ตอนที่ 5 กามเทพเหมียว
ขันทีในตำหนักเหอเซิ่งมีเยอะมาก ไม่พบเงานางกำนัลแม้แต่คนเดียว องครักษ์ก็มีจำนวนมากอีกทั้งแต่ละคนรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา อาหารตาแท้ๆ
แมวน้อยนั่งแกว่งหางชื่นชมความงามของขันทีและองครักษ์ตำหนักเหอเซิ่งได้ไม่นานนักก็เห็นฮ่องเต้รีบเดินเข้ามาอุ้มตนไว้ในอ้อมแขน
‘ค่ะ รักแมวมาก’ เสี่ยวหู่กรอกตามองบนเลียนแบบท่าทางของคนอย่างแนบเนียน
นัยน์ตาหงส์เห็นเข้าพลางเกิดความสงสัย
“เจ้าไม่สบายตรงไหนถึงได้ตกเตียง แค่เตียงเตี้ยๆยังตกได้ หนวดมีปัญหามั้ย หรือสมอง หรือน้ำในหูมีปัญหา เฉิงกงกงเรียกหมอหลวงมา”
‘เอาจริงดิ แค่นี้ถึงต้องกับเรียกหมอหลวง ฉันล่ะสงสารหมอหลวงจริงๆ’ แมวน้อยจ้องหน้าฮ่องเต้แล้วหันมองไปยังเหล่าองครักษ์อารักขาที่ตามเสด็จฮ่องเต้มา
‘โห แต่ละคนหล่อมาก เท่สุดๆ ความสูงและรูปร่างนายแบบชัดๆ นี่ใช้เกณฑ์รูปร่างหน้าตาคัดเลือกมาหรือเปล่าเนี่ย รสนิยมฮ่องเต้ดีจริงๆ ฉันเป็นแมวต่ออีกหลายวันก็ไม่น่าเบื่อล่ะ อิอิ’
“มองจนน้ำลายจะหกอยู่แล้ว เจ้าเป็นแมวของเจิ้นนะ มองแค่เจิ้นคนเดียวพอ” ฮ่องเต้ยกมือเรียวขึ้นมาจับหน้าเสี่ยวหู่ให้หันมายังหน้าตน
“ฝ่าบาทก็งามมากเพคะ” “เมี๊ยวๆๆ” คนอื่นว่าหล่อแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครหล่อสู้ฮ่องเต้ได้สักคน เพราะฮ่องเต้นอกจากหล่อมาก ยังมีกลิ่นอายของความสูงศักดิ์เพิ่มอีก หล่อแบบผู้ที่พบเห็นต้องตะลึงและร่างกายสั่นเทาด้วยความเกรงกลัว
เสี่ยวหู่ร้องชมไปก็เอาหัวถูๆไถๆกับแผงอกฮ่องเต้อย่างออดอ้อน
“ดีมาก เอาใจเก่งขึ้นเจิ้นจะได้ไม่ต้องหาแมวมาเพิ่ม”
บรรดาองครักษ์ที่เห็นล้วนคิดในใจ ‘เสี่ยวหู่ไปเรียนอ้อนมาจากไหนกัน ปกติเก่งแต่เย่อหยิ่งจองหองและทำตาขวางมองกราดไปมา’
สักพักขันทีก็นำหมอหลวงหลี่เฉิงหงที่สะพายล่วมยามาอย่างตื่นตระหนก เนื่องจากเป็นแมวที่ทรงโปรดปราน หากเขามาช้าอาจต้องโทษได้ เมื่อมาถึงเขาก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบตรวจจะได้รีบไปจากสถานการณ์เสี่ยงภัยนี้
“กราบทูลฝ่าบาท เสี่ยวหู่ไม่มีความผิดปกติใดๆพะย่ะค่ะ บริเวณศีรษะและลำตัวไม่มีบาดแผล การตอบสนองอื่นๆปกติทุกอย่างพะย่ะค่ะ” หมอหลวงหลี่พูดไปเม็ดเหงื่อก็ค่อยๆผุดออกจากใบหน้า มือเริ่มเย็น ใจเริ่มสั่น เขาเป็นหมอหลวงมานานต้องมาตรวจวินิจฉัยแมวเป็นครั้งแรก ไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร
เมื่อเห็นฮ่องเต้ยังทรงเงียบอยู่จึงพูดต่อว่า
“กระหม่อมคิดว่าเสี่ยวหู่คงพลาดตกจากที่สูงมาก่อนจึงเข็ดกับการกระโดดพะย่ะค่ะ”
เถียนจิ้งหลานได้ฟังก็เริ่มสงสารเจ้าการ์ฟีลด์น้อยตัวนี้ เธอทวงความยุติธรรมให้มันโดยการเล็งไปบนพื้น จัดลำตัวและขาให้เป็นระเบียบ ก่อนที่จะกระโดดลงจากโต๊ะอย่างสง่างาม ถึงจะเป็นแมวก็ไม่ให้เสียชื่อสตันท์แมนมือโปร ฉายาที่แต่งตั้งขึ้นให้กับตนเอง
“ยอดเยี่ยม งดงาม น่าประทับใจ” ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มองเสี่ยวหู่ด้วยสายตาชื่นชม
‘ช่างเสแสร้งจริงๆ คิดว่าฉันจะหลงเคลิบเคลิ้มไปกับคำหวานของหนุ่มรูปงามน่ะหรือ’
ในหัวคิดเช่นนั้นแต่กิริยาที่แสดงออกกลับตรงกันข้าม ใครก็เห็นแมวน้อยก้มหน้าซุกขาหน้าด้วยความเขิน
“หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว กระหม่อมขอทูลลา” หมอหลวง หลี่กล่าวพร้อมค้อมตัวแล้วค่อยๆออกจากตำหนักไป
“ข้าไปด้วย” “เมี๊ยวๆ” เสี่ยวหู่ร้องและวิ่งตามหมอหลวงออกไปไม่หันกลับมาสนใจฮ่องเต้ทาสผู้น่ารักเลย
‘ฉันไปส่องตำหนักพระสนมคนอื่นๆบ้างดีกว่า จะเจริญหูเจริญตาขนาดไหน’ ว่าแล้วก็พุ่งตัวไปตามทางตำหนักของหงเฟยเป็นที่แรก
ตำหนักอิ๋งเฟิ่งของหงเฟยอยู่ไม่ห่างจากตำหนักเหอเซิ่งของฮ่องเต้เท่าใดนัก ลานของตำหนักซ้ายขวาขนาบด้วยสวนดอกไม้ ส่วนใหญ่เป็นดอกไม้สีขาว กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้โชยตามลมไปทั่วทั้งตำหนัก ท่ามกลางมวลดอกไม้ขาวนั้น มีสตรีนางหนึ่งสวมอาภรณ์สีแดงนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชา สีแดงตัดกับสีขาว ช่างงดงามเกินบรรยาย
เสี่ยวหู่เดินเข้าไปหาสตรีผู้นั้น ส่งเสียงร้อง “เหมียวๆ”อย่างออดอ้อน ทำท่าทางอยากให้อุ้ม
สตรีหันมามองแมวน้อยขนยาวสีส้ม แล้วก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู ใบหน้านั้นสวยงามเย้ายวน เครื่องหน้าโดยรวมดูอ่อนหวานเต็มไปด้วยเสน่ห์เชิญชวนให้ผู้คนหลงใหล
‘รสนิยมการเลือกพระสนมของฮ่องเต้ก็ดีมิใช่น้อย ถ้าคนหล่อกับสวยมีลูกด้วยกัน ลูกคงมีหน้าตาดุจเทพเซียนบนสวรรค์ ฉันต้องพยายามให้ฮ่องเต้ใกล้ชิดสตรีบ้างล่ะ ’
คิดไปก็ทำท่าอ้อน เอาหัวเล็กๆไถไปยังขาที่เรียวงามของหงเฟย
หงเฟยก้มลงอุ้มเจ้าแมวน้อยที่มาเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ เธอใช้มืองามลูบขน “เจ้าเป็นแมวของผู้ใดกัน ช่างอ้อนเช่นนี้ หรืออยากมาอยู่กับข้าล่ะ”
“ข้าไม่อยู่ด้วยหรอก แค่ขอนอนบนตักละกัน” “เมี๊ยวๆๆ” พลางขยับตัวหาท่าที่สบายแล้วล้มตัวนอนบนตักของหญิงงาม
“หม่อมฉันว่าแมวตัวนี้คล้ายๆกับแมวทรงเลี้ยงของฝ่าบาทนะเพคะ เหมือนจะเคยเห็นอยู่ที่ตำหนักเหอเซิ่ง”ฉ่ายเหวินนางกำนัลของหงเฟยเอานิ้วแตะที่ขมับตนเองทำท่าครุ่นคิด
“แมวของฝ่าบาทหรอกหรือ แต่ที่ข้าได้ยินมา แมวของฝ่าบาทดุร้ายนัก มักจะขู่และทำร้ายคนแปลกหน้า”
“อ่า อาจจะคนละตัวกันเพคะ”
หงเฟยลูบขนเสี่ยวหู่พลางคิดแผน “เจ้าไปเอาขนมสำหรับแมวตัวนี้ หยิบกระดาษ พู่กัน กรรไกรและผ้าไหมเส้นเล็กๆมาให้ข้าหน่อยนะ”
“เพคะ” ฉ่ายเหวินรับคำแล้วเดินออกไป
ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อ ฉ่ายเหวินก็นำสิ่งของทุกอย่างมาไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
มือเรียวงามของหงเฟยหยิบขนมมาป้อนให้กับเสี่ยวหู่ จากนั้นก็หยิบกระดาษและพู่กันมาเขียน ลายเส้นตัวอักษรชัดเจนสวยงาม เมื่อเขียนเสร็จก็นำผ้าไหมเส้นเล็กนั้นมาคล้องกับกระดาษแล้วนำมาผูกที่คอของเสี่ยวหู่
“ถ้าเป็นแมวของฝ่าบาทจริงๆ หงเฟยทำเช่นนี้จะดีหรือเพคะ” ฉ่ายเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
“แล้วจะไม่ดีอย่างไร ข้าแค่บอกว่าเสี่ยวเมา (แมวน้อย) ตัวนี้มานอนเล่นตำหนักข้า ถ้าเจ้าของเห็นจะได้วางใจ ยิ่งถ้าเป็นแมวของฝ่าบาทจริง อาจจะทำให้ฝ่าบาทคิดถึงข้าบ้างก็เป็นได้”
เมื่อเอ่ยถึงฮ่องเต้ แก้มทั้งสองข้างของหงเฟยก็เริ่มแดงระเรื่อ ท่าทางเขินอายน่าเอ็นดู
‘โอ้ ที่รัก หงเฟยอยากให้ฉันเป็นกามเทพหรือนี่ ได้ๆไม่มีปัญหา แต่เกมนี้คงต้องแฟร์ๆนะ ช่วงที่เป็นแมวฉันคงต้องไปเยี่ยมเยือนตำหนักของพระสนมให้ครบแล้วล่ะ’
เสี่ยวหู่ลุกขึ้นนั่งเลียขาหน้าทั้งสองข้าง แล้วตั้งสติกระโดดลงจากตักของหงเฟย ‘ไปส่งจดหมายน้อยนี้ให้ก่อนนะ’ “เหมียวๆๆ” แมวน้อยร้องอำลาสาวสวยก่อนหันตัวกลับตำหนักเหอเซิ่ง
ครั้นเสี่ยวหู่กลับถึงตำหนักเหอเซิ่ง ยังไม่ทันได้เข้าประตูดีก็โดนแขนกำยำของฮ่องเต้อุ้มขึ้นมากอดไว้แนบอกและหอม ‘ซูด’ ใบหน้าหล่อเหลาชนเข้ากับกระดาษบนคอเสี่ยวหู่ กลิ่นหอมหวานของสตรีลอยเข้าจมูกเต็มๆ
“อะไรกันนี่” ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นอ่านกระดาษแผ่นนั้น
“เจ้าตัวดี ไปเป็นแมวน้อยให้หงเฟยมาหรือนี่ ตำหนักตัวเองมีไม่ยอมอยู่” นัยน์ตาหงส์ขุ่นมัวจับจ้องไปที่เสี่ยวหู่ อารมณ์หงุดหงิดเริ่มถาโถมเข้าใส่ เป็นเสือน้อยอยู่ดีๆตอนนี้กลายเป็นเจ้าแมวน้อยไปเสียแล้ว ดูแคลนแมวของเจิ้นยิ่งนัก มืออีกข้างของเขาแกะผ้าไหมที่ผูกออกจากคอ ขยำทิ้งอย่างไม่ใยดี
“ขันทีอันพาเสี่ยวหู่ไปอาบน้ำ ล้างจนกลิ่นหอมสตรีหมด” ‘ทำไมสตรีต้องใส่เครื่องหอมเยอะจนเหม็นด้วยนะ กลิ่นฉุนคัดจมูกจริงเชียว’ ชายหนุ่มเริ่มอารมณ์ขุ่นมัวเพียงเพราะกลิ่นหอมจากสตรี!
