บทที่ 1.1
ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน ในมุมหนึ่งของวังหลวงกลับมีร่างขันทีวัยชราเดินไปตามทางเดินของตำหนักเฟิ่งหวง
ใบหน้าเคร่งเครียดบวกกับฝีเท้าอันเร่งรีบ ทำให้ท่าทีของเขาน่าสงสัยยิ่งนัก ถึงอย่างนั้นระหว่างทางที่เขาเดินผ่าน กลับไม่มีผู้ใดกล้าหยุดเขาเอาไว้ แม้เวลานี้เป็นเวลาที่ไม่ควรมีผู้ใดสามารถออกมาเดินเพ่นพ่าน
“ทูลฝ่าบาทมีเรื่องด่วนพ่ะย่ะค่ะ”
“รีบเข้ามา!”
ขันทีชรารีบเดินผ่านประตูเก้าชั้นเข้าสู่ห้องบรรทม ด้านในมีฉู่กุ้ยเฟย รวมไปถึงนางกำนัลคนสนิทสองสามคนอยู่ด้วย
มองดูครรภ์นูนป่องของฉู่กุ้ยเฟย เดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่กี่เดือนคงคลอดแน่นอน ตอนนี้ใบหน้าของฉู่กุ้ยเฟยซีดขาวด้วยความหวาดหวั่นและเป็นกังวล “จ้าวกงกง ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทูลฝ่าบาท กุ้ยเฟย ทุกอย่างคลี่คลายแล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทและองค์ชายห้าถูกควบคุมตัวเอาไว้แล้ว เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไรยังไม่รีบๆ พูด!”
“ท่าน....ท่านเสนาบดีถูกลอบทำร้าย ดูเหมือนศรนั้นจะมีพิษร้ายแรง ตอนนี้หมอกำลัง...”
“พี่ใหญ่!!!” ฉู่กุ้ยเฟยที่ใบหน้าซีดขาวหมดสติลงในทันที
“หมอหลวง รีบให้คนไปตามหมอหลวง กุ้ยเฟย!!”
วังหลวงที่เพิ่งผ่านพ้นความวุ่นวาย มาบัดนี้เริ่มวุ่นวายอีกครั้ง ก่อนหน้านี้รัชทายาทก่อกบฏแต่ถูกเสนาบดีแคว้นเทียนเฉาอย่างฉู่หมิงรู้เท่าทัน ดังนั้นเรื่องร้ายจึงไม่ลุกลาม
ในคืนนั้นแม้แผนการก่อการใหญ่ถูกสกัด แต่ฉู่หมิงกลับถูกลอบสังหาร ครั้งนี้แม้แต่หมอหลวงเองก็ยังส่ายหน้า จากนั้นก็รวมตัวกันไปคุกเข่าขอรับโทษจากฮ่องเต้
ฉู่หมิงวัยเพียงสามสิบสอง เป็นเสนาบดีซึ่งเป็นดังเสาหลักคนสำคัญของแคว้นเทียนเฉา เนื่องจากมีเขาแคว้นต่างๆ จึงยังคงยำเกรงไม่กล้ายกทัพเข้ามารุกราน เพราะผู้ใดเล่าไม่รู้ว่ากลศึกของเสนาบดีผู้นี้ เคยทำให้กองทัพแคว้นเทียนเฉากุมชัยเหนือแคว้นเหลียงมาแล้วครั้งหนึ่ง
จวนเสนาบดีเงียบงันไร้ความเคลื่อนไหว แต่การคุ้มกันกลับแน่นหนายิ่งกว่าเดิม กระทั่งมดสักตัวยังไม่แน่ว่าจะเล็ดลอดเข้าไปได้
โจวซางสีหน้าเคร่งเครียด เขายื่นมือออกไปรับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งลงจากรถม้า จากนั้นเดินนำเข้าไปในจวนเสนาบดีอย่างเร่งร้อน
“ท่านหัวหน้าราชองครักษ์” จูก่วงคำนับโจวซางอย่างนอบน้อม เขาเป็นพ่อบ้านซึ่งมีหน้าที่ดูแลจวนเสนาบดีทั้งหมด เนื่องจากจวนเสนาบดีไร้นายหญิงมาหลายปีแล้ว
พูดถึงเรื่องนี้ทุกคนล้วนทอดถอนลมหายใจด้วยความเสียดาย ฉู่หมิงล้วนเป็นเลิศทั้งหน้าตาและความสามารถ หากแต่กลับอาภัพในเรื่องคู่ครองโดยสิ้นเชิง
...ฉู่หมิงแต่งฮูหยินสามครั้ง พวกนางล้วนอายุสั้นทั้งสิ้น
เรื่องนี้จึงคล้ายคำสาปซึ่งทำให้สตรีแคว้นเทียนเฉาหวาดหวั่นที่จะแต่งเข้าจวนเสนาบดี
“ท่านเสนาบดีเล่า อาการเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่ดีขอรับ” จูก่วงถอนหายใจออกมาก่อนละสายตาไปมองชายชราซึ่งสวมเสื้อคลุมยาวด้านหลัง “ท่านผู้นี้คือ...”
“ท่านหมอลู่”
“เช่นนั้นรีบเชิญด้านในเถิดขอรับ” จูก่วงกุลีกุจอนำทางในทันที
เรือนกิ่งหลิวของฉู่หมิง ทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาก้าวแรกรู้สึกสงบใจ ด้านหน้ามีสระน้ำขนาดเล็กล้อมรอบด้วยต้นหลิวซึ่งกิ่งลู่ลงไปในน้ำ ข้างกันนั้นมีสวนดอกโบตั๋นหลากสีกำลังเบ่งบาน
ถัดไปมีดอกไป่เหอ และพันธุ์ไม้หายากมากมายซึ่งฮ่องเต้ทรงพระราชทานมาให้ นับตั้งแต่ฉู่หมิงสร้างความดีความชอบเมื่อหลายปีก่อน
หากเปลี่ยนการมาเยือนครั้งนี้เป็นการชมสวน โจวซางคิดว่าเขาคงรู้สึกรื่นรมย์มากกว่านี้...
ภายในห้องนอนกว้างขวางซึ่งมีม่านและฉากกั้นที่ถูกเพิ่มเข้ามา กลิ่นสมุนไพรและยาต่างๆ ตลบอบอวล กระทั่งทำให้ผู้มาถึงกับต้องทอดถอนลมหายใจ
“ท่านหัวหน้าราชองครักษ์” ฉินเซิงผู้นี้ก็คือผู้คุ้มกันและคนสนิทของฉู่หมิง
“ท่านหมอลู่ เชิญ” โจวซางไม่พูดพร่ำ ผายมือให้ท่านหมอลู่เดินไปที่เตียง
บนเตียงนอนซึ่งมีม่านสีขาวทิ้งตัวลงบดบังสายตา ร่างของฉู่หมิงนอนหายใจรวยรินจนน่าหวั่นใจ ท่านหมอลู่ก้าวเข้าไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น เมื่อได้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ตรงหน้าอกข้างซ้ายของเสนาบดีหนุ่ม
“อาวุธเล่า”
ฉินเซิงก้าวเข้ามาแล้วเปิดผ้าซึ่งคลุมถาดใบหนึ่งออก ส่วนหัวของศรเหล็กสีคล้ำนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าผืนนั้น
หมอลู่ใช้ผ้ารองแล้วหยิบมันขึ้นมา เขาดมผ่านๆ จากนั้นคิ้วก็ขมวดแน่น “ท่านหมอจินเองก็มาแล้วกระมัง”
“มาแล้วขอรับ”
“พิษนี้ร้ายแรงนัก ถูกพิษยังไม่ถึงสองชั่วยามแต่ร่างกายกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว เป็นพิษถึงห้าชนิด ข้ารู้จักเพียงสองชนิดเท่านั้น อีกสามชนิด...” หมอลู่ส่ายหน้า “แม้จะรู้ก็มิใช่ว่าจะหายาแก้พิษทัน”
เห็นท่านหมอวัยกลางคนเอาแต่พึมพำเสียงเบา โจวซางก็ยิ่งหนักใจกว่าเดิม เขาสบตากับฉินเซิงอย่างเคร่งเครียด ในใจหวาดหวั่นว่าเสาหลักของแคว้นผู้นี้ต้องอายุสั้นแน่แล้ว...
“ข้าบังเอิญรู้จักคนผู้หนึ่ง เขาอาจเป็นทางรอดเดียวของท่านเสนาบดี” กล่าวจบก็ขมวดคิ้ว “แต่ข้าไม่อาจบอกได้ว่าเขาจะยอมช่วยหรือไม่ เพราะ...”
“ขอเพียงท่านบอกมา ข้าน้อยยินดีลอง” ฉินเซิงรีบกล่าว
“เคยได้ยินเรื่องของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานหรือไม่”
“เอ๋” เห็นท่าทางประหลาดใจกึ่งตกใจของโจวซาง ท่านหมอลู่ก็ถอนหายใจออกมา
