บทที่ 1 : เดินทาง...สู่เยี่ยชิง
เกาเซียวเสวียนแม้ก้าวขึ้นไปบนรถม้าด้วยความมั่นคงแต่ภายในใจกลับหวาดหวั่นไม่น้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้คลายกังวลลง พร้อมกับบอกตัวเองในใจว่านางมิมีสิ่งใดให้ร่ำลาหรือห่วงหา เพียงแต่ตอบแทนบุญคุณใต้เท้าจูและฮูหยินที่เมตตาต่อนางเท่านั้น ครั้นนำหีบสัมภาระขึ้นเทียมเกวียนเรียบร้อยแล้ว บ่าวผู้ควบคุมม้าก็บังคับม้าออกไปทันที ขบวนของเจ้าสาวมีเพียงรถม้าหนึ่งหลังและเกวียนอีกหนึ่งเล่มสำหรับขนข้าวของอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อรถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวจากซีหยวน จวนสกุลจูที่เคยโอบล้อมตัวนางค่อยๆ เลือนหายไกลออกไป ชวนให้รู้สึกใจหายมิน้อย
ก่อนจากมาเซียวเสวียนไปร่ำลากับซิงอี คนทั้งคู่กอดกันร้องไห้ด้วยไม่อยากแยกจาก สำหรับเกาเซียวเสวียนซิงอีเป็นเหมือนมารดาอีกหนึ่งคน คอยห่วงใยเซียวเสวียนและปลอบโยนเมื่อนางต้องการ เป็นน้าซิงอีที่คอยอยู่เคียงข้างนางตั้งแต่ท่านแม่จากไป น้าซิงอีบอกกับนางว่าข้าพบเจ้ากับแม่ของเจ้าเป็นครั้งแรกที่เรือนเก็บฟืนที่ชื้นแฉะท่ามกลางฤดูฝนเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว เวลานั้นจวนสกุลจูวุ่นวายมากเพราะบ่าวไพร่พากันเตรียมตัวดูแลฮูหยินที่ใกล้คลอดเช่นกัน
ซิ่วเม่ยที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวก็เริ่มพบกับความยากลำบากที่ต้องเลี้ยงลูกและทำงานในจวนไปด้วย จนในที่สุดซิงอีทนไม่ไหวจึงอาสารับงานส่วนอื่นๆ แทนเพื่อนที่ซิ่วเม่ยจะได้มีเวลาอยู่กับเซียวเสวียน มีเรื่องมากมายของท่านแม่ที่เซียวเสวียนไม่รู้ถูกบอกเล่าโดยน้าซิงอี ภาพท่านแม่ที่เลือนรางก็ฉายชัดในความทรงจำอีกครั้ง ซิงอีไม่เล่าเพียงอย่างเดียวมือบางเริ่มเหี่ยวย่นเอื้อมไปหยิบห่อผ้าขนาดใหญ่สามสี่ห่อให้กับเซียวเสวียน หนึ่งในนั้นมีผ้าไหมเนื้อดีหลายสิบพับ อาหารตากแห้งอีกหลายชนิดในถุงผ้าห่อใหญ่ ก่อนจะยื่นปิ่นเงินประดับหยกที่คุ้นเคยให้กับเซียวเสวียน
‘นี่...คือปิ่นเงินของแม่ข้าเมื่อครานั้นหรือเจ้าคะ แล้วน้าซิงอีไปเอามันมาได้อย่างไรเจ้าคะ’ เกาเซียวเสวียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย จูฮูหยินไม่มาทางมอบมันคืนให้แต่โดยดีแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเอื้อมมือไปที่ชายกระโปรงของซิงอีก่อนจะถือวิสาสะถลกขึ้นจนถึงเข่า เผยให้เห็นรอยช้ำแดงปนม่วงปะปนคราบเลือดกรังติดอยู่โดยรอบ มีทั้งแผลเก่าและแผลใหม่บางแผลเป็นรอยลึกจนเกือบถึงกระดูก
‘อึก…ฮึก น้าซิงอีทำไมท่านถึงทำเช่นนี้เจ้าคะ ปิ่นเงินนั่นไม่ได้สำคัญเท่าชีวิตของท่านหรอกนะเจ้าคะ’ เกาเซียวเสวียนร่ำไห้ด้วยความสะเทือนใจระคนเจ็บปวดที่นางมิอาจปกป้องคนที่นางรัก ไม่อาจปกป้องทั้งท่านแม่และน้าซิงอี
‘ไปเถิดเซียวเสวียน อย่าได้เป็นกังวลอันใดอีกเลย เจ้าต้องมีความสุขนี่เป็นความหวังเดียวของข้าและแม่ของเจ้า ได้โปรดทำมันให้จงได้’
‘เจ้าค่ะ’ แม้จะตอบรับไปเช่นนั้นแต่ภายในใจกลับไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูดออกไป นางเป็นเพียงสาวใช้ไหนเลยจะได้ดิบได้ดีแต่งงานกับขุนนางใหญ่ ยิ่งเป็นเชื้อพระวงศ์นางยิ่งไม่มีทางฝันถึง เพียงแต่นางได้โอกาสทำหน้าที่แทนคุณหนูเข่อชิงเท่านั้น ลูกสาวที่เกิดจากนางโลมไร้ค่าอย่างนางก็เป็นได้แค่พระชายาตัวแทน หากภายภาคหน้าได้รับความเมตตาจากเยว่อ๋องผู้นั้นความสุขที่ได้รับมันเป็นของนางจริงๆ งั้นหรือ เกาเซียวเสวียนลอบเอ่ยคำถามภายในใจ
ไม่นานนักเสียงเรียกจากด้านนอกทำให้เซียวเสวียนรู้ว่านางต้องไปแล้ว เซียวเสวียนย่อกายทำความเคารพซิงอีก่อนจะเอ่ยคำอำลาแล้วจากไป ด้วยหวังว่าน้าซิงอีจะได้อยู่อย่างไม่ลำบากนักตามที่จูฮูหยินเอ่ยสัญญาเอาไว้
เมื่อออกจากซีหยวนไปได้สักหนึ่งชั่วยามตึกรามบ้านช่องก็เริ่มลดน้อยลง เปลี่ยนเป็นแมกไม้น้อยใหญ่ที่ลักษณะและสีสันแปลกตาชวนให้มีอารมณ์สุนทรีย์อยู่มิน้อย แต่นั่นก็มิคลายความโดดเดี่ยวและอ้างว้างภายในใจนางได้เลย ปกติแล้วตอนอยู่ในจวนมักจะมีสิ่งต่างๆ ให้ร่างบางของเซียวเสวียนต้องขยับทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่เสมอ การเอาผ้าไปซักที่ลำธารเป็นสิ่งที่นางโปรดปรานที่สุด รองลงมาเห็นทีจะเป็นการนั่งให้ท่านแม่สางผมพร้อมกับเล่าเรื่องราวครั้งยังเป็นเด็กให้ฟังแต่ความจำเหล่านั้นมันก็เริ่มจะเลือนรางคล้ายมีและไม่มีในคราวเดียวกัน มีเพียงสัมผัสแผ่วเบาที่ศีรษะด้วยความรักของท่านแม่ที่ยังคงไว้
‘นี่เป็นปิ่นของท่านยายให้กับแม่ไว้ แม่คิดว่าจะยกปิ่นนี้ให้เซียวเสวียนน้อยของแม่ตอนออกเรือน’
‘แม่อยากเห็นเซียวเสวียนน้อยของแม่แต่งงานและมีความสุข’
‘ลูกต้องมีความสุขมากแน่’
เซียวเสวียนหวนนึกถึงคำพูดของมารดาด้วยความคิดถึง
“ท่านแม่กับท่านยายก็ไปกับข้าเถิดนะเจ้าคะ” เกาเซียวเสวียนเอื้อนเอ่ยเสียงสั่นแผ่วเบาผ่านสายลม ด้วยหวังว่ามันจะพัดพาคำพูดของนางไปถึงมารดาผู้ล่วงลับ มือบางกำปิ่นเงินของมารดาแนบแน่นด้วยความอาลัยก่อนจะใช้มือเรียวงามอีกข้างเช็ดน้ำตาที่ไหลลงบนแก้มนวล สายลมเย็นปะทะผิวกายครู่ใหญ่มันโอบกอดนางไว้ ราวกับตอบรับกับคำพูดของนางเมื่อครู่
‘ราชโองการนี้ข้ามิอาจให้เข่อชิงรับไว้ได้ ท่านพี่หากเข่อชิงของข้า...ฮึก...ฮึก...หากนางต้องเดินทางไกลเพียงนั้นต้องไม่มีชีวิตรอดแน่ๆ แค่เพียงออกไปเดินเล่นไม่ถึงชั่วยามไอเย็นก็พร้อมที่จะแทรกกายนางแล้ว เดินทางนานขนาดนั้นนางคงไร้ลมหายใจแน่ๆเหตุใดต้องเป็นอ๋องหมาป่าจอมโฉดผู้นั้นด้วย’ จูฮูหยินร่ำไห้แทบขาดใจ อีกอย่างคนโหดร้ายแบบนั้น...ทำไมถึงต้องเป็นสามีของเข่อชิงด้วย ลูกของนางทำบาปอะไรไว้กัน
‘ท่านแม่ ท่านพ่อ ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ...ให้ลูกแต่งเถิด เดิมทีร่างกายของข้าก็ไม่แข็งแรงมิอาจสร้างความภูมิใจใดๆ ให้กับบรรพบุรุษสกุลจูได้ แม้ต้องตายลูกก็ยอมเจ้าค่ะ’ น้ำเสียงที่เอ่ยดูอ่อนโยนและน่าเวทนาชวนให้ผู้ที่ได้ฟังรู้สึกหดหู่และเห็นใจในคราเดียวกัน ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้คนเป็นพ่อครุ่นคิด
‘ว่าแต่มอบสมรสพระราชทานให้กับบุตรสาวของใต้เท้าจู แบบนี้มันมิได้หมายถึงเซียวเสวียนด้วยหรือเจ้าคะ ในเมื่อเซียวเสวียนก็เป็นลูกสาวของท่านพ่อ’
ใต้เท้าจูเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่นั่งนิ่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่เข่อชิงพูดเมื่อครู่ ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใดเสียงของเซียวเสวียนบุคคลที่เขากำลังนึกถึงก็พลันปรากฏกายได้อย่างถูกที่ถูกเวลา
‘เซียวเสวียนมาแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน’ เสียงใสกังวานปนนุ่มนวลเอ่ยขึ้นเมื่อตนอยู่หน้าเรือน
‘เข้ามา’ จูฮูหยินเอ่ยเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ดังเช่นทุกครั้ง
‘เซียวเสวียนข้ามีเรื่องต้องถามเจ้า’ ใต้เท้าจูที่นั่งข้างภรรยาเอ่ยถามเซียวเสวียนก่อนที่นางจะยกถังน้ำไปที่ห้องอาบน้ำของฮูหยิน
‘เจ้าค่ะ... ใต้เท้า’ เกาเซียวเสวียนย่อกายนั่งลงกับพื้นข้างๆ มีโต๊ะขาสิงห์ตัวงามตั้งอยู่พร้อมกับขนมหลากสีสัน
‘ข้าจะไม่อ้อมค้อม เมื่อครู่ฝูกงกงมาแจ้งราชโองการมอบสมรสพระราชทานให้กับบุตรสาวสกุลจูไปแต่งกับเยว่อ๋องแห่งเมืองเยี่ยชิง...เจ้าก็รู้ว่าเข่อชิงนางร่างกายไม่แข็งแรงตั้งแต่เด็ก สามวันดีสี่วันไข้มิอาจเดินทางแรมเดือนไปเยี่ยชิงได้ มิสู้...’ ใต้เท้าจูไม่กล้าเอ่ยออกมาให้จบประโยคผู้เป็นภรรยาจึงเอ่ยแทน
‘มิสู้เจ้าขึ้นเกี้ยวเยว่อ๋องไปแทนนาง ใช้ชีวิตที่สุขสบายที่นั่น...เจ้าอยู่ในฐานะตัวแทนของเข่อชิงคุณหนูแห่งจวนสกุลจู มิหนำซ้ำยังมีตำแหน่งพระชายามารอต้องอยู่สุขสบายกว่าที่นี่เป็นแน่ เจ้ากับแม่ผู้ล่วงลับเป็นคนรู้คุณต้องรู้แน่ว่าต้องทำเช่นไร หากเจ้าทำตามรับรองว่าซิงอีจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในฐานะคนที่ชุบเลี้ยง ‘พระชายา’ เช่นเจ้ามาจนเติบใหญ่’ ฮูหยินเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา สายตาที่แสดงความอ่อนโยนออกมาเป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น
‘ตอนนี้สกุลจูอยู่ในกำมือของเจ้า ข้ามิอาจสูญเสียเข่อชิงไปได้ นี่เป็นสิ่งเดียวที่ข้าต้องการขอร้องเจ้า’ ใต้เท้าจูเอ่ยกับเซียวเสวียนพร้อมกับคุกเข่าขอร้อง
“แต่ว่า” เกาเซียวเสวียนเอ่ยค้านก่อนจะถูกใต้เท้าจูเอ่ยแทรกจนนางรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งใจ
“ข้าไม่เสียเข่อชิงไปเจ้าก็รู้” ใต้เท้าจูเอ่ยออกมาอย่างหน้าไม่อาย คล้ายกับว่าความเป็นพ่อเขามีให้เข่อชิงเท่านั้น
“ท่านไม่มีความเป็นพ่อเลยแม้แต่น้อยหรือเจ้าคะ ข้าก็เป็นลูกสาวคนหนึ่งของท่าน แม้แต่สุนัข...” เซียวเสวียนยังไม่ทันพูดจบ แรงจากฝ่ามือใหญ่ตบเข้าที่ใบหน้าอย่างรุนแรง จนเกาเซียวเสวียนหน้าหันไปตามแรงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วลำคอและริมฝีปาก น้ำตาที่กักเก็บเอาไว้กลิ้งลงบนแก้มใสอย่างห้ามไม่ได้ ร่างบางมองบุพการีตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่ก่อตัวด้วยความเสียใจ
“หากมันทำให้ท่านรู้สึกว่าข้าเป็นลูกสาวของท่านมากขึ้นมาบ้าง ข้าเองก็ตกลงเจ้าค่ะ ทั้งใต้เท้าจูและฮูหยินต่างเมตตาเซียวเสวียนกับท่านแม่มาตลอด เซียวเสวียนแม้ไร้มารดาแต่ย่อมไม่ลืมบุญคุณ” เกาเซียวเสวียนตอบกลับด้วยเสียงแข็งสั่นเครือปนเรียบเฉย มือเล็กปาดน้ำตาที่หางตาก่อนที่ใครจะเห็น ขอเพียงจูฮูหยินรับปากเช่นนั้นนางยินดีที่จะทำตาม
“แล้วข้าต้องไปอยู่ที่นั่นนานเท่าใดหรือเจ้าคะ” เซียวเสวียนเอ่ยถามในขณะที่ใต้เท้าและฮูหยินลอบมองหน้ากันอย่างไร้คำตอบ
“จนกว่าเข่อชิงจะร่างกายแข็งแรงดีอย่างไรล่ะ” จูฮูหยินตอบทั้งที่รู้ดีว่าจูเข่อชิงบุตรสาวที่ตนรักสุดหัวใจนางไม่มีทางหายขาดจึงไม่มีทางยอมเสี่ยงให้นางไปเผชิญหน้ากับคนโหดร้ายเช่นนั้นแน่
เซียวเสวียนส่ายหัวไล่ความคิดของตนเรื่องราวในวันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ ร่างเล็กเริ่มบอดขยับกายเมื่อความเมื่อยล้าเกาะกินนางทั้งแขนและขา เหตุใดการนั่งในเกี้ยวจึงเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้เล่า คงกล่าวไม่เกินจริงนักหากบอกว่าการเดินทางไปเยี่ยชิงคือการเดิมพันด้วยชีวิต
จากแสงอาทิตย์ร้อนแรงแปรเปลี่ยนเป็นดวงจันทร์ขาวนวลเข้ามาทดแทน เซียวเสวียนเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยถึงแม้ว่าด้านในของรถม้าคันนี้จะบุด้วยผ้านวมหนานุ่มและผ้าไหมลายมงคลสีแดงเนื้อดีประดับดิ้นทองเพื่อให้นั่งสบายก็ตาม เดิมทีร่างกายของนางนับว่าแข็งแรงหาบน้ำได้วันละสามหาบก็ปวดเมื่อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เปลือกตาเริ่มรู้สึกว่ามันหนักอึ้ง สัมผัสได้ถึงไอร้อนผ่านผิวหนัง ลมหายใจค่อยๆ ผ่อนลงจนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ประกอบกับการโยกคลอนของรถม้าเป็นจังหวะคล้ายขับกล่อมจึงทำให้เซียวเสวียนผล็อยหลับไปอีกครั้ง เป็นเช่นนี้มาหลายคืนแล้วแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเข้าใกล้เขตของเยี่ยชิง
“หากจะเดินทางจากซีหยวนไปเยี่ยชิงต้องใช้เวลาร่วมเดือน นี่เราต้องไปถึงในเวลาสิบสี่วัน จริงหรือท่านพ่อ” บุตรชายของบ่าวผู้ควบคุมรถม้าเอ่ยพูดกับคนเป็นพ่อด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล ขณะที่รถม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้กัน
“หากไปไม่ทันชีวิตของพวกเราสามคนคงไม่อาจรั้งไว้ได้แน่นอน” เมื่อสิ้นสุดถ้อยคำหนักแน่นของผู้เป็นพ่อ ทำให้เสี่ยวปากลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงไปพร้อมกับหายใจติดขัดเล็กน้อย เมื่อนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหากไปไม่ทัน
“ท่านพ่อ เยว่อ๋องโหดร้ายถึงเพียงนั้น ยะ…หญิงสาวผู้ที่ร่วมหลับนอนเหล่านั้นล้วนมีชะตากรรมที่เลวร้าย คุณหนูเข่อชิงจะไม่เป็นไรหรือนางดูบอบบางถึงเพียงนั้น” ครั้นเสี่ยวปารู้ตัวว่าตนส่งผ่านความรู้สึกที่ไม่ควรของตนออกจากประโยคที่พูด จึงกระแอมไอเสียงดังสองสามครั้งกลบเกลื่อนความรู้สึกของตน
เสียงกุบกับของรถม้าบดเบียดเข้ากับพื้นกรวดดังเป็นระยะก่อนที่จะเงียบเสียงลง ส่งผลให้เกาเซียวเสวียนที่กำลังหลับใหลด้วยความอ่อนเพลียรู้สึกตัวตื่นขึ้นก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดหน้าต่างบานเล็กเพื่อดูสถานการณ์ภายนอกด้วยความสงสัย ทันใดนั้นเสียงดังของบุคคลด้านนอกนอกพูดสวนเข้ามาก่อนที่นางจะเอ่ยปากถาม
“พวกเราจะหยุดพักม้าสักหนึ่งชั่วยาม แล้วค่อยเดินทางต่อขอรับ” เสียงแหบแห้งของอาหลางคนขับรถม้าเอ่ยขึ้นด้วยความอิดโรยมิต่างจากนางมากนัก ก่อนที่จะบิดตัวขยับแข้งขาไล่ความเมื่อยล้าออกไป
เมื่อได้ยินดังนั้นเซียวเสวียนก็พาร่างกายของตนออกมายืดแข้งยืดขาไล่ความเมื่อยล้า นางเดินทางมากับพวกเขากว่าสิบวัน ราวกับนางเดินทางคนเดียวคนขับรถม้าสองพ่อลูกไม่แม้แต่สบตาหรือพูดคุยกับนาง พวกเขาบอกเพียงว่าต้องเดินทางไปถึงเยี่ยชิงภายในสิบสี่วัน และเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อถึงเวลาหยุดพักม้าและนำอาหารมาให้นางเท่านั้น
เซียวเสวียนเลือกที่จะนั่งเอนกายบนโขดหินก้อนใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้กับชะง่อนผา หลับตาและสูดอากาศสดชื่นเข้าปอดอย่างโหยหาพร้อมทั้งกระชับผ้าคลุมไหล่ผืนบางให้แนบผิวมากขึ้นจากมุมนี้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือเมืองใหญ่ที่ถูกขนาบข้างไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ มีธารน้ำสายใหญ่ไหลผ่านกลางเมือง ป้อมปราการเรียงรายตามแนวเขาสูงต่ำลดหลั่นการไป เสียงนกร้องขับขานล้อไปกับสายลมบางเบาที่พัดผ่านทำให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย
“เยี่ยชิง...นั่นคือเยี่ยชิงขอรับคุณหนู” เสียงของเสี่ยวปาเอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ แต่ก็เว้นระยะห่างไว้อย่างเหมาะสม
“เยี่ยชิงไม่เหมือนกับที่ข้าคิดไว้” เซียวเสวียนเอ่ยเสียงแผ่วเบาจนมันละลายหายไปกับสายลม
