บทที่ 3 : ได้โปรด...
เสียงดังโวยวายลั่นจวนแต่เช้ามืดของบ่าวไพร่ ปลุกให้ผู้เป็นฮูหยินเจ้าของบ้านที่นอนหลับไหลตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราด้วยความไม่สดชื่นเท่าที่ควรนัก เพราะเข่อซิงบุตรสาวตัวน้อยที่นางให้กำเนิดเมื่อคืนอย่างยากลำบาก อาจเป็นเพราะคลอดก่อนถึงเวลาที่หมอหญิงคาดการณ์เอาไว้ประกอบกับอากาศเย็นชื้นของพายุฝนทำให้เข่อซิงตัวน้อยมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเกินกว่าที่จะเป็น จูฮูหยินลอบหันไปมองบุตรสาวที่นอนอยู่บนเบาะนุ่มหุ้มด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียดที่ตัดเย็บอย่างดี หน้าอกยกขึ้นลงเป็นจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอบ่งบอกว่าลูกสาวของนางนอนหลับสนิทในห้วงฝันแสนหวาน พร้อมกับกระชับผ้าห่มให้อยู่บนร่างบอบบางของทารกน้อยอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะลุกออกไปดูสถานการณ์ด้านนอกเพื่อคลายความสงสัย
เมื่อเดินมาถึงกลับพบว่าผู้เป็นสามีของตนยืนอยู่ก่อนแล้ว จึงสาวเท้าเข้าไปให้ใกล้มากยิ่งขึ้น บ่าวไพร่ที่ยืนล้อมวงเห็นผู้เป็นนายเดินเข้ามาจึงรีบก้มหัวทำความเคารพและหลีกทางให้ พลางลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความเหนียวหนืดเมื่อนึกถึงเหตุกาณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหากฮูหยินรู้เข้าว่าหญิงสาวที่อุ้มลูกน้อยแนบอกตรงหน้าคือผู้ใด เพียงแค่คิดสันหลังก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นเพราะได้เท้ากับฮูหยินรักใคร่กันมาก แต่งงานกันมาก็หลายสิบปีไม่มีทายาทพอจูฮูหยินจะรับอนุให้มาปรนนิบัติท่านใต้เท้าก็ปฏิเสธแต่เพราะเหตุใดจึงมีเรื่องเช่นนี้ได้
“มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะท่านพี่” จูฮูหยินเดินมาเคียงกายสามีแล้วจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบปนสงสัยพลางมองร่างกายเหนื่อยล้าสั่นเทาอุ้มลูกน้อยไว้แนบอกอุ่น ร้องไห้อ้อนวอนพร้อมทั้งพูดพึมพำไม่ได้ศัพท์ ลูกน้อยในอกเมื่อได้ยินเสียงดังและผู้คนมากมายจึงร้องไห้โยเยไม่ต่างจากผู้เป็นแม่ เมื่อจับต้นชนปลายเรื่องราวข้างหน้าได้จูฮูหยินตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าวราวกับไม่เชื่อในสายตาของตนเอง
เกาซิ่วเม่ยนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นพลางโขกศีรษะกับธรณีหลายต่อหลายครั้งราวกับขอความเมตตาให้กับลูกน้อยของนาง แม้เนื้อตัวมอมแมมดูไม่ค่อยสะอาดอ้านเท่าไรนักแต่สิ่งเหล่านี้มิอาจลดทอนความงามของนางได้เลย ผมเผ้าหลุดรุ่ยค่อยๆเงยหน้าที่เปรอะเปื้อนน้ำตา
“ขะ...เขาบอกให้ข้ามาที่จวนสกุลจูเจ้าค่ะฮูหยิน ชายที่หลับนอนกับข้าที่หอชุนเทียนเป็นใต้เท้าจูเจ้าค่ะ” แม้จะกลัวในสิ่งที่พูดออกไปแต่มันก็คือความจริง ความจริงที่จะสามารถช่วยลูกสาวของนางได้ ช่วยไม่ให้ลูกสาวมีชะตาเยี่ยงนาง
เมื่อนางกล่าวเช่นนั้นออกมาบ่าวไพร่ทั้งหลายในจวนก็พากันกระซิบกระซาบกันยกใหญ่ นางช่างกล้ายิ่งนักเป็นเพียงหญิงไร้ค่าที่ขายเรือนร่างให้กับชายหลายร้อยถึงกับกล้าบอกว่าลูกของนางมีใต้เท้าเป็นพ่องั้นหรือ นางไม่กลัวตายจริงๆ
“ได้โปรด...ได้โปรดเมตตาเด็กคนนี้ด้วยเถอะเจ้าค่ะใต้เท้า” เกาซิ่วเมยร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมทั้งพนมมืออ้อนวอนให้เมตตาครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมถัดกายกอดแข้งขาของผู้ที่นางเชื่อว่าเป็นสามี
จูฮูหยินมองภาพตรงหน้าโดยที่ไม่ได้พูดถ้อยคำอื่นใดลมหายใจเริ่มติดขัด ร่างกายชาวาบ ความคิดในหัวว่างเปล่าทันใดนั้นสติของนางก็มืดดับลง แต่หาได้ว่องไวเท่าการเคลื่อนไหวของใต้เท้าจูไม่ เขารับภรรยาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะโอบอุ้มนางด้วยความรักใครกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นแล้วจึงเดินกึ่งวิ่งไปยังเรือนทันที เรื่องราวอื่นใดหาได้สำคัญไม่
เวลาผ่านไปราวเกือบสองเค่อ เกาซิ่วเม่ยยังคงนั่งนิ่งกอดลูกน้อยแนบอกแน่นอยู่ที่กลางลานหน้าห้องครัวใกล้กับห้องเก็บฟืนที่นางและลูกใช้หลบพายุฝนเมื่อคืน ในหัวกำลังคิดว่าจะจะทำเช่นไรต่อไป ฮูหยินนับว่าเมตตามากแล้ว นางเคยเห็นพี่น้องนางโลมหอบหิ้วลูกมาเรียกร้องเช่นนี้ ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูก็ถูกไล่ตะเพิดไล่ตีออกมาแล้ว กายบอบบางพยุงตนเองขึ้นภายในใจมิได้กล่าวโทษใต้เท้าจูหรือฮูหยินเลยเป็นนางเองที่ผิด ก่อนเกาซิ่วเม่ยจะหันหลังและก้าวเท้าจากไปก็มีเสียงเรียกให้นางหยุด นางจึงหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้วจึงเงยหน้ามองไปยังต้นเสียงที่เอ่ยขึ้นเมื่อครู่
“ได้โปรดหยุดก่อน ใต้เท้าอนุญาติให้เจ้าและลูกอยู่ที่นี่ได้” เป็นซิงอีที่ได้ยินเสียงในห้องเก็บฟืน ก่อนที่จะเดินนำทางซิ่วเม่ยเดินไปยังห้องเก็บฟืน สายตาลอบมองสองแม่ลูกและคิดในใจถ้าหากนางอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ในที่ของตนเองคงได้ใช้ชีวิตอยู่ในจวนนี้ไปได้อีกนาน
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ข้ากับลูกยินดีทำทุกอย่าง” ร่างของซิ่วเม่ยแข็งทื่อฉับพลันด้วยตื่นตระหนกระคนดีใจจนทำตัวไม่ถูก น้ำตาที่เพิ่งจะแห้งเหือดไหลลงมาอีกคราเมื่อได้สติจึงย่อตัวลงพร้อมกับศีรษะแนบพื้นอีกทั้งกล่าวคำขอบคุณไม่ขาดปาก
“มาเถอะข้าจะช่วยเจ้าเก็บกวาดห้อง” ซิ่วเม่ยยิ้มรับคำพูดของซิงอีและเดินตามไปจนถึงหน้าห้องเก็บฟืน ซิงอีหยุดอยู่ที่หน้าประตูส่งสายตาบอกซิ่วเม่ยให้รู้ว่านี่คือห้องของเจ้ากับลูก นางยิ้มรับอย่างขอบคุณก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องเก็บฟืน นางเอาผ้ามาห่อมัดตัวลูกน้อยจากนั้นใช้ผ้าผืนยาวอีกผืนมัดตัวนางเข้ากับทารกน้อยในท่าขี่หลัง
กองฟืนน้อยใหญ่ถูกจัดเรียงให้กองรวมกันอย่างเป็นระเบียบ กองฟางถูดมัดเป็นก้อนวางชิดผนังอีกฝั่งก่อนที่จะใช้ผ้าผืนหน้ามาคลุมไว้อีกชั้น พื้นห้องที่เปรอะเปื้อนดินโคลนถูกขัดถูจนสะอาด ซิ่วเม่ยเลือกที่จะจัดฝูกนอนไว้ชิดกับหน้าต่างสองบานเล็ก วางลูกน้อยบนฟูกและปูด้วยผ้าสะอาดก่อจะจัดแจงสิ่งต่างๆให้เข้าที่ ซิงอีกับบ่าวรับให้อีกสองสามคนยกตู้ไม้หลังกระทัดรัดให้นางหนึ่งหลัง พร้อมกับกำชับว่าของสิ่งนี้นางไม่จำเป็นต้องใช้แล้วจึงยกให้ จากนั้นก็มีบ่าวรับใช้ทะยอยมอบสิ่งของต่างๆให้นางมากมายไม่ว่าจะเป็นผ้าห่มผืนหนาแม้จะมีรอยเย็บปะอยู่บ้างแต่ก็ให้ความอบอุ่นได้ดี ผ้าเนื้อดีหลายพับที่หลงเหลือจากการตัดเย็บชุดให้คุณหนูเข่อซิงต่อให้เป็นเศษผ้าก็นับว่ายังได้งานได้อีกหลายส่วน
“หากเจ้าจัดของเรียบร้อยแล้วก็ไปกินข้าวเช้าเสียก่อนเถิด แล้วข้าจะพาเจ้าไปเรียนรู้งานต่างๆภายในจวน” ซิงอีพูดกับซิ่วเม่ยเสร็จก็นำทางนางไปที่ห้องครัวและแนะนำอีกหลายสิ่งหลายอย่างในจวนให้นางฟัง
คืนวันที่ยาวนานกำลังจะผ่านพ้นเกาซิ่วเม่ยที่แสนจะเมื่อยล้าอุ้มลูกสาวตัวน้อยที่นอนหลับให้ห้วงฝันขึ้นมาแนบอก ใช้มือเกลี่ยแก้มจิ้มลิ้มก่อนที่จะเรียกรอยยิ้มของผู้เป็นแม่ ทันทีที่สัมผัสตัวลูกน้อยนางก็รู้สึกถึงไอร้อนหัวใจของผู้เป็นแม่วูบไหวด้วยความเป็นห่วง ราวกับเด็กตัวน้อยรู้ว่าตนเองไม่สบายก็เริ่มร้องแผดเสียงออกมาทันที นางไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรจึงได้แต่หาผ้ามาเช็ดตัว คอยให้นมและโอบกอดอยู่เช่นนั้นอยู่หลายชั่วยาม จนกระทั่งเสียงร้องงอแงเงียบลงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเนื้อตัวไม่มีไอร้อนดังเดิม ซิ่วเม่ยจึงค่อยๆคลายอ้อมกอดและวางทารกน้อยไว้ข้างตัวก่อนที่จะเอนกายลงนอน สายตาครุ่นคิดจ้องไปที่เพดานชั่วครู่ หูทั้งสองเอียงฟังเสียงสายลมพัดทำให้ต้นไผ่เอนไหวแผ่วเบาเป็นจังหวะคล้ายเต้นรำเคล้าคลอกับสายลมขับกล่อมให้สองแม่ลูกเข้าสู่ห้วงนิทรา
