บท
ตั้งค่า

1.3 | ลืมว่าเคยเจอแม่ใจร้าย

อลีนานั่งเงียบมาในรถตลอดทางตั้งแต่ออกจากโรงแรมจนเกือบถึงบ้าน

“เหนื่อยเหรอเอิง” ศิวภัทรที่กำลังขับรถถามด้วยความเกรงใจ เขารับเธอมาจากออฟฟิศหลังจากที่เธอเพิ่งเลิกประชุมอันยาวนานตั้งแต่บ่ายสองโมงถึงสองทุ่มครึ่งเพื่อมาดูห้องจัดเลี้ยงสำหรับงานแต่งงานของเขากับ ‘อันนา’ น้องสาวฝาแฝดของเธอ ตอนแรกเขานัดอันนาเอาไว้ แต่พอใกล้ถึงเวลานัด ว่าที่เจ้าสาวของเขาก็โทร. มาบอกว่าติดธุระด่วนมาไม่ได้ให้เขาไปรับอลีนามาช่วยดูสถานที่แทน

“เปล่าค่ะ”

“แล้วเป็นอะไร นั่งเงียบไม่พูดไม่จา” ชายหนุ่มหันมามองใบหน้าสวยหวานของคนข้างตัวด้วยความเป็นห่วงและแอบคิดไม่ซื่อว่าถ้าเปลี่ยนตัวเจ้าสาวจากอันนาเป็นอลีนาได้ก็คงดี

“เอิงคิดถึงเด็กผู้หญิงคนเมื่อกี้ แกร้องไห้น่าสงสารมาก ไม่รู้ว่าแม่แกไปไหนนะคะ”

“แต่แปลกนะที่เด็กจำหน้าแม่ตัวเองไม่ได้หรือไม่แม่แกก็คงหน้าเหมือนเอิงมาก” ศิวภัทรพูดแบบไม่ใส่ใจอะไรขณะเลี้ยวรถเข้าซุ้มหน้าหมู่บ้านของอลีนา

“เอิงคุ้นหน้าแกมาก หน้าเหมือนใครสักคนที่เคยรู้จัก แต่นึกไม่ออก”

“หน้าเหมือนเอิงไง โดยเฉพาะดวงตากลมโตใสแป๋ว ถ้าบอกว่าเป็นลูกเอิงพี่ก็เชื่อ” ศิวภัทรไม่ได้พูดเล่น เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

“จะบ้าเหรอพี่พอล เอิงจะไปแอบมีลูกตอนไหน” ถ้าเป็นน้องสาวฝาแฝดของเธอก็ไม่แน่ เพราะรายนั้นพอเรียนจบมัธยมปลายก็ขอพ่อกับแม่ไปเรียนต่อที่อเมริกา ทั้งที่ฐานะทางบ้านก็เป็นแค่ชนชั้นกลางธรรมดา แต่พ่อกับแม่ก็กัดฟันหาเงินส่งลูกสาวสุดที่รักไปเรียนเมืองนอกจนได้ และด้วยนิสัยรักสนุกถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็น ‘ปาร์ตีเกิร์ล’ ของอันนา ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากเธอจะแอบมีลูกตอนที่เรียนอยู่ต่างประเทศ

ศิวภัทรขับรถมาจอดส่งอลีนาที่หน้าบ้าน เขาขอบคุณเธอที่ไปช่วยดูสถานที่และบอกจะเอาของชำร่วยงานแต่งงานมาให้ช่วยเลือก เพราะระยะหลังอันนาไม่สนใจเรื่องงานแต่งงานเลย อ้างว่ายุ่งตลอดทั้งที่เพิ่งลาออกจากงานเมื่อสองเดือนที่แล้ว

หลังจากรถของศิวภัทรขับออกไปไม่ถึงครึ่งนาที รถสปอร์ตหรูป้ายแดงที่ไม่คุ้นตาคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดแทนที่ทำให้อลีนาที่กำลังจะปิดประตูบ้านต้องหยุดมองด้วยความแปลกใจ เธอเห็นอันนาลงจากรถคันนั้นแล้วเดินอ้อมมาเคาะกระจกรถด้านคนขับให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในรถลดกระจกลงแล้วยื่นหน้าเข้าไปจูบที่แก้มของเขาเพื่อบอกลา ทั้งคู่พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ชายคนนั้นจะขับรถออกไป

“ผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นใครเอย!” อลีนาถามเสียงแข็งเมื่ออันนาเดินตรงมาที่ประตูบ้านด้วยท่าทีมีความสุขมาก

“เอิงมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” อันนาไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิดที่พี่สาวฝาแฝดของเธอเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

“เอิงถามว่าผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นใคร” อลีนาย้ำเสียงแข็งขึ้นกว่าเดิม

“เอยรู้ว่าเอิงฉลาดพอที่จะดูออกว่าอะไรเป็นอะไร”

“เดือนหน้าก็จะแต่งงานอยู่แล้ว ทำไมยังทำตัวแบบนี้อยู่อีก!” อลีนาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แค่ทำงานเธอก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ยังจะต้องมาวิ่งวุ่นจัดการเรื่องงานแต่งงานให้น้องสาวแทบทุกอย่างอีก เหลืออยู่อย่างเดียวที่เธอยังไม่ได้ทำให้ก็คือไปลองชุดแต่งงานแทนเท่านั้น “ถ้าพี่พอลรู้เข้าจะรู้สึกยังไง คิดบ้างมั้ย”

“จะรู้สึกยังไงก็ช่าง” อันนาไหวไหล่อย่างไม่แคร์แล้วเดินหนีเข้าบ้าน

“นี่เอย! ทำไมพูดแบบนี้” อลีนาปิดประตูบ้านเสียงดังปังแล้ววิ่งตามอันนาเข้าไปในห้องโถงอย่างหัวเสียมากกับความเอาแต่ใจตัวเองแบบสุดโต่งของน้องสาว

“เอยไม่อยากแต่งงานกับพี่พอลแล้ว เอิงแต่งแทนทีได้มั้ย” อันนาบอกหน้าตาเฉย

“ที่พูดออกมานี่บ้าหรือเมา!”

“เอยรู้ว่าพี่พอลยังมีใจให้เอิงอยู่”

“แต่เอิงไม่ได้ชอบเขา ไม่ได้ชอบเลยแม้แต่นิดเดียว” อลีนาย้ำเสียงหนัก ผู้ชายโลเลหลายใจแบบนั้นไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย

“สรุปว่าเอิงจะไม่แต่งงานกับพี่พอลแทนเอยใช่มั้ย”

“มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำแทนกันได้”

“ถ้างั้นก็ไม่ต้องมายุ่งนะถ้าเอยจะทำอะไร”

“จะทำอะไร!”

“ยกเลิกงานแต่งงาน” พูดจบอันนาก็สะบัดหน้าเดินหนีขึ้นชั้นสองโดยไม่สนใจที่จะหยุดตอบคำถามของมารดาที่เดินสวนลงมาในชุดนอนและโรลม้วนผมเต็มศีรษะ

“ทะเลาะอะไรกันอีกแล้วเอิง เสียงดังขึ้นไปถึงข้างบน ดีนะที่พ่อไม่ตื่นขึ้นมาอีกคน” พรกมลถอนใจอย่างไม่พอใจ “แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าขัดใจเอย”

“แม่สปอยเอยจนนิสัยเสียหมดแล้ว เลิกได้แล้วค่ะแม่”

อันนาได้รับการประคบประหงมราวไข่ในหินเพราะเป็นลิ้นหัวใจรั่วตั้งแต่แรกเกิด เธอต้องผ่าตัดใหญ่ถึงสองครั้งตอนอายุหนึ่งขวบและตอนอายุสิบสี่ ถึงแม้ตอนนี้อันนาจะแข็งแรงเป็นปกติดีแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็ยังเคยชินกับการเอาอกเอาใจลูกสาวที่เกิดมาพร้อมกับความไม่สมบูรณ์ของร่างกายอยู่เหมือนเดิม

“เอิงก็รู้ว่าเอยไม่แข็งแรง แม่ไม่อยากให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจเอย”

“เอยแข็งแรงดีแล้วค่ะแม่ ไม่เป็นอะไรแล้ว” ทุกวันนี้อันนาใช้ชีวิตเต็มที่มาก ทั้งเที่ยว ทั้งดื่ม และเข้าฟิตเนสออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อรักษารูปร่างให้คงที่ เพราะเธอเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าความสวยและความเซ็กซี่เป็นจุดเด่นของตัวเอง และสิ่งนี้จะนำพาเธอไปพบกับผู้ชายดีๆ เพื่อที่จะได้ยกระดับฐานะตัวเองให้ดีขึ้น

“แต่เอิงเป็นพี่ ยังไงก็ต้องยอมน้อง”

“เกิดก่อนแค่สามวินาที ต้องยอมไปตลอดชีวิตเลยเหรอคะ ไม่ยุติธรรมเลย” อลีนาแอบกลอกตามองบน ถ้ารู้ว่าเป็นพี่แล้วต้องยอมน้องแบบไร้เหตุผลแบบนี้ เธอจะไม่ยอมให้หมอดึงตัวออกมาจากท้องแม่ก่อนเด็ดขาด

“เอาน่า ไม่ว่าจะกี่วินาทีก็ถือว่าเป็นพี่ทั้งนั้น” พรกมลบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแล้วเข้าไปกอดแขนอลีนาชี้ชวนให้ดูรูปถ่ายสมัยที่เธอและอันนาเป็นเด็กในช่วงวัยต่างๆ ตั้งแต่แรกคลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งใส่กรอบแขวนประดับไว้เต็มผนังห้องรับแขก “เอิงดูสิ ตอนเป็นเด็กเอิงกับเอยรักกันจะตาย ถ่ายรูปกอดกันกลมแทบทุกรูปเลยเห็นมั้ย โตแล้วก็อย่าทะเลาะกันเลยนะ”

อลีนามองรูปของตัวเองและน้องสาวฝาแฝดในวัยต่างๆ แล้วมาสะดุดที่รูปตอนทั้งคู่อายุสี่ขวบ รูปนี้ทำให้เธอนึกถึงใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเด็กหญิงตัวน้อยที่เจอในลานจอดรถของโรงแรมขึ้นมาทันที

เด็กคนนั้นหน้าเหมือนเธอกับอันนาในวัยสี่ขวบมากราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน!

คิรากรหยิบกรอบรูปของหญิงสาววัยประมาณยี่สิบปีที่กำลังเปิดอกเสื้อชุดคนไข้ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้นมทารกในอ้อมกอดออกจากมือของไออุ่นที่ร้องไห้หาแม่อยู่นานเกือบสามชั่วโมงกระทั่งหลับไปเมื่อสักครู่ รูปนี้เป็นรูปที่ ‘เปรมอนันต์’ น้องชายของเขาถ่ายภรรยาและลูกสาวในวัยแรกคลอดเก็บไว้ขณะที่ยังอยู่โรงพยาบาล

เมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน ชายหนุ่มก็ทั้งโกรธตัวเองทั้งเสียใจ เพราะกว่าจะรู้ว่าน้องชายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘เด็กเนิร์ด’ ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลายมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยจนมีลูกด้วยกันก็คือวันที่น้องชายของเขาได้จากไปแล้ว

คิรากรยังจำวันที่คุณป้าเจ้าของห้องแบ่งเช่าในนิวยอร์กโทร. มาบอกว่าเปรมอนันต์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสได้ดี วันนั้นเขารีบจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวที่เร็วที่สุด แต่กว่าจะไปถึง น้องชายของเขาก็เสียชีวิตแล้ว

คุณป้าเล่าให้ฟังว่า หลังจากภรรยาของเปรมอนันต์คลอดลูกสาวได้ราวสามสัปดาห์ก็เริ่มออกเที่ยวกลางคืนจนทั้งคู่ทะเลาะกันเสียงดังหลายครั้งและครั้งหลังสุด เปรมอนันต์เอาไออุ่นไปฝากไว้กับคุณป้าเพื่อจะออกไปตามภรรยาที่ไม่กลับบ้านมาสามวันแล้ว แต่ก็โชคร้ายถูกคู่เดตของภรรยาซึ่งเป็นแก๊งผู้มีอิทธิพลในเมืองรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ตำรวจนิวยอร์กปิดคดีอย่างรวดเร็วด้วยการสรุปว่าเป็นการทะเลาะวิวาทและจับอันธพาลผิวสีสองคนเข้าคุก ซึ่งดูก็รู้ว่าเป็นการรับผิดแทนหัวหน้าแก๊ง ส่วนแม่ของไออุ่นหายตัวไปตั้งแต่วันนั้น

“คุณแม่ขา กอดไออุ่นหน่อย”

เสียงละเมอเศร้าสร้อยของเด็กหญิงทำให้คิรากรต้องรีบวางกรอบรูปในมือลงแล้วขยับตัวจากท่านั่งพิงหัวเตียงลงนอนกอดลูกสาวไว้แนบอก ถึงแม้เธอจะเป็นแค่หลาน แต่เขาก็เลี้ยงดูเธอด้วยตัวเองมาตั้งแต่อายุยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเต็ม ถ้าถามว่ารักมากแค่ไหน เขากล้าตอบเลยว่า ‘รักมากกว่าชีวิต’ และเขาจะไม่ยอมให้เธอต้องเสียใจเพราะแม่ใจร้ายอย่างผู้หญิงคนนั้นอีกเด็ดขาด

“คุณพ่อจะกอดหนูเองนะ” คิรากรจูบที่หน้าผากของเด็กหญิงด้วยความรักและสงสารจับใจ เขาได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้เช้าพอตื่นขึ้นมา ไออุ่นจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้

ลืมว่าเจอแม่ใจร้ายที่ชาตินี้ไม่ควรเจอกันอีก!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel