บทที่ 1.3
“นายท่าน” ฉินเซิงที่ช่วยพยุงเองก็รับรู้ได้ถึงความร้อนจากร่างของผู้เป็นนาย
“ไม่เป็นไร” ฉู่หมิงส่ายหน้าจากนั้นมองไปยังท่านหมอลู่ที่วิ่งกลับมา
ท่านหมอลู่ยิ้ม “เขาต้องการสนทนากับท่านเสนาบดี”
มองดูชายวัยกลางคนนั่งรอยังจุดเดิม ฉู่หมิงรู้สึกสงบใจอย่างน่าประหลาด เขาใช้ชีวิตมาจนถึงอายุสามสิบสอง ทุ่มเททำเพื่อบ้านเมืองมากกว่าหกปี ถึงวันนี้เขาสามารถค้ำจุนแคว้นเทียนเฉาให้สุขสงบ กระทั่งว่างเว้นจากสงครามซึ่งเข่นคร่าชีวิตชาวบ้านมาได้ถึงสี่ปี นี่ก็นับว่าเขาประสบผลสำเร็จแล้ว หากเขาจะตายก็คงไม่มีอะไรต้องเสียใจในภายหลังอีก
ด้านหลังมีเสียงท่านหมอลู่รั้งโจวซางเอาไว้ ปล่อยให้ฉินเซิงเป็นคนพยุงฉู่หมิงเดินไปตามทางเดิน
เมื่อไปหยุดยืนด้านหลังชายวัยกลางคนในชุดสีเทา อีกฝ่ายก็หันกลับมาและยืนขึ้น “ผู้น้อยหลี่เฉิง คารวะท่านเสนาบดี”
“ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว”
หลี่เฉิงมองสำรวจฉู่หมิงอย่างโจ่งแจ้งจากนั้นผายมือด้วยท่าทีสุภาพ “เชิญท่านเสนาบดีนั่ง”
ฉู่หมิงนั่งลงบนเก้าอี้ที่หลี่เฉิงเพิ่งลุกขึ้น เขาโบกมือครั้งหนึ่ง “เจ้าถอยไปก่อน”
ฉินเซิงมองหลี่เฉิงแวบหนึ่ง จากนั้นก้าวถอยไปอีกหลายก้าว ฉู่หมิงส่ายหน้าฉินเซิงจึงขมวดคิ้วแต่ก็ยอมหมุนตัวกลับไปยืนอยู่กับโจวซางและท่านหมอลู่
“ผู้น้อยขออภัย” หลี่เฉิงยื่นมือไปจับชีพจรของอีกฝ่าย ใบหน้าไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสี ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและน้ำเสียงยังคงราบเรียบ “นับว่ารุนแรงมาก พิษในกายของท่านจุดประสงค์ชัดเจน แต่ร่างกายกลับทานเอาไว้ได้ระยะหนึ่ง”
“ก่อนเกิดเรื่องข้ากินยาต้านพิษที่เรียกว่าลูกกลอนแปดสวรรค์”
“อา...ยาต้านพิษแปดชนิดสินะ” หลี่เฉิงพยักหน้า “ดังนั้นจึงอธิบายได้ว่าทำไมท่านจึงยังคงมีชีวิต ทั้งที่พิษนั้นสมควรพรากลมหายใจของท่านไปแล้ว”
หลี่เฉิงนวดฝ่ามือของฉู่หมิงแรงๆ จากนั้นกุมข้อมือของเสนาบดีหนุ่มเอาไว้ กระทั่งมองเห็นว่าฝ่ามือใหญ่ซีดขาว ระหว่างที่กำลังมองฝ่ามือของฉู่หมิง ดวงตาของหลี่เฉิงสาดประกายสับสนครู่หนึ่ง เพียงแต่มันกลับหายไปอย่างรวดเร็ว
“พิษนี้แล่นไปทั่วร่างแล้ว หากไม่มียาถอนพิษ อาการของท่านจะทรุดลงเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เชื่อว่าอีกสามวันพิษจะกระจายทั่วร่าง จากนั้นเลือดในกายจะไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด ไม่เกินเจ็ดวันท่านจะสิ้นใจอย่างทุรนทุราย”
หลี่เฉิงสบตาฉู่หมิง เขาชื่นชมชายหนุ่มตรงหน้าที่ยังคงเยือกเย็น แม้ความตายกำลังคืบคลานเข้าใกล้
“นานมาแล้วข้าน้อยเคยพนันกับลู่เหอ” เขาหมายถึงท่านหมอลู่ “ข้าน้อยแพ้พนันจึงต้องรับปากช่วยเขาสองเรื่อง ตอนนี้ยังติดค้างเขาอยู่เรื่องหนึ่ง”
“เพียงแต่...” หลี่เฉิงยิ้มที่มุมปาก “ท่านเสนาบดีคงเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคนของเป่ยซานมาบ้างแล้ว ยิ่งเป็นอาจารย์ของข้า นางก็ยิ่งไม่ยื่นมือเข้าช่วยผู้ใดง่ายๆ โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ข้าเองก็เช่นกัน”
ฉู่หมิงยิ้มจางๆ “หากไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจของข้า เรื่องอื่นล้วนพูดคุยกันได้”
“อาการของท่านมีเพียงอาจารย์ของข้าเท่านั้นที่สามารถช่วยได้ ไม่มีผู้อื่นอีก หากข้าพาท่านไปท่านย่อมติดค้างข้าเรื่องหนึ่ง”
“เชิญผู้อาวุโสกล่าวเถิด”
“เรื่องนี้ข้าจะบอกเมื่อท่านหายดีแล้วเท่านั้น แต่ข้ารับรองว่าเรื่องที่ข้าร้องขอไม่ผิดต่อบ้านเมือง ทั้งยังไม่นับว่าผิดต่อคุณธรรม”
หลี่เฉิงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ในนั้นมีถุงปักสีขาวใบหนึ่ง ทำขึ้นจากผ้าไหมเนื้อดีปักลวดลาย กลิ่นยาสมุนไพรโชยออกมา
“ยานี้จะช่วยพยุงอาการของท่าน ขึ้นเป่ยซานระยะทางยากลำบาก ท่านต้องใช้เรี่ยวแรงอีกมาก พิษในกายท่านอาจกำเริบขึ้นทุกเมื่อ ยังมี...” หลี่เฉิงมองตรงไปยังฉินเซิง
“ท่านให้ผู้คุ้มกันขึ้นเขาไปกับเราได้ แต่แค่คนเดียวเท่านั้น ศิษย์น้องทั้งสองคนของข้าเป็นคนใจร้อน ยิ่งมีคนมากก็จะยิ่งกระตุ้นให้พวกเขาหงุดหงิดเอาง่ายๆ”
“ขอถามผู้อาวุโสเรื่องหนึ่ง”
“เชิญกล่าว”
“ได้ยินมาว่าเป่ยซานมีศิษย์สามคน ท่านคือศิษย์คนใดของผู้อาวุโสแห่งเป่ยซานหรือ”
เห็นท่าทีสุภาพและกล่าววาจานอบน้อมต่ออาจารย์ของตน หลี่เฉิงยิ้มที่มุมปาก
“ผู้อาวุโสแห่งเป่ยซาน? อาจารย์ของข้าคงหัวเราะจนหงายหลังเป็นแน่หากได้ยินท่านเรียกนางเช่นนี้ ข้าเองก็เพิ่งเคยได้ยินคนเรียกนางเช่นนี้ มิใช่สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน แต่เป็นผู้อาวุโสแห่งเป่ยซาน น่าสนใจยิ่ง...”
หลี่เฉิงคว้าเบ็ดที่หย่อนลงในน้ำดึงขึ้น ปลาตัวใหญ่ดิ้นแกว่งไกวไปมาจนน้ำสาดกระเด็น “ข้าคือหลี่เฉิง ศิษย์คนแรกของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน”
“เช่นนั้นศาสตร์ที่ท่านเชี่ยวชาญคือ?”
“ศาสตร์แห่งการทำนาย”
ได้ยินดังนั้นฉู่หมิงเองก็เลิกคิ้ว นึกถึงเมื่อครู่ที่เขายืนพิจารณาตนอย่างโจ่งแจ้ง รวมไปถึงแววตาที่สาดประกายบางอย่าง ในยามที่มองเห็นมือของเขาที่มีลายมือชัดเจน
ฉู่หมิงมองตามแผ่นหลังของหลี่เฉิง ในใจไม่รู้สึกถึงความประสงค์ร้าย ทั้งยังมองไม่เห็นความเจ้าเล่ห์ในดวงตาอีกฝ่าย แม้มีเรื่องปิดบังแต่กลับไม่มีวี่แววของกลอุบายใดๆ
“เช่นนั้นชีวิตของข้าก็ขึ้นอยู่กับผู้อาวุโสแล้ว”
หลี่เฉิงไม่ได้ตอบเพียงกวักมือเรียกฉินเซิง “มาพยุงนายของเจ้าไปขึ้นรถม้าได้แล้ว”
