ตอนที่ 7 คุณต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง
ตอนที่ 7
คุณต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง
แสงพระอาทิตย์ที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องนอนทำให้รติรสนั้นรู้สึกตัวขึ้นมาแต่ความรู้สึกนั้นช่างแตกต่างไปจากทุกวันเพราะเธอรับรู้ได้ถึงไออุ่นเหมือนกับว่าได้นอนอยู่ในอ้อมกอดของใครสักคน
หญิงสาวลืมตาขึ้นมาก็เจอเข้ากับแผงอกของใครบางคนจนเธอต้องกะพริบตาปรับแสงที่ส่องสว่างรอดผ้าม่านสีขาวแล้วหันกลับมาดูแผงอกนั้นอีกครั้ง
หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความงงงวยเธอจึงมองสำรวจไปตามแผงอกและเลื่อนขึ้นไปยังลำคอ
“นั่นลูกกระเดือกนี่ ผู้ชายเหรอ” เธอรู้สึกสงสัยดวงตากลมสวยก็เลื่อนผ่านไปคางที่มีหนวดเคราเล็กน้อย แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วว่าตอนนี้เธอกำลังฝันหวานอะไรอยู่กันแน่ ทำไมเธอถึงนอนอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชาย
หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยแต่แล้วพยัคฆินก็รู้สึกตัวขึ้นมา เขาก้มลงมามองเธอดวงตาทั้งคู่สบประสานกันจนได้ยินเสียงหัวใจของรติรสเต้น
“ตึก ตึก” แทบจะกระโดดออกมาจากอกของเธอแล้ว
“นี่คุณ คุณมาอยู่ในห้องฉันได้ยังไง” หญิงสาวถามออกไปด้วยท่าทางตกใจแต่แล้วเมื่อมองไปรอบๆก็รู้ได้ว่านี่มันไม่ใช่ห้องเธอเพราะห้องที่เธออยู่นี่มันช่างหรูหราเหมือนในฉากละครทีวีก็ว่าได้
เธอจึงหันหน้ากลับมามองเขาอีกครั้งพร้อมทั้งกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากดวงตาคู่สวยเริ่มสั่นไหว เมื่อชายหนุ่มกอดกระชับร่างบางเข้ามาใกล้ๆจนเธอได้กลิ่นของสบู่อ่อนๆที่ติดอยู่กับผิวของเขา
“คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” พยัคฆินก้มลงมาใกล้ๆเรือนผมสีดำขลับมันเงางามของหญิงสาว
“นี่มันห้องของผม คุณไม่รู้หรือยังไง”
“แล้วฉันมาอยู่ห้องของคุณได้ยังไงคะ”
“ก็ผมไปรับคุณน่ะสิเมื่อคืน”
“เมื่อคืนคุณไปรับฉันมาเหรอคะ แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่ไหน” รติรสที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ก็คุณเป็นคนบอกผม”
“ฉันเหรอคะ ฉันจำไม่ได้สักหน่อยว่าฉันคุยกับคุณ”
“คุณส่งข้อความมาหาผม คุณจำได้ไหมว่าคุณพิมอะไรมา”
“ไม่ค่ะ ฉันจำไม่ได้” หญิงสาวขยับออกห่างจากตัวเขาเพราะเธอเริ่มจะอึดอัดและหายใจไม่ออกใบหน้าขาวเริ่มแดงระเรื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าเธอจะนึกยังไงก็นึกไม่ออก
“ปล่อยฉันได้แล้วค่ะคุณ” หญิงสาวพยายามขยับตัวออกห่างจากเขาในที่สุดวงแขนแกร่งก็ยอมปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ
“คุณควรที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำนะ” สายตาของเขาบ่งบอกว่าเธอนั้นได้กระทำบางอย่างกับเขาจนเจ้าตัวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
“รับผิดชอบอะไรคะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย” ทั้งๆที่เธอเมาจนหลับไปไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยซ้ำ เธอจำได้ว่าครั้งสุดท้ายก็คือเธอกำลังร้องไห้คิดถึงพชรอยู่หลังจากนั้นสติของเธอก็ดับวูบไป เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอทำอะไรต่อจากนั้น
“ก็รับผิดชอบในคำพูดของตัวเองสิ”
“คำพูดของฉันเหรอคะ ฉันพูดอะไรไม่ทราบ”
“คุณบอกว่าคุณจะแต่งงานกับผม”
“เปล่านะ ฉันไม่ได้พูดคำนั้นเลย”
“คุณดูในไลน์ของคุณสิเพราะคุณส่งไลน์มาให้ผม” รติรสหันซ้ายหันขวาเธอไม่รู้ว่าตอนนี้โทรศัพท์เธออยู่ที่ไหน ชายหนุ่มจึงชี้ไปที่ข้างหัวเตียงหญิงสาวหันไปก็เห็นกระเป๋าของตัวเองจึงรีบหยิบกระเป๋ามาค้นหาโทรศัพท์ เมื่อเธอกดเข้าไปดูก็เห็นว่าตัวเองนั้นได้ส่งข้อความไปบอกว่าจะแต่งงานกับเขา
“บ้าไปแล้วเหรอรติ เธอจะทำอะไรลงไปเนี่ย” รติรสทำหน้าเหลอหลาเมื่อเห็นข้อความของตัวเองที่ส่งให้กับพยัคฆิน
“อะไรกัน ฉันไม่เห็นรู้ด้วยซ้ำว่าฉันส่งข้อความนี้ให้คุณ”
“ไม่ใช่แค่ส่งข้อความนะ คุณบอกให้ผมไปรับด้วย”
“ฉันจะบอกให้คุณไปรับได้ยังไง ในเมื่อฉันเมาไม่ได้สติ”
“ถ้าคุณไม่บอกให้ผมไปรับผมจะไปถูกได้ยังไงล่ะ” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆและลุกขึ้นจากที่นอนเตียงนอน เขาเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำไม่นานเขาก็เดินออกมาโดยมีผ้าผืนขนหนูเดียวที่ปกปิดท่อนล่างเอาไว้จนรติรสต้องเสหันมองทางอื่นใบหน้าของเธอแดงก่ำ พยัคฆินที่เห็นแบบนั้นก็อดยิ้มขำไม่ได้
“โตจนจะมีสามีแล้วก็ยังจะมาเขินอีกเหรอ” รติรสหันไปมองหน้าเขาด้วยท่าทางไม่พอใจ
“ก็คุณไม่ได้จะเป็นสามีฉันนี่และฉันก็เพิ่งเคยเห็นคุณโป๊เป็นครั้งแรกทั้งๆที่เราเพิ่งรู้จักกันมาแค่สองวันเองนะ
“ใครบอกว่าไม่ใช่ ผมนี่แหละจะแต่งงานเป็นสามีของคุณ” คำพูดถูกเปล่งออกมาด้วยเสียงหัวเราะ
“เรื่องนั้นฉันยังไม่ได้ตกลงสักหน่อย”
“คุณตกลงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หลักฐานก็เห็นอยู่โทนโท่” เขามองไปที่โทรศัพท์ของเธอหญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์แล้วเอาไปซ่อนไว้ข้างหลังทันที
“เอาล่ะ วันนี้ผมมีประชุมจะต้องเข้าไปทำงาน ถ้าคุณออกไปแล้วก็อย่าลืมล็อกห้องด้วยล่ะ ไม่ใช่เปิดประตูอ้าซ่าให้โจรเข้ามาขโมยของได้” รติรสหันมองไปรอบๆเธอไม่พูดอะไรแต่รีบลุกขึ้นจากที่นอนได้ก็หยิบกระเป๋าของตัวเองเดินตรงไปยังประตูห้องแต่แล้วฝ่ามืออันแข็งแรงก็จับต้นแขนไว้จนรติรสตกใจ เขาดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอดอย่างง่ายดายจนหญิงสาวนั้นตั้งตัวไม่ทัน
“นี่คุณกำลังจะทำอะไรคะ”
“ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ ผมก็แค่จะบอกว่าในเมื่อคุณตกลงกับผมแล้ว คุณก็ต้องมาเป็นเจ้าสาวของผมและผมจะยอมเป็นเจ้าบ่าวของคุณ” รติรสเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่พูดอย่างเอาแต่ใจอยู่ตรงหน้า แต่แล้วสายตาคู่หวานก็สบเข้ากับสายตาคู่คมนั้นจนเธอต้องรีบหลบตา
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ตกลง”
“ถ้าคุณไม่ตกลงผมจะกอดคุณอยู่ตรงนี้แหละแล้วจะไม่ไปไหน”
“ไหนว่าคุณรีบไปประชุม ถ้ารีบไปก็รีบแต่งตัวแล้วปล่อยฉันสิคะ”
“ตกลงไหม”
“ไม่ค่ะ”
“ถ้าไม่ผมจะเข้าหอกับคุณในตอนนี้แหละ ไม่ต้องรอให้ถึงวันแต่งงาน”
“จะบ้าเหรอ คุณจะทำบ้าๆแบบนี้กับฉันไม่ได้นะคะ”
“ก็คุณอยากจะเล่นกับไฟเอง คุณก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำลงไป”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรคุณสักหน่อย คุณอย่ามามั่วนะ”
“ทำสิเมื่อคืนคุณทำหลายอย่างกับผมด้วยซ้ำแต่คุณจำไม่ได้เองหรือเปล่า” คำถามที่เป็นปริศนาชวนให้รติรสหันไปจ้องตาคนพูด
“คุณพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง” พยัคฆินปล่อยมือจากตัวของหญิงสาวแล้วเดินตรงไปยังห้องแต่งตัว รติรสที่เดินตามเขาเข้าไปด้วยท่าทางโมโห
“จะพูดก็พูดไม่หมดทำไมเขาถึงปล่อยให้ค้างๆคาๆแบบนี้”
“แล้วคุณจะตามเข้ามาทำไม”
“ก็ฉันอยากรู้นี่ว่าเมื่อคืนฉันทำอะไรลงไปทำไมฉันถึงจำไม่ได้”
“คุณไม่ต้องสนใจหรอกแค่คุณจำไว้ว่าหลังจากนี้ผมคือว่าที่เจ้าบ่าวของคุณแค่นั้นก็พอ คุณออกไปได้แล้ว” พยัคฆินเดินมาดันไหล่ของหญิงสาวให้ถอยหลังและเลื่อนประตูปิดทันที
“อีตาบ้าเอ๊ย! พูดอะไรกำกวมอยู่นั่นแหละ” เธอเดินวนอยู่หน้าห้องแต่งตัวของเขาไปมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจและพยายามคิดทบทวนว่าเมื่อคืนเกิดอะไรกันแน่ทำไมเธอจำไม่ได้แต่แล้วเธอก็มีความจำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวว่าเหมือนเธอรู้สึกตัวแล้วกำลังลืมตาขึ้นมาก็เห็นในหน้าของพยัคฆินอยู่ใกล้ๆใบหน้าของเธอแล้วแต่แล้วเธอก็หลับไปซะก่อน เมื่อมาถึงจุดนี้หญิงสาวรู้สึกกังวลใจจนกัดริมฝีปากของตัวเอง
“หรือว่าเมื่อคืนเรากับเขามีอะไรกันงั้นเหรอ” ยิ่งคิดยิ่งน่าปวดหัวไม่นานเสียงประตูก็เปิดขึ้น
“คุณยังไม่ออกไปอีกเหรอ”
“จะออกไปได้ยังไงล่ะ ก็ฉันอยากรู้ว่าเมื่อคืนเราทำอะไรกัน”
“เราก็นอนด้วยกันไง”
“ฉันรู้ว่านอนด้วยกัน นอนห้องเดียวกันแล้วทำอะไรอีก”
“ไม่รู้สิผมให้คุณไปคิดก็แล้วกัน เอาเป็นว่าถ้าผมโทรไปคุณรับสายด้วยนะ” ว่าแล้วเขาก็เดินออกไปจากห้องนอน เธอเดินตามเขาออกไปชายหนุ่มก็สวมรองเท้าแล้วเปิดประตูห้องออกกว้างพลางผายมือให้เธอเดินออกจากห้องเขาไปด้วยกัน
เมื่อทั้งสองมายืนรอลิฟต์เธอก็เหลือบมองใบหน้าของชายหนุ่มอยู่หลายครั้ง
“นี่ฉันมีอะไรกับผู้ชายที่หน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้เลยเหรอ มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า” หญิงสาวพยายามคดุ้นคิดอยู่ในใจ
“จะให้ผมไปส่งไหม” เขาถามขึ้นทันที
“ไม่ต้องฉันกลับเองได้” หลังจากนั้นเขาก็เดินนำหน้าเธอออกไปจากตัวคอนโด รติรสมองตามชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงแผ่นหลังกว้างก็อดที่จะทึ่งในความหล่อของเขาไม่ได้ ยิ่งแสงแดดปะทะเข้าใบหน้าของเขายิ่งทำให้เขามีออร่ามากขึ้นแต่แล้วเขาก็เดินไปยังรถสปอร์ตคันหรู
“ไม่น่า คงไม่ใช่คันนั้น” เมื่อเขากดปลดล็อกรถทำให้รติรสอ้าปากค้าง
“ผู้ชายคนนี้มีรถราคาแพงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ทั้งหล่อ ทั้งมีรถสปอร์ต” เธอมองเขาไม่วางตา
เมื่อชายหนุ่มหันกลับมายิ้มให้เธอทำให้เธอต้องรีบเก็บอาการและเดินจ้ำๆไปยังถนนใหญ่ทันที พยัคฆินมองตามร่างบางที่เดินออกไปจากคอนโดด้วยท่าทางรีบร้อน
