บทที่ 1.6
สายตาของเสนาบดีหนุ่มหยุดลงยังเงาร่างในชุดสีม่วง สตรีผู้นั้นยืนมองมายังรถม้า แต่ไกลเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาว่านางมีหน้าตาอย่างไร
ชั่วขณะที่เขากะพริบตาอยู่ๆ นางก็หายตัวไป ราวกับเมื่อครู่เป็นเขาที่ตาฝาด...
กว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดรถม้าที่ไต่ขึ้นสู่ยอดเขาก็หยุดลง ม่านรถม้าด้านหน้าถูกเลิกขึ้น หลี่เฉิงก้าวเข้ามาด้านในด้วยใบหน้าเป็นกังวล
“ท่านเสนาบดี”
ฉู่หมิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำแต่ใบหน้ากลับยิ่งดูไร้ซึ่งสีเลือด “ข้ายังดีอยู่”
ชายหนุ่มพยายามยิ้มแต่ก็ยากเย็นเต็มทน แม้จะมีคนช่วยพยุงเขาลงจากรถม้าถึงสองคน ถึงอย่างนั้นกว่าจะยืนมั่นคงบนพื้น เหงื่อกาฬก็เปียกชุ่มจนเขาหายใจหอบหนัก
สายตาของเขาพร่าเลือนในที่สุด แว่วเสียงฉินเซิงกล่าวบางอย่างด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด แต่เสียงของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นชัดเจน
“พาขึ้นเรือนเถิด”
สติของเสนาบดีหนุ่มพร่าเลือน ภาพทุกอย่างดับวูบลงพร้อมกับร่างกายที่เจ็บปวดจนเกินทัดทาน ในลำคอมีรสชาติฝาดเฝื่อนและกลิ่นคาวของเลือด
“ได้โปรดช่วยเขาด้วย! เกรงว่าเขาคงไม่ไหวแล้ว พิษของเขากำลังกำเริบ!” เสียงของฉินเซิงตะโกนดังลั่น
ฉู่หมิงอยากบอกให้เขาลดเสียงลง อย่าได้เสียมารยาทกับผู้อาวุโส แต่เพราะทันทีที่ลืมตา สายตาของเขากลับปะทะเข้ากับดวงตาสุขุมเยือกเย็นคู่หนึ่ง
ไม่ทันได้พูด แค่ลืมตาเขาก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง
ชายชุดสีม่วงของนางพลิ้วไหวอยู่ในระดับสายตา ดวงหน้างดงามผุดผ่องก้มต่ำลงมองเขา
นางคือโฉมสะคราญที่ทำให้ผู้คนลมหายใจสะดุดทันทีที่เห็น อายุของนางมองแล้วไม่น่าจะเกินยี่สิบ ท่วงท่าน่าเกรงขาม ดวงตาสุขุมเยือกเย็น
“ในเมื่อทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เหตุใดยังร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น” น้ำเสียงนุ่มละมุนดุดสายน้ำ หากแต่ประโยคที่กล่าวกลับทำให้ผู้คนชวนกระอักกระอ่วนเมื่อได้ยิน
เป็นนาง...
สตรีที่เขามองเห็นตอนที่นั่งรถม้าขึ้นเขามา และเสียงที่ดังก้องนั้นก็คือเสียงของนาง เพียงแต่...นางเป็นศิษย์ของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานเช่นนั้นหรือ?
บทสนทนาอันสับสนดังขึ้นข้างหู สัมผัสจากปลายนิ้วแผ่วเบาทำให้ฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตาขึ้น เสียงการต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตระหนักว่าคนจากเป่ยซานถูกยั่วยุได้ เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยค
“ฉินเซิง...”
“หุบปาก”
เสียงราบเรียบดังขึ้นข้างหู ฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา เขามองเห็นใบหน้าของหญิงสาวในชุดสีม่วง นางกำลังสบตากับเขานิ่ง
“หากยังอยากมีชีวิต เจ้าต้องตอบคำถามของข้าเสียก่อน”
เขาพยักหน้าให้นางอย่างอ่อนแรง
“ข้าไม่ช่วยคนไร้ค่าไม่รักชีวิตตนเอง เจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่”
เขาอยากหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก “ไม่ใช่”
“ข้าไม่ช่วยคนที่ไม่รักษาสัจจะ เจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่”
เขาส่ายหน้า “ข้าไม่เคยผิดคำพูดของตนเอง”
“ดี ข้อสุดท้าย หากข้าช่วยเจ้าต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนหนึ่งข้อให้ข้า”
“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวในชุดสีม่วงพลันขมวดคิ้วให้เขา “อาเฉิง เจ้าไปเก็บตัวอะไรกลับมาให้ข้ากันแน่ ที่นี่ยังมีคนวิปลาสกว่าข้าอีกหรือ!!”
เขาได้ยินชัดเจนแต่กลับไร้เรี่ยวแรงตอบโต้ บางอย่างกลางอกกำลังบีบรัด ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ทำให้เขาได้แต่หลับตาลงช้าๆ ร่างทั้งร่างเกร็งแน่น
ความร้อนขุมหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากกลางอก กระทั่งเขากระอักออกมาจึงลิ้มรสชาติเค็มปร่าของเลือด...
ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน
“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”
“อาจารย์!!”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิด
สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?
เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉา
หลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’
แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!