไว้รอรับขวัญคุณปู่เหมือนกัน”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไป ปล่อยให้เสิ่นอี้เฉินยืนสับสนกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวของน้องสาวตัวเอง
ประตูห้องนอนถูกปิดลง อวิ๋นซีทิ้งตัวลงบนเตียงกว้าง มองตัวเลขสามร้อยล้านในบัญชีธนาคาร
การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น พรุ่งนี้เมื่อชายชราผู้กุมอำนาจกลับมาถึง คฤหาสน์ตระกูลเสิ่นแห่งนี้จะต้องมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเธอนี่แหละ จะเป็นคนเปิดกระดานหมากรุกกระดานใหม่ด้วยมือของเธอเอง
