บทที่ 2 : ค่ำคืน...สายฝนโปรยปราย
ในยามเย็นย่ำท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าความมืดครึ้มเริ่มเข้ามาปกคลุมซีหยวน ผู้คนต่างเร่งสาวฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อหาที่หลบฝนแต่ดูเหมือนจะไม่ทันกาลท้องฟ้าก็หลั่งพายุฝนโหมกระหน่ำเม็ดฝนน้อยใหญ่ร่วงหล่นสู่พื้นดินเสียก่อน แทรกพร้อมกับสายลมที่พัดหอบอย่างบ้าคลั่งมันโอบอุ้มเอาทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้าล่องลอยสู่ท้องฟ้าราวกับทวยเทพทั้งหลายโกรธชังชาวซีหยวน เพียงแค่สายลมโฉบผ่านมาเพียงครั้งเดียวประตูหน้าต่างก็สะเทือนไปทั้งหลัง สายลมสอดแทรกเสียดสีกับผนังไม้ดังโหยหวนราวกับมีเสียงหญิงสาวร่ำไห้ลอยมาตามสายลมชวนขนลุกขนชันแต่ก็เคล้าโศกยิ่งนัก
“หายใจเข้าลึกๆ เจ้าค่ะฮูหยิน” เสียงสาวใช้พูดปลอบผู้เป็นนายพร้อมกับทำท่าทางหายใจเฮือกสั้นยาวเพื่อให้ผู้เป็นนายทำตาม พลางน้ำหูน้ำตาไหลด้วยความตระหนก
“มีคนไปตามหมอกับแจ้งใต้เท้าจูแล้วหรือยัง” บ่าวรับใช้วัยห้าสิบปีเจ้าของเสียงร้องถามดังมาแต่ไกลแตกต่างจากฝีเท้าที่เดินได้ไม่รวดเร็วนัก เสียงหายใจเหนื่อยหอบก็เริ่มดังเข้ามาใกล้หูเรื่อยๆ
“ข้าให้คนไปแจ้งแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ที่กำลังปลอบโยนฮูหยินเป็นฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามจากต้นเสียง ในขณะที่มือทั้งสองข้างใช้ผ้าฝ้ายขาวสะอาดเช็ดเหงื่อไคลและน้ำตาบนใบหน้าให้กับผู้เป็นเจ้านายโดยไม่หยุดมือ ภายในใจของนางกระวนกระวายยิ่งดึกพายุฝนก็ยิ่งโหมรุนแรง อาจทำให้หมอเดินทางมาที่จวนสกุลจูลำบากมากยิ่งขึ้น
คืนนี้ฮูหยินมีอาการปวดท้องทั้งที่ยังไม่ใกล้กำหนดคลอด แต่ดูเหมือนเด็กในครรภ์คนนี้ชื่นชอบเสียงและความสวยงามของพายุฝนจึงมีทีท่าเช่นนี้ เสียงครวญครางเจ็บปวดเคล้าคลอหนักเบาไปตามสายลมนานหลายชั่วยามไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง แสงสว่างจ้าฉับพลันบนท้องฟ้าตามติดเสียงคำรามก้องท้องฟ้า สลับกับฝนห่าใหญ่ตกเป็นพักๆ ราวกับเป็นความเจ็บปวดที่ไม่สิ้นสุด
เสียงประตูจวนลั่นกลอนยังไม่ทันสิ้นก็มีเสียงของบ่าวในจวนแทรกขึ้น “ท่านหมอหญิงกับใต้เท้ามาแล้วขอรับ” เหล่าบ่าวรับใช้ที่คอยดูแลฮูหยินทั้งนอกและในห้องต่างถอนหายใจดังออกมาครู่ใหญ่คลายความเครียดเกร็งไปได้หลายส่วน ราวกับว่าคำพูดเมื่อครู่เป็นคำพูดที่พวกนางอยากได้ยินมากที่สุดในยามนี้ ส่วนใต้เท้าจูผู้เป็นสามีและเป็นเจ้าของจวนรีบตรงไปยังห้องที่ภรรยารักอยู่ด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงและรักใคร่แต่ก็อยู่ได้เพียงหน้าห้องเท่านั้น เข่าแข็งแกร่งพลันทรุดอ่อนลงเมื่อได้ยินเสียงเจ็บปวดของฮูหยินของตนคลอตามสายลมออกมาให้ได้ยิน
“น้ำร้อน ผ้าสะอาดและมีดเอามาให้ข้า” สิ้นเสียงคำพูดที่ชัดถ้อยชัดคำและหนักแน่นแต่ราบเรียบของหมอหญิง บ่าวรับใช้ในจวนต่างรีบวิ่งจัดหาสิ่งของที่นางต้องการทันทีที่ได้ยิน บ้างก็วิ่งไปจุดไฟเพื่อต้มน้ำ บ้างก็รีบวิ่งไปหาผ้าสะอาด แม้จะเป็นการคลอดกะทันหันแต่ข้าวของล้วนถูกจัดเตรียมไว้บ้างแล้วแต่ก็ไม่ทำให้หยิบจับได้ง่ายขึ้นเลย
เวลาผ่านไปครึ่งค่อนคืนจูฮูหยินก็ได้แต่ครวญครางเจ็บปวดอยู่เช่นนั้น ทำให้ทุกคนต่างร้อนใจจนอยู่ไม่สุข ใต้เท้าจูเดินไปมาที่ด้านหน้าห้องพร้อมกับสวดมนต์ขอพรเพื่อภรรยาและลูกน้อยพึมพำไม่ขาดปาก
“เจ็บ…ข้าเจ็บจังเลย” เสียงพูดสั่นเครือดังขึ้นเผ่าเบาราวกับกระซิบผ่านสายลม ทำให้บ่าวรับใช้ที่กำลังต้มน้ำอย่างตั้งใจต้องละความตั้งใจมองไปหาต้นเสียง พร้อมกับบอกให้ตนเองไม่ต้องสนใจ แต่แล้วเสียงเจ็บปวดกลับดังใกล้หูและชัดเจนมากขึ้น เมื่อเดินหาได้สักพักก็รู้ว่าเสียงนั้นดังออกมาจากห้องเก็บฝืน เป็นขโมยงั้นหรือเมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงก้มหยิบฟืนท่อนเล็กที่วางอยู่ที่ปลายเท้าของตน พยายามเดินเข้าไปให้ใกล้มากขึ้นแต่ร่างกายกลับไม่ขยับเลยสักนิด หากเป็นขโมยจริงนางไม่สิ้นลมหายใจเลยหรือ ก่อนที่จะเข้าใกล้มากกว่านั้นก็มีเสียงร้องตะโกนมาจากหน้าห้องครัว ทำให้นางปล่อยท่อนฟืนเสียงดังก่อนจะวิ่งออกไปด้วยความตกใจ
“ซิงอี ซิงอี ฮูหยินคลอดแล้ว เจ้ารีบเอาน้ำร้อนไปได้แล้ว” เจ้าของชื่อรีบพยักหน้าสองสามครั้งเชิงบอกว่านางเข้าใจแล้ว จึงขยับกายเข้าไปยกกาน้ำร้อนที่กำลังเดือดได้ที่กับกาน้ำอีกอันที่ต้มไปก่อนหน้า ก่อนที่จะยื่นอ่างน้ำขนาดเล็กอีกสองสามอันให้คนตรงหน้าช่วยถือและรีบเดินออกไป ลืมต้นเสียงประหลาดหมดสิ้น
ในขณะที่ผู้คนในจวนไปรวมตัวกันอยู่ที่เรือนนอนของจูฮูหยิน ร่างของเกาซิ่วเม่ยที่เดินอยู่ข้างถนนถูกความเจ็บปวดโจมตีอย่างรุนแรงทำให้นางทรุดลงกับพื้นงอตัวด้วยความทรมานก่อนที่จะรู้ว่าสถานที่ตรงหน้าคือจวนสกุลจูเป็นที่ที่ชายหนุ่มคนนั้นบอก ชายที่ร่วมหลับนอนกับนางที่หอชุนเทียนจนก่อกำเนิดเป็นสายใยรักที่เติบโตในครรภ์ของนาง ชายผู้นั้นที่บอกนางว่าเขาเป็นอาศัยอยู่ที่จวนสกุลจู เขาเป็นใต้เท้าจูเจ้าของจวนนี้งั้นหรือ
สติที่พร่าเลือนพาร่างของซิ่วเม่ยมาที่ห้องที่เต็มไปด้วยฟางมัดเป็นก้อนวางเรียงรายกันเป็นตั้งนอกจากจะเป็นฟูกที่อ่อนนุ่มยังใช้คลายหนาวได้อีกด้วย นางจึงหย่อนกายลงและหอบหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด เมื่อความเจ็บไม่ทุเลามีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำน้ำตาพลันไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อซึมเต็มหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง มือที่ชื้นเหงื่อฉีกชายกระโปรงมาพับกันหลายทบและนำไปกัดไว้คลายความเจ็บ มือบางสวยงามสั่นเทาก่อนที่จะเอื้อมไปแตะที่หน้าท้องที่เต่งตึงเพราะการตั้งครรภ์ด้วยหวังว่ามันจะช่วยระบายความเจ็บปวด ซิ่วเม่ยได้แต่ครวญครางไม่ได้ศัพท์ มือทั้งสองข้างจิกเกร็งลงบนกองฟางระคนกับเสียงสูดหายใจเข้าและออกทางปากด้วยความทรมานดังเป็นระยะ ผสานกับเสียงกรีดร้องและเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายทำให้ทารกน้อยถูกคลอดออกมาคลายความเจ็บปวดและทรมานของผู้เป็นแม่ในที่สุด
ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ซิ่วเม่ยร้องไห้ด้วยความดีใจ ก่อนที่จะหาผ้าที่คลุมอยู่บนกองฟางมาห่อด้วยลูกสาวตัวน้อย จัดการเช็ดเนื้อตัวให้สะอาดสะอ้านแล้วจึงอุ้มทารกน้อยมาแนบไว้ในอ้อมกอดเพื่อคลายความหนาว ทารกน้อยร้องไห้โยเยเสียงดังหน้าตาแดงก่ำจนผู้เป็นแม่ใจหาย มืออุ่นตบก้นทารกน้อยแผ่วเบาพร้อมผู้เป็นแม่โยกตัวเป็นจังหวะเล็กน้อย นิ้วเล็กเกาะเกี่ยวมือของผู้เป็นแม่จากนั้นค่อยเงียบเสียงลง ซิ่วเม่ยกอดลูกไว้แนบอกอุ่นแน่นปากเล็กขยับเป็นจังหวะราวกับหิวโหย นางขยับท่าทางซ้ายขวาให้ลงตัวเพื่อให้นมเจ้าตัวน้อยก่อนที่ทั้งคู่จะหลับใหลภายใต้ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าบนฟูกกองฟางแสนอบอุ่นพร้อมกับเสียงขับกล่อมของพายุฝนไปตลอดทั้งคืน
เดิมทีซิ่วเม่ยเป็นเพียงนางโลมที่คอยบริการความสำราญอยู่ที่หอชุนเทียน เหล่าคุณชายน้อยใหญ่ทั้งหลายในซีหยวนต่างรู้จักเป็นอย่างดี นางพบเจอกับผู้คนมามากมายนักจนกระทั่งวันหนึ่ง นางได้ร่วมใช้ค่ำคืนอันแสนหวานกับบุรุษลึกลับผู้หนึ่ง รู้แต่เพียงว่าเขามาจากจวนสกุลจูเท่านั้น ซิ่วเม่ยรู้ดีว่าชายยามมีความปรารถนาในตัวของหญิงสาวนั้น พวกเขาสามารถทำเช่นไรได้บ้างแต่ก็มิเคยชินเสียที เมื่อครรภ์ใกล้คลอดนางไม่สามารถปิดบังเถ้าแก่เจ้าของหอชุนเทียนได้ เพราะกฎที่เคร่งครัดของหอชุนเทียนและนางเป็นคนที่ทำผิดตั้งแต่แรก รู้ดีว่าหากนางโลมตั้งท้องลูกของนางก็จะเป็นนางโลมไม่ต่างจากผู้เป็นแม่ เพราะแม่ของนางเองก็เป็นนางโลมที่คอยให้ความสำราญแก่บุรุษคนแล้วคนเล่าวันแล้ววันเล่าจนตาย นางไม่อยากให้ลูกในครรภ์มีชะตาเช่นนั้น
“เราไปหาพ่อของเจ้ากันเถิด”
