บทที่ 1.2
“ตอนที่ข้าอายุได้เพียงเจ็ดขวบ ข้าถูกพิษประหลาดระหว่างออกเดินทางกับบิดา ตอนนั้นชีวิตของข้าเรียกได้ว่าเท้าข้างหนึ่งได้ก้าวสู่ปรโลกแล้ว บิดาข้าสิ้นหวังจึงพาข้าไปยังทางขึ้นเป่ยซาน คุกเข่าอยู่สองวันสองคืนจึงได้พบชายคนหนึ่งเข้า เขาก็คือหนึ่งในสามของศิษย์สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานผู้นั้น เขาพาบิดาและข้าไปพบสตรีผู้นั้น นางเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ด้วยข้อแลกเปลี่ยนหนึ่งเรื่อง และเพราะอย่างนี้ข้าจึงกลายมาเป็นหมอ”
“นางให้ท่านเป็นหมอเพื่อแลกเปลี่ยนหรือ เช่นนั้นก็นับว่าเป็นคนไม่เลว แต่...หากนางเคยช่วยท่านเอาไว้ตอนที่ท่านอายุแค่เจ็ดขวบ ตอนนี้นางไม่...”
แก่ชราจนเดินเหินไม่ได้...
ฉินเซิงตั้งใจจะพูดเช่นนั้น แต่นึกขึ้นได้เสียก่อน “หรือศิษย์ของนางผู้นั้นเองก็เป็นหมอ”
ท่านหมอลู่ครุ่นคิด “จะว่าไปนางไม่เคยออกตัวว่าเป็นหมอ”
“แต่ท่าน...มิใช่ว่าเรียนรู้มาจากนางหรอกหรือ ท่านบอกว่า...”
“ข้าเป็นหมอเพราะนาง ไม่ได้บอกว่านางเป็นคนสอน นางเพียงออกค่าใช้จ่ายให้ข้าเดินทางไปร่ำเรียนบนเขาเทียนซาน เพราะสำนักหมอที่นั่นมีชื่อเสียง”
“เหตุใดนางจึงไม่สอนด้วยตัวเองเล่า นางเองก็รักษาท่านจนหายดี เหตุใดยุ่งยากส่งคนไปเรียนที่อื่น หรือเป่ยซานไม่รับคนนอก”
“ข้าจึงได้บอกว่าคนเป่ยซานทำอะไรตามใจตัวเอง ทั้งยังแปลกประหลาดเสียจนไม่มีใครคาดเดาได้”
“เป็นหมอแต่ไม่ลงจากเขามาช่วยคน เช่นนี้จะเป็นหมอไปทำไมกัน”
“ความจริงนางเพียงบอกว่าเชี่ยวชาญการใช้พิษ ไม่เคยพูดสักครั้งว่านางเป็นหมอ”
มองเห็นท่านหมอลู่กับฉินเซิงตั้งคำถามกันไปมาโจวซางได้แต่ถอนใจและรีบตัดบท “ช่างเถิดๆ จะว่าไปต้องมีศิษย์สักคนที่สืบทอดวิชามาจากนาง”
ท่านหมอลู่พยักหน้า “นางมีศิษย์อยู่สามคนจริงๆ คนหนึ่งวรยุทธ์ล้ำเลิศ อีกคนเชี่ยวชาญศาสตร์การทำนาย ส่วนอีกคนนั้นว่ากันว่าเชี่ยวชาญการวางค่ายกล ดังนั้นช่วงยี่สิบปีมานี้จึงไม่มีใครสามารถขึ้นไปจนถึงยอดเป่ยซานได้ กระทั่งเป่ยซานคือหนึ่งในปราการอันมั่นคงของชายแดนแคว้นเทียนเฉาของเรา”
“นางมีศิษย์ วิชาแพทย์ย่อมต้องมีคนสืบทอด!” โจวซางดวงตาเป็นประกายด้วยความหวัง
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่มั่นใจ แต่มีคนที่จะให้คำตอบเราได้ เพียงแต่...คนจากเป่ยซานมักมีนิสัยประหลาด เขาจะช่วยหรือไม่นั้นไม่มีใครสามารถบังคับได้”
“แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของแคว้น เขาจะไม่ช่วยเลยเชียวหรือ” ฉินเซิงขมวดคิ้ว
ท่านหมอลู่ถอนหายใจ “คนพวกนี้มีนิสัยประหลาด ยิ่งจะขอความช่วยเหลือก็ต้องไปพบเขา สภาพท่านเสนาบดีตอนนี้...”
“ข้าจะไปพบเขาสักครั้ง” อยู่ๆ คนบนเตียงที่คิดว่าหมดสติก็กระซิบเสียงเบา
“ท่านเสนาบดี!”
“ได้ยินมาว่าคนของเป่ยซานรักสันโดษ นิสัยแปลกประหลาด หากเขายอมพบและให้ความช่วยเหลือ เช่นนี้ลองดูก็ไม่นับว่าเสียหายอะไร หากยอมช่วยก็ดีไป แต่หากไม่ก็ถือเสียว่าชะตาของข้าดำเนินมาจนถึงเพียงเท่านี้” ฉู่หมิงลุกขึ้นนั่งโดยมีฉินเซิงช่วยพยุง
“เช่นนั้นไปเตรียมตัวเถิด ด้วยอาการของท่านเสนาบดีตอนนี้รอช้าไม่ได้แล้ว” ท่านหมอลู่ค้อมกายให้ฉู่หมิง
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามขบวนรถม้าก็วิ่งออกจากจวนเสนาบดีเงียบๆ เรื่องการลอบทำร้ายฉู่หมิงครั้งนี้ยังถูกเก็บเงียบ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเก็บเงียบได้นานเท่าไร
นอกเมืองหลวงมีหมู่บ้านชาวประมงน้ำจืด ชาวบ้านที่นั่นตั้งรกรากมากว่าร้อยปี ทำการประมงน้ำจืดในทะเลสาบขนาดใหญ่นอกเมืองหลวง
บ้านหลังเล็กซึ่งมีท่าน้ำยื่นออกไปยังทะเลสาบ บัดนี้มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งตกปลาอยู่ เขาสวมเสื้อซึ่งตัดด้วยผ้าเนื้อหยาบ แต่ท่วงท่าการนั่งกลับดูราวกับบัณฑิตที่ได้รับการขัดเกลามาเป็นอย่างดี
ฉู่หมิงถูกพยุงลงมาจากรถม้า เขามองสำรวจกระท่อมหลังเล็กๆ ก่อนละสายตาไปมองชายวัยกลางคนผู้นั้น เมื่อท่านหมอลู่กล่าวบางอย่างกับเขา ชายผู้นั้นก็หันมามองทิศทางของรถม้า
“ไม่ธรรมดาจริงเสียด้วย” โจวซางกระซิบ “แม้ดูเผินๆ คล้ายเป็นชาวประมงในหมู่บ้าน แต่กลิ่นอายรอบตัวเขา...” เขาส่ายหน้า “บอกได้แค่รู้สึกว่าแตกต่าง แต่ไม่รู้แตกต่างอย่างไร”
“เขาดูสงบเกินไป ดูรอบตัวสิ ชาวบ้านต่างให้ความสนใจและรู้ตัวว่ามีคนนอกเข้ามา แต่เขากลับยังดูเฉยชาคล้ายรู้อยู่แล้วว่าเราต้องมา” ฉู่หมิงปิดปากไอออกมาแห้งๆ
โจวซางเบิกตาพยักหน้าราวกับเห็นด้วย
“วรยุทธ์เองก็คงไม่ธรรมดา” ฉินเซิงดูเป็นกังวลเมื่อมองไปโดยรอบ ที่นี่โล่งเกินไปพวกเขาพาคนมาน้อย หากมีการลอบสังหารย่อมไม่เป็นผลดี
“เจ้าดูกระท่อมของเขาสิ ไม่มีอุปกรณ์อะไรที่บ่งบอกว่าเป็นชาวประมงเลย หากบอกว่าตกปลาเขากลับไม่มีเหยื่อ มีเพียงเก้าอี้ที่เขานั่ง กับเบ็ดเท่านั้น” ฉู่หมิงกล่าวจบก็เหนื่อยหอบ เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมาตามไรผม ใบหน้าซีดขาวจนดูน่ากลัว
