บทที่ 1.5
เป่ยซานสูงชันลดเลี้ยวเต็มไปด้วยอันตราย ระหว่างทางมีแมกไม้สูงใหญ่ สัตว์ป่าซึ่งอาศัยอยู่กันตามธรรมชาติ ยังไม่นับว่ามีค่ายกลซึ่งวางเอาไว้ทำให้ง่ายต่อการพลัดหลง ทำให้ไม่ว่าผู้ใดที่คิดรุกล้ำต้องคิดใหม่ให้รอบคอบก่อนบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต
ถึงอย่างนั้นยังมีหลายครั้งที่ผู้มาเยือนโชคดีได้พบหนึ่งในศิษย์ของสตรีวิปลาส และคนเหล่านั้นหากไม่ใช่มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็มักจะเป็นคนที่เดือดร้อนจนไร้ที่พึ่งพิง
ในหนึ่งปีมักจะมีคนพยายามขึ้นเขา และในจำนวนคนนับพัน คนที่สมหวังก็มักจะเป็นจำนวนตายตัว เพราะนับแล้วก็มักจะไม่เคยเกินปีละสามคน และทุกคนล้วนช่วยเก็บความลับของเป่ยซานเอาไว้เป็นอย่างดี
ตงเสวี่ยขมวดคิ้วมองรถม้าหรูหราซึ่งกำลังวิ่งขึ้นเขามา ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังบุรุษวัยกลางคนที่ทำหน้าที่ขับรถม้า
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้ามานี่ครู่หนึ่งสิ”
หานเจียชะงักมือจากแพรพรรณสีฉูดฉาดตรงหน้า นางกำลังปักชุดใหม่ให้ผู้เป็นอาจารย์ หลังจากหลายวันก่อนแอบลงเขาไปซื้อผ้าเหล่านี้มาหลายพับ
“มีอะไรหรือ”
“นั่น...มิใช่ศิษย์พี่ใหญ่หรอกหรือ เจ้าช่วยข้าดูให้ชัดเจนที”
ชายหนุ่มและหญิงสาววัยไม่เกินยี่สิบ กลับเรียกชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบเป็นศิษย์พี่ นอกจากคนของเป่ยซานแล้ว ยังจะมีผู้ใดกล้าทำเรื่องน่าขบขันเช่นนี้อีกเล่า
“เป็นเขา แต่...เขาพาใครขึ้นเขามาด้วย ปีนี้ครบสามคนแล้วนะ” หานเจียหลับตาเงี่ยหูฟัง
ตงเสวี่ยเองก็นิ่งเงียบมองศิษย์น้องของตน
“น่าจะสองคน อีกคนลมหายใจหนักแน่นสม่ำเสมอ ดูแล้วน่าจะมีวรยุทธ์ ส่วนอีกคน...น่าจะผิดปกติ” หานเจียคิ้วขมวดก่อนวางทุกอย่างในมือ
“ข้าจะไปแจ้งอาจารย์ ศิษย์พี่รองท่านไปรับหน้าศิษย์พี่ใหญ่ก่อน เขาพาคนป่วยขึ้นเขามาด้วยตัวเองเช่นนี้เกรงว่าไม่ใช่เรื่องดี...”
“คนป่วย? ศิษย์พี่ใหญ่เนี่ยนะ! มิใช่ตกลงกันแล้วว่าสามคนต่อปี นี่อะไร หรือเขาเห็นอะไรล่วงหน้าอีก”
“ข้าไม่สน!” หานเจียถลึงตาให้ตงเสวี่ย “พาคนนอกขึ้นเขามารบกวนอาจารย์ในช่วงนี้ได้อย่างไร เขามิใช่รู้ดีว่าผู้ใดหรอกหรือว่าช่วงนี้อาจารย์ต้องเก็บตัวเงียบๆ หาไม่เจ้าพวก...”
ตงเสวี่ยรีบปราดเข้ามายกมือปิดปากศิษย์น้องเล็กของตน
“เอาละๆ เราฟังเขาพูดก่อนดีกว่า เจ้าอย่าพูดอะไรเอาแต่ใจตอนโกรธสิ รีบไปบอกอาจารย์เร็วเข้า”
ขณะที่พูดตงเสวี่ยเองก็หันซ้ายขวาราวกับกังวลว่าจะมีใครมาได้ยิน ทั้งที่ยอดเป่ยซานก็มีอยู่กันแค่สามคนเท่านั้น
ตงเสวี่ยมองแผ่นหลังของศิษย์น้องจากไปแล้วได้แต่ลอบถอนใจ สายตาของเขาวกกลับมายังรถม้าที่กำลังวิ่งขึ้นเขา ในใจรู้สึกสงสัยในการกระทำของผู้เป็นศิษย์พี่
การพาคนนอกขึ้นเขามาโดยพลการเช่นนี้ ศิษย์พี่ใหญ่ของเขาไม่เคยทำมาก่อน “เฮ้อ...ก็ต้องมาดูกันว่าห้าปีมานี้ท่านลืมสิ่งที่ข้ากำชับหรือไม่”
ค่ายกลของเขานับจากวันที่ร่ำเรียนจนแตกฉาน ถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครทำลายลงได้ แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะสามารถขึ้นเขามาได้ช่วงหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องรอให้เขาเป็นคนเปิดทางอยู่ดี
ภายในรถม้าเงียบกริบไร้เสียงสนทนา เสียงลมพายุอื้ออึงบวกกับรถม้าที่เริ่มโคลงเคลง ทำเอาฉินเซิงขมวดคิ้ว เขากำลังจะลุกขึ้นเดินออกไปดูด้านนอก แต่ฉู่หมิงกลับยกมือขึ้นห้ามและส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่งอยู่เฉยๆ
ก่อนขึ้นเขาหลี่เฉิงกำชับแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไร ทั้งสองจะต้องนั่งเงียบๆ ไม่ออกไปด้านนอก แม้แต่แง้มม่านรถม้าขึ้นก็ไม่ได้ ดังนั้นฉินเซิงจึงได้แต่ข่มกลั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้
หลายต่อหลายครั้งที่รถม้าโคลงเคลงแทบพลิกคว่ำ ถึงอย่างนั้นกลับมีกำลังภายในกล้าแกร่งขุมหนึ่งทานเอาไว้ ฉินเซิงรู้สึกคล้ายเพิ่งได้เปิดหูเปิดตา ผู้อาวุโสวัยกลางคนซึ่งทำหน้าที่บังคับรถม้า ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
หลายปีที่ร่ำเรียนวรยุทธ์เขาพบยอดยุทธ์มากมาย แต่ที่กำลังภายในกล้าแข็งขนาดนี้เขาเพิ่งเคยพานพบ
เสียงลมพายุด้านนอกสงบลงแล้ว เสียงถอนหายใจกลับดังขึ้น น้ำเสียงเคร่งเครียดของหลี่เฉิง ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองในรถม้ารู้สึกกังวลขึ้นมา
“ศิษย์น้อง เจ้าปล่อยข้าขึ้นเขาไปเถิด นี่เรื่องด่วนนะ”
ไม่มีเสียงตอบกลับและรถม้าก็ไม่ได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า หลี่เฉิงเพียงนิ่งเงียบรอคอย
ฉู่หมิงนั่งหลับตาพิงผนังรถม้า ใบหน้าซีดขาวของเขาบัดนี้ยิ่งดูน่ากลัว ฉินเซิงมองเห็นเหงื่อผุดพรายขึ้นมาตามหน้าผากของผู้เป็นนาย เดาได้ว่าพิษกำลังกำเริบขึ้นมาแล้วจริงๆ
ยังไม่ทันที่ฉินเซิงจะอ้าปากกล่าวคำ น้ำเสียงเนิบนาบของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้น เสียงนั้นไม่คล้ายอยู่ใกล้แต่กลับก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา
“ผู้มาเยือนคือแขก เสี่ยวตง เพลามือหน่อย”
ในที่สุดรถม้าก็เคลื่อนตัวไปด้านหน้าช้าๆ ฉู่หมิงลืมตาขึ้น มือใหญ่ซีดขาวยื่นออกไปคว้าม่านรถม้า ค่อยๆ ยกขึ้นเพื่อมองออกไปด้านนอก
คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อยเมืองมองเห็นเส้นทางอันเลี้ยวลดสูงชันซึ่งกำลังหมุนวนรอบหุบเขา เงยหน้ามองไปยังด้านบนมีส่วนของหลังคาเรือนยื่นออกมา จุดดังกล่าวมีระเบียงไม้ยกสูงจากพื้น