บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1: ตื่นขึ้นในรังอสรพิษ

กลิ่นหอมของกำยานกฤษณาที่คุ้นเคยจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงที่ลอยเตะจมูก

เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น แสงไฟสีนวลจากโคมไฟระย้าคริสตัลแยงตาจนต้องหยีลงเล็กน้อย ภาพเพดานไม้แกะสลักลวดลายมังกรหงส์ในตำหนักคุนหนิงอันวิจิตรตระการตาเลือนหายไป กลายเป็นฝ้าเพดานยิปซัมสีขาวสะอาดตาแบบศิลปะตะวันตกยุคใหม่

เสิ่นอวิ๋นซีพยายามขยับตัว ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วร่างกายราวกับถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างแล้วยัดกลับเข้าไปใหม่ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ความทรงจำสองสายไหลบ่าเข้ามากระแทกกันในหัวอย่างรุนแรง

สายหนึ่งคือภาพสตรีผู้สวมมงกุฎหงส์ นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดของวังหลัง เบื้องล่างคือเหล่าขุนนางและเธอกำนัลนับร้อยที่หมอบกราบ เสียงตะโกนก้อง ‘ขอฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี พันปี พ่ะย่ะค่ะ’ ยังคงดังก้องอยู่ในหู แต่เบื้องหลังอำนาจล้นฟ้าคือความอ้างว้าง สวามีที่เธอทุ่มเทชีวิตผลักดันให้ขึ้นครองราชย์กลับหมางเมิน รับสนมเข้าวังไม่เว้นวัน เธอใช้ทั้งชีวิตฟาดฟันกับสตรีเหล่านั้น ปกป้องบัลลังก์ให้เขาจนตัวตายในตำหนักที่หนาวเหน็บ

ส่วนอีกสายหนึ่ง คือความทรงจำของเด็กสาววัยยี่สิบปี เจ้าของชื่อ ‘เสิ่นอวิ๋นซี’ เช่นเดียวกัน

เด็กสาวคนนี้คือคุณหนูสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลเสิ่น ตระกูลเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง แต่กลับถูกสลับตัวไปตั้งแต่แรกเกิด ต้องเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้าที่แร้นแค้น เพิ่งถูกตามตัวกลับมาอยู่ในคฤหาสน์หรูแห่งนี้ได้เพียงหนึ่งปี

แต่แทนที่การกลับมาจะได้พบกับความรักความอบอุ่น เธอกลับพบว่าพื้นที่ของตนเองถูกแทนที่ด้วย ‘เสิ่นซือซือ’ ลูกสาวบุญธรรมที่ตระกูลเสิ่นรับมาเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก เสิ่นซือซือหน้าตาสะสวย กิริยามารยาทงดงาม เป็นที่รักของทุกคนในสังคมชั้นสูง ผิดกับอวิ๋นซีที่เติบโตมาอย่างยากลำบาก ดูซูบผอม หวาดกลัวผู้คน และไม่รู้จักวิธีเข้าสังคม

ความอิจฉาริษยาและความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้เสิ่นอวิ๋นซีคนเดิมพยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งดูเหมือนเธออิจฉาที่ไร้สติ ยิ่งถูกเสิ่นซือซือที่ภายนอกดูบอบบางไร้เดียงสาแต่ซ่อนมีดไว้ข้างหลังจัดฉากใส่ร้าย ครั้งแล้วครั้งเล่า จนพ่อ แม่ และพี่ชายแท้ๆ ต่างพากันรังเกียจลูกในไส้คนนี้จับใจ

เหตุการณ์ล่าสุดคือเมื่อชั่วโมงที่แล้ว เสิ่นซือซือจงใจสะดุดตกบันไดในจังหวะที่เดินสวนกับอวิ๋นซี ภาพที่ทุกคนเห็นคืออวิ๋นซีผลักลูกสาวสุดที่รักของพวกเขาตกบันได อวิ๋นซีพยายามปฏิเสธจนเกิดการยื้อยุด เธอถูกมารดาแท้ๆ ผลักจนศีรษะกระแทกขอบโต๊ะอย่างแรง สลบเหมือดไปตรงนั้น

ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และความเจ็บปวดจากการถูกสายเลือดเดียวกันปฏิเสธ ทำให้วิญญาณของเด็กสาวแตกสลายและจากไป เปิดทางให้วิญญาณของอดีตฮองเฮาผู้ผ่านสมรภูมิเลือดในวังหลังเข้ามาแทนที่

อวิ๋นซีคนใหม่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ใบหน้าซีดเซียวปรากฏรอยยิ้มหยัน มุมปากยกขึ้นอย่างเย็นเยียบ

น่าขันนัก ชาติก่อนถูกสวามีทรยศ ชาตินี้กลับถูกสายเลือดทรยศ

แต่ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในยุคสมัยที่เรียกว่า ‘ปัจจุบัน’ ยุคที่สตรีไม่ต้องพิงใบบุญบุรุษเพื่อเอาชีวิตรอด เธอก็จะไม่ขอเป็นคนโง่งมที่มัวแต่วิ่งตามหาความรักจอมปลอมอีกต่อไป

นิ้วเรียวบางเลื่อนไปสัมผัสความเย็นเยียบที่บริเวณเนินอก หยกสีเขียวมรกตเนื้อละเอียดรูปหยดน้ำห้อยอยู่บนสร้อยคอเส้นเล็ก มันคือ ‘หยกจักรพรรดิ’ ของล้ำค่าประจำกายที่เธอได้สวมใส่ก่อนสิ้นลม ไม่คิดเลยว่ามันจะติดวิญญาณเธอข้ามภพข้ามชาติมาด้วย แถมยังซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้ข้างใน

เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง ตามมาด้วยเสียงลูกบิดที่ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะขออนุญาต

ปัง!

“เสิ่นอวิ๋นซี! เธอยังมีหน้ามานอนสบายใจเฉิบอยู่อีกเหรอ”

น้ำเสียงตวาดกร้าวเต็มไปด้วยความรังเกียจดังขึ้น เสิ่นอี้เฉิน พี่ชายคนโตของตระกูลเสิ่นเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะประดับรอยยิ้มอบอุ่นเสมอเวลามองเสิ่นซือซือ บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด

ตามหลังเขามาคือหลินหว่านหรู ผู้เป็นมารดา เธอประคองร่างบอบบางของเสิ่นซือซือที่กำลังสะอื้นไห้ตัวโยน ที่หน้าผากของซือซือมีผ้าพันแผลสีขาวแปะอยู่ ดูน่าสงสารราวกับดอกไม้ที่ถูกพายุฝนรังแก

“พี่อี้เฉิน อย่าดุพี่อวิ๋นซีเลยค่ะ” เสิ่นซือซือรีบดึงแขนเสื้อของเสิ่นอี้เฉินไว้ น้ำตาหยดแหมะลงบนแก้ม “ซือซือผิดเองที่เดินไม่ระวัง ซือซือไม่ได้ตั้งใจจะแย่งความรักจากทุกคนไป พี่อวิ๋นซีคงแค่โกรธและพลั้งมือ ซือซือไม่โกรธพี่เขาเลยจริงๆ ค่ะ”

คำพูดที่ดูเหมือนจะปกป้อง แต่แท้จริงแล้วคือการตอกย้ำว่าอวิ๋นซีเป็นคนลงมือผลักตนเองด้วยความอิจฉาริษยา นี่แหละคือมารยาขั้นสูงของดอกบัวขาว

หลินหว่านหรูได้ยินดังนั้นก็ยิ่งปวดใจ เธอมองลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง “เห็นไหมอวิ๋นซี น้องเจ็บขนาดนี้ยังอุตส่าห์พูดแก้ตัวให้แก จิตใจแกทำด้วยอะไร ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมขนาดนี้ ฉันไม่น่ารับแกกลับมาสร้างความวุ่นวายในบ้านเลย!”

หากเป็นเสิ่นอวิ๋นซีคนเดิม คงจะลนลาน ร้องไห้ และพยายามอธิบายอย่างคนบ้าคลั่ง ซึ่งก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี

แต่อวิ๋นซีคนปัจจุบันกลับนั่งนิ่งอยู่บนเตียง สายตาคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสามตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความเสียใจ มีเพียงความเย็นชาที่ลึกล้ำดุจห้วงน้ำลึก

“พูดจบหรือยัง” น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้น

คำพูดสั้นๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องหยุดชะงัก เสิ่นอี้เฉินและหลินหว่านหรูชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาคุ้นเคยกับการที่อวิ๋นซีจะร้องไห้ฟูมฟายและโวยวาย แต่ปฏิกิริยาเยือกเย็นแบบนี้มันคืออะไรกัน

เสิ่นซือซือที่กำลังบีบน้ำตาก็แอบชะงักไปชั่วครู่ ลอบมองหญิงสาวบนเตียงด้วยความประหลาดใจ ทำไมสายตาของนังบ้านี่ถึงดูน่ากลัวขนาดนี้

“ถ้าพูดจบแล้ว ก็ออกไป” อวิ๋นซีเอ่ยต่อ มือบางเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาจิบอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามเป็นธรรมชาติราวกับผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจิบชาในตำหนัก “ฉันต้องการพักผ่อน”

“นี่แกกล้าไล่พวกเราเหรอ!” หลินหว่านหรูขึ้นเสียงด้วยความโกรธจัด ก้าวเข้าไปประชิดเตียง “ทำผิดแล้วยังไม่รู้จักสำนึก วันนี้ถ้าแกไม่คุกเข่าขอโทษซือซือ แกก็เก็บข้าวของออกจากบ้านนี้ไปเลย!”

เสิ่นซือซือแอบยิ้มมุมปากในใจ เข้าทางเธอพอดี ถ้านังโง่นี่ถูกไล่ออกจากบ้าน ทุกอย่างในตระกูลเสิ่นก็จะตกเป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียว

อวิ๋นซีวางแก้วน้ำลง เสียงแก้วกระทบจานรองดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ แต่กลับดังก้องในความเงียบ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับมารดาแท้ๆ ของตนเอง

“คุกเข่าขอโทษ?” อวิ๋นซีทวนคำ ชวนให้รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง “แม่นั่นแหละที่ต้องตอบฉันมาให้ชัดเจน ว่าในฐานะอะไรถึงมาสั่งให้ฉันคุกเข่า”

“ฉันเป็นแม่แกนะ!”

“ใช่ แม่เป็นแม่ของฉัน” อวิ๋นซีตอบกลับทันควัน น้ำเสียงไม่ดังแต่หนักแน่น “แล้วเสิ่นซือซือล่ะ เป็นอะไรกับแม่”

หลินหว่านหรูอึ้งไป “ซือซือก็เป็นลูกสาวอีกคนของฉันไง”

“ลูกเลี้ยงที่ไม่มีสายเลือดเดียวกันสักหยด แถมยังใช้นามสกุลเสิ่นเพื่อเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมชั้นสูงน่ะเหรอ” อวิ๋นซีเหยียดยิ้ม “แม่ไล่ลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ออกจากบ้าน เพื่อปกป้องคนนอกที่บังเอิญเดินสะดุดขาตัวเองล้ม ถามจริงเถอะ แม่ใช้สมองส่วนไหนคิด”

“เสิ่นอวิ๋นซี!” เสิ่นอี้เฉินทนฟังไม่ได้อีกต่อไป เขาพุ่งเข้าไปหมายจะคว้าแขนของอวิ๋นซีเพื่อดึงลงมาจากเตียง “แกกล้าก้าวร้าวกับแม่ขนาดนี้ได้ยังไง ขอโทษเดี๋ยวนี้!”

หมับ!

ก่อนที่มือของเสิ่นอี้เฉินจะทันได้แตะตัว อวิ๋นซีกลับใช้มือขวาตวัดจับข้อมือของพี่ชายเอาไว้แน่น แรงบีบที่จุดชีพจรทำให้เสิ่นอี้เฉินชะงักกึก รู้สึกชาแปลบไปทั้งแขน

ดวงตาของอวิ๋นซีหรี่ลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่าง “เสิ่นอี้เฉิน จำเอาไว้ว่าอย่าเอามือสกปรกของนายมาแตะตัวฉัน”

เสิ่นอี้เฉินตกตะลึงจนพูดไม่ออก แรงจากผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้มาจากไหนกัน แล้วสายตาที่มองมาเหมือนเขามันเป็นแค่เศษสวะนั่นอีก เขารู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ จนต้องรีบสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว

“พี่อวิ๋นซี ทำไมต้องทำรุนแรงด้วยคะ” เสิ่นซือซือเห็นท่าไม่ดี รีบขยับเข้ามาเล่นบทเธอเอกผู้แสนดี “ถ้าพี่ไม่อยากขอโทษก็ไม่เป็นไรค่ะ ซือซือผิดเอง ซือซือจะย้ายออกจากบ้านนี้ไปเอง เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน”

พูดจบก็แสร้งยกมือขึ้นปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นเตรียมจะหันหลังวิ่งออกจากห้อง

“หยุดละครฉากนี้ได้แล้ว เสิ่นซือซือ” น้ำเสียงเยียบเย็นของอวิ๋นซีดังขัดขึ้นหยุดฝีเท้าของซือซือไว้ “จะร้องไห้ก็เบ่งน้ำตาออกมาให้มันเยอะกว่านี้หน่อย ไม่ใช่บีบจนหน้าดำหน้าแดงแล้วมีน้ำตาปริ่มอยู่แค่นั้น มันดูน่าสมเพช”

ซือซือหันขวับกลับมาเบิกตากว้าง ความโกรธวาบขึ้นมาในอก แต่มันก็ต้องเก็บซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด “พี่พูดเรื่องอะไรคะ...”

“เธอคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าที่เธอสะดุดล้มก็เพราะจงใจก้าวพลาดเอง” อวิ๋นซีก้าวลงจากเตียง ยืนประจันหน้ากับคนทั้งสาม ความสูงที่แม้น้อยกว่าเสิ่นอี้เฉินแต่กลับมีอำนาจบดบังทุกคนในห้อง “บันไดขั้นนั้นปูพรมหนาพิเศษเพื่อกันลื่น ถ้าฉันผลักเธอจริงตามแรงกระแทก หัวเธอต้องไปฟาดกับกระถางต้นไม้ที่ชั้นพักบันได ไม่ใช่มาถลอกแค่หน้าผากตื้นๆ แบบนี้”

คำวิเคราะห์ที่เฉียบขาดทำเอาเสิ่นอี้เฉินและหลินหว่านหรูมองหน้ากันด้วยความลังเล

“ส่วนพวกคุณสองคน” อวิ๋นซีหันไปมองแม่และพี่ชาย “หูหนวกตาบอดกันไปหมดแล้วหรือไง ถึงปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนหลอกปั่นหัวเล่นอยู่ได้”

“แก... แกกล้าด่าฉันตาบอดเหรอ” หลินหว่านหรูโกรธจนหน้าสั่น เงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบหน้าลูกสาวเพื่อสั่งสอน

เพียะ!

ไม่ใช่เสียงฝ่ามือกระทบแก้ม แต่เป็นเสียงมือของอวิ๋นซีที่ปัดแขนของมารดาออกอย่างแรงจนหลินหว่านหรูเซถลาไปชนกับเสิ่นอี้เฉิน

“ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันคือสายเลือดแท้ๆ ของสกุลเสิ่น” อวิ๋นซีประกาศกร้าว น้ำเสียงทรงอำนาจดังก้อง “ในตัวฉันมีเลือดของตระกูลเสิ่นไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่ง มีสิทธิชอบธรรมทุกประการในบ้านหลังนี้ คิดจะใช้ข้ออ้างงี่เง่ามาไล่ฉันออกจากบ้านงั้นเหรอ... ฝันไปเถอะ”

เธอเดินเข้าไปใกล้เสิ่นซือซือที่ตอนนี้ตัวสั่นด้วยความกลัวจริงๆ ไม่ใช่การแสดง อวิ๋นซีก้มลงกระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน

“ถ้าอยากจะได้สมบัติของตระกูลนี้มากนัก ก็งัดแผนการที่มันฉลาดกว่านี้มาใช้หน่อย เล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำแบบนี้ มันใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก”

อวิ๋นซียืดตัวขึ้นกอดอก ปรายตามองคนทั้งสามอีกครั้ง “ตอนนี้ ห้องนี้คือพื้นที่ส่วนตัวของฉัน เชิญพวกคุณไสหัวออกไปได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนและเรียก รปภ. มาลากคอพวกคุณออกไป”

แรงกดดันที่มองไม่เห็นทำเอาหลินหว่านหรูและเสิ่นอี้เฉินก้าวขาไม่ออก พวกเขาไม่เคยเห็นอวิ๋นซีในมุมที่ดุดันและแข็งกร้าวขนาดนี้มาก่อน ราวกับเป็นคนละคน สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่าอย่าเพิ่งต่อกรกับผู้หญิงคนนี้ในตอนนี้

“ฝากไว้ก่อนเถอะ พ่อแกกลับมาเมื่อไหร่ แกโดนดีแน่!” หลินหว่านหรูชี้หน้าคาดโทษ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินตึงตังออกจากห้องไป โดยมีเสิ่นอี้เฉินที่มองอวิ๋นซีด้วยสายตาสับสนประคองเสิ่นซือซือที่กำลังขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจตามออกไปติดๆ

ปัง!

ประตูห้องถูกปิดลงอย่างแรง ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง

อวิ๋นซีพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป แค่เค้นพลังออร่าข่มขวัญคนเมื่อครู่ก็ทำเอาเธอรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อย เธอเดินไปหยุดอยู่ที่หน้ากระจกเงาบานใหญ่

ภาพที่สะท้อนออกมาคือหญิงสาวรูปร่างผอมบาง ผิวพรรณซีดเซียว แต่มีเค้าโครงใบหน้าที่งดงามอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววหวาดกลัว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยแววตาพญาหงส์ที่แหลมคม

“เสิ่นอวิ๋นซี” เธอพึมพำกับเงาตัวเองในกระจก “ในเมื่อเธอสละร่างนี้ให้ฉันแล้ว ฉันจะขอใช้มันเพื่อทวงคืนทุกอย่างที่ควรจะเป็นของเธอให้เอง”

รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม มือบางลูบคลำหยกจักรพรรดิที่อกเบาๆ

ในอดีตชาติ เธอเคยประทับอยู่บนจุดสูงสุดของวังหลัง ผ่านการช่วงชิงอำนาจ การวางยาพิษ การทรยศหักหลังมานับไม่ถ้วน แค่เกมชิงดีชิงเด่นในครอบครัวตระกูลเศรษฐียุคใหม่ กับเด็กเมื่อวานซืนที่ถนัดแต่บีบน้ำตา...

นับเป็นตัวประหลาดอันใดได้?

อวิ๋นซีหันหลังกลับไปทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม หลับตาลงเพื่อทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับโลกใบนี้ สิ่งแรกที่เธอต้องทำคือการหาเงินทุน หยกจักรพรรดิในมือเธอมีมูลค่ามหาศาล แต่มันคือของเก่าโบราณที่ไม่มีที่มาที่ไป หากสุ่มสี่สุ่มห้าเอาไปขายคงถูกจับข้อหาค้าของเถื่อน

เธอต้องการ ‘คอนเน็กชัน’ คนที่มีอำนาจมากพอจะแปรเปลี่ยนของล้ำค่าเหล่านี้เป็นเงินสดให้เธอได้อย่างเงียบเชียบและปลอดภัย

ใครสักคนที่อยู่เหนือกว่าตระกูลเสิ่น ใครสักคนที่พร้อมจะเดินเกมไปกับเธอ

มุมปากของอวิ๋นซียกขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเป้าหมายแรกในใจ

พรุ่งนี้... การล่าเหยื่อเพื่อสร้างฐานอำนาจของฮองเฮา จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel