2.2 | ตามผมมาทำไม
คิรากรยกถ้วยไข่ตุ๋นนมสดทอปปิงด้วยกุ้งตัวโต ซึ่งเป็นของโปรดของไออุ่นที่เขาต้องลงมือทำด้วยตัวเองเกือบทุกเช้ามาวางไว้ที่โต๊ะอาหาร เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่เลี้ยงวัยสี่สิบปีจูงเด็กหญิงในชุดนักเรียนชั้นอนุบาลเข้ามาพอดี ชายหนุ่มปลดผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มที่สวมทับอยู่บนเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวออกมาวางไว้ที่มุมโต๊ะ แล้วเดินไปอุ้มลูกสาวตัวน้อยมานั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็กซึ่งเป็นที่นั่งประจำของเธอ
“พรุ่งนี้เปลี่ยนเมนูเป็นข้าวผัดแซมอนดีมั้ยคะ” คิรากรถามพลางหยิบแปรงหวีผมสีชมพูอันเล็กที่พี่เลี้ยงวางไว้ให้ก่อนจะหยิบขึ้นมาหวีผมให้ลูกสาวเพื่อเตรียมถักเปียให้เหมือนทุกเช้า
“ไม่เอาค่ะ ไออุ่นจะทานไข่ตุ๋น”
“ทานแต่ไข่ตุ๋นทุกวันเดี๋ยวก็เบื่อแย่”
“ไม่เบื่อค่ะ คุณพ่อทำอร่อย”
คนเป็นพ่อยิ้มพรายเมื่อเห็นลูกสาวชอบอาหารที่เขาทำให้ “ถ้าไออุ่นไม่เบื่อ คุณพ่อก็จะทำให้ทานทุกวันเลย”
“คุณพ่อขา...” เด็กหญิงเรียกเสียงอ่อยแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับคุณพ่อของเธอแวบหนึ่งเหมือนมีความลังเลใจอะไรบางอย่าง แล้วก้มหน้าลงมองชามไข่ตุ๋นตรงหน้าตามเดิม
“ว่าไงคะ” ชายหนุ่มขานรับน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับส่งยิ้มอบอุ่นให้เด็กน้อย ในขณะที่มือก็ยังคงสาละวนอยู่กับการถักเปีย เมื่อเสร็จข้างหนึ่งแล้วจึงย้ายไปถักอีกข้าง
“ไออุ่นอยากไปหาคุณแม่”
มือใหญ่ที่กำลังจะติดกิ๊บรูปตัวการ์ตูนที่หางเปียชะงักไปนิดหนึ่ง เขานึกว่าลูกจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้แล้ว แต่เธอไม่ลืม “ไออุ่นไม่อยากอยู่กับคุณพ่อแล้วเหรอคะ” เขาแกล้งถามกลั้วหัวเราะ ทั้งที่ในใจเจ็บแปลบ
“ไออุ่นอยากให้คุณแม่ไปส่งที่โรงเรียนค่ะ”
“คุณพ่อก็ไปส่งหนูทุกวันแล้วไงคะ”
“ไออุ่นอยากให้คุณพ่อกับคุณแม่ไปด้วยกันเหมือนคุณพ่อคุณแม่ของน้ำหอม” เด็กหญิงบอกน้ำเสียงเศร้าสร้อย จริงอยู่ที่เพื่อนในโรงเรียนไม่ได้มีพ่อแม่ไปส่งพร้อมหน้ากันทุกคน แต่น้ำหอม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอมีพร้อม ที่สำคัญแม่ของน้ำหอมใจดีมากและเผื่อแผ่ความรักมาถึงเธอด้วย นั่นยิ่งทำให้ไออุ่นอยากมีแม่เป็นของตัวเอง
คิรากรติดกิ๊บที่หางเปียทั้งสองข้างให้ลูกสาวเสร็จแล้วจึงนั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างกันก่อนจะเฉไฉเปลี่ยนเรื่องคุย “รีบทานไข่ตุ๋นให้หมดเร็วเข้า เดี๋ยวไปโรงเรียนแล้วอดเล่นเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นกับน้ำหอมนะ”
เด็กหญิงตักไข่ตุ๋นเข้าปากได้สองคำก็วางช้อนแล้วหันมามองสบตากับคุณพ่อของเธอด้วยแววตาหม่นหมองอีกครั้ง “เมื่อคืนนี้ ทำไมคุณแม่ต้องหนีไออุ่นไปด้วย คุณแม่ไม่รักไออุ่นเหรอคะ”
ความสะเทือนใจพุ่งขึ้นมาจุกอกจนชายหนุ่มต้องบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น “ผู้หญิงที่ไออุ่นเจอเมื่อคืนนี้แค่หน้าเหมือนคุณแม่ แต่ไม่ใช่คุณแม่นะคะ”
ไออุ่นรับฟังด้วยสีหน้าผิดหวังอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้งอแงเหมือนเมื่อคืน มีเพียงดวงตากลมใสเท่านั้นที่ฉายแววหม่นหมองออกมาอย่างเปิดเผย เพียงเท่านี้ก็ทำให้คนเป็นพ่อรู้แล้วว่าลูกสาวกำลังเจ็บปวดเสียใจมากแค่ไหน
ยิ่งคิดคิรากรก็ยิ่งโกรธผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุให้น้องชายของเขาต้องตาย และตอนนี้เธอก็ได้ทำลายความสุขที่เคยมีของไออุ่นอีกคน ความสุขที่เขาพยายามเติมเต็มให้หลานกำพร้ามาตลอดสี่ปีเต็มถูกทำลายลงด้วยเวลาเพียงหนึ่งนาทีที่ผู้หญิงคนนั้นก้าวเข้ามา
คิรากรใช้เวลาหลอกล่อไออุ่นให้กินไข่ตุ๋น ขนมปังปิ้งครึ่งแผ่น และนมสดอีกหนึ่งแก้วอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะหมด จากนั้นจึงเดินจูงมือกันมาขึ้นรถสปอร์ตหรูสีดำวาวที่คนขับรถนำมาจอดไว้ให้ที่หน้าตึก
ปกติชายหนุ่มจะขับรถด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่เพื่อความคล่องตัวและเพื่อความเป็นส่วนตัว ยกเว้นเวลาที่ต้องพาไออุ่นไปโรงพยาบาลเท่านั้นที่จะต้องมีคนขับรถให้และต้องมีพี่เลี้ยงไปช่วยด้วย เพราะเด็กหญิงกลัวการไปหาหมอมาก ยิ่งถ้ารู้ว่าหมอจะฉีดยาหรือเจาะสายน้ำเกลือให้ เธอจะร้องไห้จนโรงพยาบาลแทบแตก เรียกได้ว่าลูกป่วยแต่ละครั้งนี่คืองานช้างสำหรับคนเป็นพ่อเลยทีเดียว เพราะเธอจะงอแง ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมกินยาและร้องไห้หาแม่ตลอดเวลา และเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง เพราะไออุ่นป่วยบ่อยมาก ต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ทั้งที่เขาดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดี
ทันทีที่รถของคิรากรขับพ้นประตูรั้วอัลลอยบานใหญ่ออกมา อลีนาที่ซุ่มอยู่มุมหนึ่งก็รีบเก็บกล้องส่องทางไกลที่ใช้แอบส่องเข้าไปในบ้านเข้ากระเป๋าถือแล้ววิ่งขึ้นรถของตัวที่จอดแอบไว้หลังพุ่มไม้แล้วขับตามออกไป โดยทิ้งระยะห่างพอสมควรเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนช่างสังเกตอย่างคิรากรไปได้
ชายหนุ่มเริ่มแน่ใจว่าถูกสะกดรอยตามเมื่อมาถึงทางแยกก่อนถึงโรงเรียนของไออุ่นราวหนึ่งกิโลเมตรซึ่งไม่มีจุดให้กลับรถหนีจึงจำเป็นต้องขับต่อไปให้เร็วที่สุด เพื่อส่งไออุ่นเข้าโรงเรียนอย่างปลอดภัย เนื่องจากเขาไม่รู้ว่าคนที่สะกดรอยตามมาจะเป็นศัตรูทางธุรกิจหรือฝ่ายไหนกันแน่
คิรากรจอดรถที่หน้าโรงเรียนแล้วอุ้มไออุ่นเข้าไปส่งในโรงเรียนอย่างรวดเร็ว อลีนาอยากตามเข้าไป แต่ติดที่ว่าคนที่จะเข้าไปส่งเด็กในโรงเรียนได้ต้องเป็นผู้ที่มีบัตรผู้ปกครอง ซึ่งทางโรงเรียนเป็นผู้ออกให้เท่านั้น จึงทำได้แค่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก แต่เท่าที่เธอเฝ้าติดตามมาตั้งแต่เช้า ก็พอเดาได้ว่าคิรากรรักและดูแลหลานสาวของเธอเป็นอย่างดี
คิรากรส่งไออุ่นจนถึงมือครูประจำชั้น ก่อนกลับเขาได้กำชับกับครูให้ช่วยดูแลไออุ่นเป็นพิเศษ ซึ่งระบบการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ก็แน่นหนาพอที่เขาจะวางใจฝากลูกสาวเอาไว้ในวันที่สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ อีกทั้งเขาคิดว่าคนที่สะกดรอยตามมาน่าจะมีเป้าหมายที่เขา ไม่ใช่ไออุ่น การที่ไออุ่นอยู่ห่างจากเขาน่าจะปลอดภัยกว่า
“เลิกเรียนแล้วคุณพ่อจะมารับเหมือนเดิมนะคะ” ชายหนุ่มรูปร่างสูงในชุดสูทเนี้ยบกริบสีเทาเข้มย่อตัวลงหอมแก้มลูกสาวเพื่อบอกลาเหมือนที่เคยทำทุกวัน แต่แล้วก็สัมผัสได้ว่าแก้มของเด็กหญิงร้อนผ่าว อีกทั้งริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มก็แห้งผากและแดงจัดเหมือนจะมีไข้ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ไออุ่นก็หันไปเห็นน้ำหอมที่กวักมือเรียกให้ไปเล่นด้วยกันเสียก่อน เด็กหญิงรีบวิ่งไปหาเพื่อนสนิทด้วยท่าทีร่าเริง เมื่อเห็นลูกสาวยิ้มได้คิรากรจึงวางใจในระดับหนึ่ง
“ผมฝากดูไออุ่นด้วยนะครับ แกตัวรุมๆ เหมือนจะไม่สบาย” คิรากรบอกกับครูประจำชั้นชาวต่างชาติของไออุ่นเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันคล่องปรื๋อแล้วเดินออกมา
ชายหนุ่มกลับมาที่รถของตัวเองที่จอดอยู่หน้าโรงเรียน ระหว่างนั้นเขายังรู้สึกเหมือนถูกสะกดรอยตามอยู่ จึงแกล้งเดินไปที่มุมถนนแล้วเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ที่อยู่ห่างโรงเรียนออกไปสองช่วงตึกซึ่งเป็นซอยตันและปลอดคน หากเกิดการต่อสู้หรือมีอะไรรุนแรงเกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยของเด็กนักเรียนจำนวนมากที่กำลังทยอยเดินเข้าโรงเรียนแน่นอน
อลีนาแอบตามคิรากรไปด้วยความสงสัยว่าเขาจะเข้าไปทำอะไรในซอยนั้น โดยไม่เฉลียวใจเลยว่ากำลังถูกล่อเข้ามุมอับเพื่อปิดประตูตีแมว หญิงสาวเดินเข้ามาถึงกลางซอยแล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะไม่เห็นแม้แต่เงาของคิรากร เธอหันซ้ายหันขวากวาดตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็น ยิ่งพบว่าซอยนี้เป็นซอยตันก็ยิ่งแปลกใจ และทันใดนั้น เสียงห้าวทุ้มของคนที่เธอกำลังมองหาก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ตามผมมาทำไม”
