บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2: กฎของวังหลัง

แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอน เสิ่นอวิ๋นซีลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่นกว่าเมื่อคืนมาก ร่างกายนี้แม้จะผอมบางไปสักหน่อยแต่ก็ปรับตัวรับกับวิญญาณดวงใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ เธอหยัดกายลุกขึ้นนั่ง พลางยกมือขึ้นลูบคลำจี้หยกจักรพรรดิที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านจากเนื้อหยกทะลุผ่านผิวหนัง คล้ายกำลังปลอบประโลมและเรียกขวัญกำลังใจให้ผู้เป็นนาย

ฮองเฮาผู้อาภัพตายไปแล้ว ตอนนี้มีเพียงเสิ่นอวิ๋นซี คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นเท่านั้น

หญิงสาวลุกจากเตียง จัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดลำลองที่ดูทะมัดทะแมง เธอเลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็กสีดำเรียบง่าย แต่เมื่อสวมทับลงบนเรือนร่างที่มีท่วงท่าสง่างามตามแบบฉบับสตรีชั้นสูง กลับขับเน้นให้ออร่าความเยือกเย็นโดดเด่นขึ้นมาอย่างประหลาด

ยังไม่ทันที่เธอจะได้วางแผนเรื่องการหาเงินทุน เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังตึงตังมาจากโถงทางเดิน ตามด้วยเสียงทุบประตูห้องอย่างร้อนรน

ปังๆๆ!

“คุณหนูใหญ่คะ! แย่แล้วค่ะ คุณหนูซือซืออาการกำเริบ ตอนนี้หน้าซีดเผือดไปหมดแล้ว คุณผู้หญิงให้มารียกคุณหนูใหญ่ไปดูผลงานตัวเองเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!” เสียงของสาวใช้คนสนิทของหลินหว่านหรูตะโกนผ่านบานประตูเข้ามา น้ำเสียงไม่ได้มีความเคารพเลยแม้แต่น้อย

อวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากกดลึกลงเป็นรอยยิ้มหยัน อาการกำเริบอย่างนั้นหรือ แผลถลอกเท่าแมวข่วนที่หน้าผากเมื่อวานเนี่ยนะจะทำให้ถึงขั้นจับไข้หน้าซีด

มุกป่วยการเมืองเรียกร้องความสนใจแบบนี้ พวกสนมปลายแถวในวังหลังยุคก่อนชอบใช้กันนักเวลาที่ต้องการแย่งป้ายชื่อจากฮ่องเต้ ไม่คิดเลยว่าสตรีหน้าไม่อายในยุคปัจจุบันก็ยังนิยมใช้วิธีตื้นเขินนี้อยู่

“รู้แล้ว” เธอตอบกลับสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู สาวใช้หน้าห้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับสายตาคมปลาบที่ตวัดมองมา อวิ๋นซีไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเพียงแค่เดินนำหน้าตรงไปยังห้องของเสิ่นซือซือด้วยท่วงท่าเนิบนาบ ไม่ได้มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย

เมื่อประตูห้องนอนหรูหราของเสิ่นซือซือถูกผลักออก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือละครฉากใหญ่ที่จัดเตรียมไว้อย่างดี

บนเตียงกว้างขนาดคิงไซส์ ร่างบอบบางของเสิ่นซือซือนอนกระสับกระส่ายอยู่ใต้ผ้าห่ม ใบหน้าที่เคยจิ้มลิ้มพริ้มเพราตอนนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผาก เธอกำลังไอโขลกอย่างหนักจนตัวโยน โดยมีหลินหว่านหรูนั่งจับมืออยู่ข้างเตียงด้วยน้ำตานองหน้า ส่วนเสิ่นอี้เฉินยืนหน้าเครียดอยู่ปลายเตียง คอยสั่งให้สาวใช้เช็ดตัวลดไข้ให้ผู้เป็นน้องสาว

“อวิ๋นซี! แกยังมีหน้าเดินลอยชายเข้ามาอีกเหรอ ดูสิว่าแกทำอะไรลงไป ซือซือช็อกจนไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ ถ้าก้านสมองน้องได้รับการกระทบกระเทือนจากตอนที่แกผลักตกบันไดจะทำยังไง” หลินหว่านหรูหันมาตวาดลั่นทันทีที่เห็นหน้าลูกสาวแท้ๆ

เสิ่นซือซือรีบคว้าแขนเสื้อของมารดาเลี้ยงไว้แน่น ส่งเสียงแหบพร่าอย่างน่าสงสาร “คุณแม่คะ อย่าดุพี่อวิ๋นซีเลย ซือซือร่างกายอ่อนแอเอง ไม่เกี่ยวกับพี่เขาหรอกค่ะ แค่ได้เห็นพี่อวิ๋นซีปลอดภัยดี ซือซือก็ดีใจแล้ว แค่กๆ”

พูดจบก็ไอออกมาอีกระลอกใหญ่ เสิ่นอี้เฉินเห็นดังนั้นก็ทนไม่ได้ ปรี่ตรงเข้ามาหาอวิ๋นซีหมายจะลากตัวเธอไปคุกเข่าขอโทษข้างเตียง แต่อวิ๋นซีกลับขยับเบี่ยงตัวหลบอย่างรู้ทัน ทำให้มือของชายหนุ่มคว้าได้เพียงอากาศธาตุ

“แกยังจะหลบอีก เป็นคนทำร้ายน้องแท้ๆ จิตใจแกมันทำด้วยอะไรฮะ” พี่ชายตวาดใส่

อวิ๋นซีไม่สะทกสะท้าน เธอกวาดสายตามองการแสดงอันยอดเยี่ยมของดอกบัวขาวบนเตียง ปากบอกไม่เป็นไร แต่จงใจแต่งหน้าทารองพื้นผิดเบอร์จนหน้าวอก ทาลิปสติกสีนู้ดให้ดูป่วย แถมยังแอบเอาน้ำอุ่นประคบหน้าผากให้ดูเหมือนคนตัวร้อนจัด

หึ ละครปาหี่หลอกคนโง่

“แม่พูดถูกแล้วค่ะ” จู่ๆ อวิ๋นซีก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันเจือความร้อนรนและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด จนทุกคนในห้องชะงักงัน “อาการของน้องซือซือดูหนักหนามากจริงๆ แผลถลอกที่หน้าผากอาจจะลามไปถึงเส้นเลือดในสมองอย่างที่แม่ว่า ร่างกายคนเราบอบบางนัก ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด”

หลินหว่านหรูขมวดคิ้ว ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นเด็กก้าวร้าวคนนี้ยอมรับผิดง่ายๆ “ระ...รู้ตัวก็ดีแล้ว งั้นแกก็รีบมาเช็ดตัวให้น้องซะ เป็นการไถ่โทษ”

“เช็ดตัวแค่นี้จะไปพออะไรคะแม่” อวิ๋นซีก้าวเข้าไปใกล้เตียง สวมบทบาทพี่สาวแสนดีที่ห่วงใยน้องสาวจับใจ “อาการช็อกกะทันหันแบบนี้ อันตรายถึงชีวิตเชียวนะคะ ฉันในฐานะต้นเหตุ จะนิ่งดูดายให้คนในบ้านมามัวเช็ดตัวงูๆ ปลาๆ ได้ยังไง ฉันจัดการเรียกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองจากโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งมาให้แล้วค่ะ”

คำพูดนั้นทำเอาเสิ่นซือซือเบิกตากว้างภายใต้เปลือกตาที่หรี่ปรือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างนั้นหรือ ถ้าหมอมาตรวจแล้วพบว่าเธอสบายดีไม่ได้เป็นไข้ ความลับที่เธอแกล้งป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจก็แตกกันพอดี

“พะ...พี่อวิ๋นซี ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ซือซือนอนพักสักหน่อยก็คงดีขึ้น” เสิ่นซือซือรีบแย้ง เสียงที่เคยแหบพร่าเมื่อครู่กลับมาใสแจ๋วขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะรีบแกล้งไอต่อเพื่อกลบเกลื่อน

“ได้ยังไงกัน เธอเป็นถึงคุณหนูที่ตระกูลเสิ่นรักดั่งแก้วตาดวงใจ จะมาทนนอนซมอยู่แบบนี้ได้ยังไง” อวิ๋นซีฉีกยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “อ้อ แล้วเมื่อกี้ฉันบังเอิญเห็นนักข่าวสายสังคมกับเพจซุบซิบดาราอยู่แถวหน้าหมู่บ้านพอดี เลยตะโกนบอกพวกเขาไปแล้วว่าตระกูลเสิ่นรักและห่วงใยลูกบุญธรรมมากแค่ไหน ถึงขนาดยอมจ่ายเงินจ้างทีมแพทย์ฉุกเฉินระดับวีไอพีมารักษาแผลมดกัด เอ้ย แผลกระทบกระเทือนทางสมอง ป่านนี้นักข่าวคงมารอทำข่าวหน้าบ้านเต็มไปหมดแล้วล่ะ”

“แกว่ายังไงนะ นักข่าวเหรอ” เสิ่นอี้เฉินหน้าถอดสี เขาเป็นนักธุรกิจ ย่อมรู้ดีว่าภาพลักษณ์ของตระกูลสำคัญแค่ไหน หากเรื่องที่น้องสาวทะเลาะกันจนถึงขั้นต้องเรียกรถพยาบาลหลุดออกไป หุ้นของบริษัทต้องร่วงแน่นอน

ปี๊บๆๆๆ หวอๆๆๆ

ยังไม่ทันขาดคำ เสียงไซเรนของรถพยาบาลก็ดังก้องมาจากหน้าคฤหาสน์ ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายของสาวใช้ด้านล่างที่พยายามกั้นบรรดานักข่าวที่แห่กันมากดชัตเตอร์แสงแฟลชวูบวาบทะลุหน้าต่างกระจกเข้ามาถึงในห้อง

เสิ่นซือซือหน้าซีดของจริง ไม่ใช่ซีดเพราะรองพื้น เธอแค่อยากแกล้งป่วยให้พ่อแม่สงสารและเกลียดอวิ๋นซีมากขึ้น ไม่ได้อยากให้เรื่องมันใหญ่โตระดับประเทศแบบนี้

“พี่อวิ๋นซี พี่ทำบ้าอะไรลงไป” ซือซือเผลอตวาดเสียงเข้ม ลืมตัวตนอ่อนแอไปชั่วขณะ

อวิ๋นซีเลิกคิ้ว ยืนกอดอกมองร่างบนเตียงด้วยสายตาสมเพช “อ้าว ฉันก็กำลังช่วยเธออยู่นี่ไง อยากป่วยไม่ใช่เหรอ ก็เลยหาหมอมาให้ แถมยังหาพื้นที่สื่อให้เธอได้โชว์ความน่าสงสารอวดสายตาชาวโลกด้วย พี่สาวที่แสนดีขนาดนี้ จะหาได้จากที่ไหนอีก”

“นี่แกจงใจประจานตระกูลตัวเองงั้นเหรอ” หลินหว่านหรูชี้หน้าลูกสาวแท้ๆ มือสั่นระริก

“แม่คะ สมองมีก็หัดคิดบ้าง ฉันประจานตระกูลตรงไหน ฉันกำลังทำให้สังคมเห็นว่าสกุลเสิ่นไม่เคยทอดทิ้งลูกเลี้ยงต่างหาก” อวิ๋นซีสวนกลับทันควัน “หรือว่า... ที่ซือซือไม่อยากเจอหมอ เพราะความจริงแล้วไม่ได้ป่วย แค่สำออยเรียกร้องความสนใจกันแน่”

คำพูดแทงใจดำทำเอาเสิ่นซือซือสะดุ้งเฮือก หลินหว่านหรูและเสิ่นอี้เฉินหันมามองคนบนเตียงด้วยสายตาที่เริ่มมีความสงสัยเจือปน

“มะ...ไม่ใช่แบบนั้นนะคะคุณแม่ ซือซือปวดหัวจริงๆ” เธอรีบแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบุรุษพยาบาลและทีมแพทย์ชุดใหญ่ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง หัวหน้าแพทย์วัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าเครื่องมือครบครัน เขาคือหมอหลี่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง ซึ่งอวิ๋นซียอมควักเงินเก็บก้อนสุดท้ายในบัญชีของเจ้าของร่างเดิมเพื่อจ้างมาโดยเฉพาะ

“คุณหนูเสิ่นซือซืออยู่ที่ไหนครับ ทางเราได้รับแจ้งว่ามีอาการช็อกและเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในสมอง” หมอหลี่เอ่ยถามเสียงเครียด

อวิ๋นซีหลีกทางให้ พร้อมผายมือไปทางเตียง “เชิญเลยค่ะคุณหมอ น้องสาวฉันเธอบอบบางมาก โดนลมพัดก็แทบจะปลิว รบกวนตรวจให้ละเอียดที่สุดเลยนะคะ เจาะเลือด สแกนสมอง เจาะน้ำไขสันหลัง ทำทุกอย่างที่จำเป็นเลยค่ะ เรื่องค่าใช้จ่ายตระกูลเสิ่นไม่อั้นอยู่แล้ว”

คำว่า ‘เจาะน้ำไขสันหลัง’ ทำเอาเสิ่นซือซือสะดุ้งสุดตัว ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง เธอไม่ได้ป่วย แค่โดนเข็มเจาะเลือดก็เจ็บจะแย่แล้ว นี่ถึงขั้นจะเจาะไขสันหลังเลยเหรอ

หมอหลี่พยักหน้ารับ เดินตรงเข้าไปตรวจเช็กม่านตาและจับชีพจรของเสิ่นซือซือทันที คิ้วของหมอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ชีพจรปกติดีนะครับ ม่านตาก็ตอบสนองแสงได้ดี ไม่มีสัญญาณของภาวะช็อกทางสมองเลย คุณหนูรู้สึกปวดหัวตรงไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ”

เสิ่นซือซืออึกอัก เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายเต็มแผ่นหลัง เธอเหลือบมองหลินหว่านหรูที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ ก่อนจะมองเลยไปเห็นรอยยิ้มเย็นเยียบราวกับปีศาจของเสิ่นอวิ๋นซีที่ยืนดูละครฉากนี้อยู่อย่างอารมณ์ดี

ถ้าตอนนี้เธอบอกว่าหายแล้ว ทุกคนต้องรู้แน่ว่าเธอตอแหล แถมนักข่าวข้างล่างก็คงเอาไปเขียนข่าวโจมตีว่าคุณหนูรองสกุลเสิ่นเรียกร้องความสนใจจนวุ่นวายไปทั้งโรงพยาบาล

ไม่มีทางเลือกอื่น ดอกบัวขาวอย่างเธอต้องเล่นละครบทนี้ต่อไปให้จบ แม้จะต้องกลืนเลือดตัวเองก็ตาม

“ซือ...ซือซือยังรู้สึกหน้ามืด แล้วก็ปวดร้าวลงไปถึงกระดูกสันหลังเลยค่ะคุณหมอ” เธอกัดฟันพูด แสร้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

หมอหลี่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ถ้าปวดร้าวลงกระดูกสันหลัง อาจจะมีผลกระทบต่อระบบเส้นประสาทจริงๆ แบบนี้คงปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องพาตัวกลับไปแอดมิทที่โรงพยาบาลเพื่อเข้าเครื่อง MRI และทำการเจาะน้ำไขสันหลังตรวจหาสารคัดหลั่งทันทีครับ”

“เอาเลยค่ะคุณหมอ พาตัวไปเลยค่ะ เพื่อความปลอดภัยของน้องสาวฉัน” อวิ๋นซีรับลูกทันที เธอหันไปสั่งบุรุษพยาบาล “รบกวนยกเปลพยาบาลเข้ามาเลยค่ะ ระวังหน่อยนะคะ กระดูกน้องสาวฉันอาจจะเปราะบางมาก”

เสิ่นซือซือเบิกตากว้าง พยายามจะอ้าปากคัดค้าน แต่เสิ่นอี้เฉินกลับพูดแทรกขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง “ดีครับคุณหมอ เอาให้ละเอียดที่สุด ถ้าน้องผมเป็นอะไรไป ผมไม่ยอมแน่”

ทีมบุรุษพยาบาลจัดการยกตัวเสิ่นซือซือที่พยายามดิ้นรนขัดขืนอยู่ลึกๆ ขึ้นเปลพยาบาลอย่างรวดเร็ว หญิงสาวถูกจับมัดสายรัดนิรภัยจนขยับตัวไม่ได้ สภาพไม่ต่างจากนักโทษที่กำลังถูกพาไปลานประหาร เธอได้แต่มองหน้าเสิ่นอวิ๋นซีด้วยสายตาเคียดแค้นอาฆาต

อวิ๋นซีเดินตามเปลพยาบาลออกไปจนถึงระเบียงชั้นสอง มองลงไปเห็นนักข่าวที่กำลังสาดแฟลชรัวๆ ใส่ร่างของซือซือที่ถูกเข็นขึ้นรถพยาบาล เธอแกล้งหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตาที่ไม่มีน้ำตาสักหยด ทำท่าทางเหมือนพี่สาวที่โศกเศร้าเสียใจต่อหน้ากล้อง

“โชคดีนะน้องรัก ขอให้สนุกกับการเจาะกระดูกสันหลังล่ะ” อวิ๋นซีกระซิบแผ่วเบากับสายลม ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ

กฎข้อแรกของการเอาตัวรอดในวังหลัง... อย่าเล่นบทเหยื่อ ถ้าไม่พร้อมที่จะเจ็บตัวจริงๆ

หลินหว่านหรูและเสิ่นอี้เฉินรีบวิ่งตามลงไปขึ้นรถของตัวเองเพื่อขับตามรถพยาบาลไป ทิ้งให้อวิ๋นซียืนอยู่ริมระเบียงเพียงลำพัง หญิงสาวทอดสายตามองขบวนรถที่แล่นออกพ้นประตูคฤหาสน์ไปจนลับตา

ความวุ่นวายจบลงชั่วคราว ตอนนี้ในบ้านไม่มีตัวเกะกะคอยกวนใจแล้ว ถึงเวลาที่เธอจะต้องจัดการเรื่องสำคัญเสียที

อวิ๋นซีหมุนตัวกลับเข้าห้อง จัดการล็อกประตูอย่างแน่นหนา เธอล้วงเข้าไปใต้คอเสื้อ ดึงจี้หยกจักรพรรดิออกมาวางไว้บนฝ่ามือ นิ้วเรียวลูบไล้ไปตามลวดลายสลักรูปมังกรและหงส์ที่เกี่ยวพันกัน หยกชิ้นนี้ไม่ใช่แค่อัญมณีล้ำค่า แต่มันคือสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกยุคปัจจุบันกับคลังสมบัติของตำหนักคุนหนิงในอดีตชาติ

เธอหลับตาลง รวบรวมสมาธิจดจ่อไปที่หยกในมือ ความรู้สึกวูบโหวงคล้ายตกลงไปในพื้นที่สุญญากาศเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัศนียภาพรอบกายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

มันไม่ใช่ห้องนอนแคบๆ อีกต่อไป แต่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยชั้นวางของทำจากไม้จันทน์หอมเรียงรายสุดลูกหูลูกตา บนชั้นเหล่านั้นอัดแน่นไปด้วยกล่องไม้แกะสลัก หีบทองเหลือง และเครื่องเคลือบดินเผาโบราณ กลิ่นอายของกาลเวลาและกลิ่นหอมของสมบัติล้ำค่าอบอวลไปทั่ว

นี่คือมิติส่วนตัวที่ซ่อนอยู่ในหยกจักรพรรดิ ท้องพระคลังส่วนพระองค์ของฮองเฮาที่กักเก็บสมบัติที่ฮ่องเต้ประทานให้เพื่อชดเชยความหมางเมินตลอดหลายสิบปี

อวิ๋นซีเดินสำรวจไปตามชั้นวางต่างๆ อย่างคุ้นเคย เธอรู้ดีว่าของชิ้นไหนอยู่ตรงไหน เธอไม่เลือกหยิบทองคำแท่งหรือของชิ้นใหญ่โต เพราะมันสะดุดตาเกินไปและหาข้ออ้างเรื่องแหล่งที่มายากในยุคปัจจุบัน เธอต้องการของชิ้นเล็กแต่มีมูลค่าสูงลิบลิ่ว และสามารถนำไปประมูลในตลาดมืดได้โดยไม่ถูกตั้งคำถามมากนัก

สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่กล่องไม้บุหลงสีแดงเข้มกล่องหนึ่ง นิ้วเรียวเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกช้าๆ

แสงสะท้อนจากอัญมณีล้อกับแสงสลัวในมิติ ปิ่นปักผมทองคำแท้สลักลวดลายดอกโบตั๋น ฝังด้วยทับทิมเม็ดงามขนาดเท่านกกระทา และประดับด้วยไข่มุกราตรีที่ส่องแสงเรืองรองในความมืด นี่คือปิ่นประจำตำแหน่งที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ในวันสถาปนาฮองเฮา

มูลค่าของมันในยุคอดีตก็ประเมินค่ามิได้อยู่แล้ว หากนำมาอยู่ในยุคปัจจุบันที่ของโบราณแท้ๆ สภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร มันคงทำเงินให้เธอได้มากพอที่จะตั้งตัวและเริ่มกระดานหมากรุกกระดานใหม่ได้อย่างสบายๆ

“แค่ปิ่นเล่มเดียว คงประมูลได้สักหลักร้อยล้านกระมัง” อวิ๋นซีพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

เธอหยิบปิ่นเล่มนั้นออกมา ก่อนจะดึงสติกลับคืนสู่โลกความจริง ภาพคลังสมบัติเลือนหายไป แทนที่ด้วยผนังห้องนอนสีขาวสะอาดตาอีกครั้ง ในมือของเธอกำปิ่นทองคำฝังทับทิมเอาไว้แน่น

ทุนรอนพร้อมแล้ว ลำดับต่อไปคือการหาคนรับซื้อที่กล้าพอจะจ่ายเงินก้อนโตโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียง

อวิ๋นซีหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องบางของเจ้าของร่างเดิมขึ้นมาค้นหาข้อมูล เป้าหมายของเธอคือ ‘ตลาดมืด’ สถานที่ที่เต็มไปด้วยเงินสีเทาและผู้มีอิทธิพล สถานที่ที่กฎเกณฑ์ของสังคมภายนอกเอื้อมไม่ถึง

นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความบางอย่างลงในเว็บบอร์ดเข้ารหัสลับ ไม่นานนักก็มีข้อความตอบกลับมาพร้อมพิกัดของโรงประมูลลับที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง สถานที่ที่ถูกควบคุมโดยเครือข่ายอำนาจมืดที่แม้แต่ตระกูลเสิ่นยังต้องเกรงใจ

ดวงตาของพญาหงส์ฉายแววมุ่งมั่น คืนนี้เธอจะก้าวออกจากกรงขังของตระกูลเสิ่น และนำสมบัติชิ้นนี้ไปเปิดประตูสู่อำนาจใหม่

ใครขวาง... มันต้องแหลกคามือเธอ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel