ตอนที่ 2 ความสัมพันธ์ที่ไม่ควรเริ่ม
ตอนที่ 2
ความสัมพันธ์ที่ไม่ควรเริ่ม
เสียงเครื่องปรับอากาศยังคงดังแผ่วเบา คลอเคล้าไปกับความเงียบงันที่ปกคลุมห้องเพนต์เฮาส์อันกว้างขวาง บรรยากาศภายในห้องนั้นเงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน ร่างบอบบางของหญิงสาวยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ ทอดสายตาเหม่อมองออกไปยังแสงไฟระยิบระยับของมหานครยามค่ำคืน แต่สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ความสวยงามภายนอกเลยแม้แต่น้อย
เธอไม่กล้ามองแม้แต่ภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานนั้น... เพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ใบหน้าของ พชรมน ตัวตนที่แท้จริงของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับเป็นภาพของพัชรีนที่เธอกำลังสวมบทบาทแทนอยู่ ใบหน้าที่ดูคล้ายกันอย่างน่าประหลาด แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว มือบางยกขึ้นกุมท้องแน่น ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นเพราะความรู้สึกปั่นป่วนภายในใจที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงจนน่ากลัวว่าเธอจะสามารถฝืนมันไว้ได้นานแค่ไหน
“จะยืนอยู่นั่นอีกนานไหม” เสียงทุ้มเข้มทรงอำนาจดังขึ้นจากโซฟากลางห้อง ทำลายความเงียบลงในทันที ปรเมศร์นั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเข้มที่พับขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่ล่ำสันและตึงแน่น เส้นเลือดปูดโปนตามแขนบ่งบอกถึงเรี่ยวแรงที่ซ่อนอยู่ภายใน
ปรเมศร์มองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้งราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตใจ... ไม่ใช่สายตาแห่งความรักใคร่ที่คู่รักพึงมีให้กัน แต่เป็นสายตาแห่งความคุ้นเคยที่เจือปนด้วยความสงสัยในทุกกิริยาที่เธอแสดงออกมา ทุกการเคลื่อนไหว ทุกคำพูด ราวกับเขากำลังจับจ้องและวิเคราะห์บางสิ่งบางอย่างที่ผิดแปลกไป
“ขอโทษค่ะ” เธอเอ่ย ค่อยๆ เดินกลับมานั่งชิดปลายโซฟาตัวใหญ่ เว้นระยะห่างจากเขามากพอสมควร
ชายหนุ่มจ้องหน้าเธอ ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรี จ้องมองเนิ่นนาน... นานเสียจนเธอรู้สึกหายใจติดขัด หัวใจเต้นถี่รัวด้วยความกังวล
“พัชรีนของฉันไม่เคยพูดเบาแบบนี้”
น้ำเสียงเขาเริ่มทุ้มต่ำลง บ่งบอกถึงความไม่พอใจและผิดหวังเล็กน้อย
“เธอเคยมั่นใจในตัวเอง พูดตรง โผงผาง แล้วนี่อะไร...เธอไม่ใช่คนที่ฉันเคยรู้จักเลย”
เธอเม้มปากแน่น ความจริงที่เขาเพิ่งเอ่ยออกมานั้นช่างบาดลึกและเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าคำด่าทอใดๆ เพราะเธอไม่ใช่พัชรีน...และเธอไม่เคยเป็น เธอเป็นเพียงแค่เงาของพี่สาวมาตลอดชีวิต
“บางทีอุบัติเหตุก็เปลี่ยนคนได้ค่ะ”
หญิงสาวฝืนยิ้มจางๆ พยายามทำเสียงให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนภายใน
เขาพยักหน้าช้าๆ แต่ดวงตาคมกริบกลับยังคงจับจ้องเธอไม่ละไปไหน สายตานั้นนิ่งสงบ เย็นชา แต่กลับแฝงด้วยแรงกดดันมหาศาลกดดันจนเธออยากจะร้องไห้ออกมาเพื่อระบายความอึดอัดที่จุกแน่นอยู่ในอก
“คืนนี้...ไปงานเลี้ยงกับฉัน” เขาพูดขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะลุกยืนขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงไฟในห้องไปครึ่งหนึ่ง ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงไปถนัดตา
“งานอะไรคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ครบรอบก่อตั้งบริษัท ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าเธอกลับมาแล้ว”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำสั่งมากกว่าคำขอร้อง แต่เธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะปฏิเสธ เพราะเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกทางเดินของตัวเองในชีวิตเขา ในตอนนี้ เธอเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดที่ต้องทำตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้
ชุดเดรสสีกรมท่าที่รัดรูปจนเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน เปิดไหล่เนียนเปลือยเปล่าเผยผิวขาวนวลเนียนที่ตัดกับสีของชุดได้อย่างลงตัว การแต่งหน้าอ่อนๆ พยายามเน้นให้ดูคล้ายกับผู้หญิงในความทรงจำของเขามากที่สุด พชรมนมองตัวเองในกระจกอีกครั้งอย่างพิจารณา ก่อนจะสูดลมหายใจยาวลึกเพื่อเรียกความกล้าหาญที่เหลืออยู่ทั้งหมด
เมื่อประตูห้องนอนถูกเปิดออก ปรเมศร์ที่ยืนรออยู่หน้าห้องถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่ที่เธอราวกับถูกสะกด
เธอสวย... สวยแบบที่เขาเคยจำได้ แม้จะดูนุ่มนวลกว่าเดิมดูอ่อนโยนกว่าเดิมแต่เขาก็คิดเข้าข้างตัวเองว่านั่นอาจเป็นเพราะเขาเฝ้ารอการกลับมาของเธอนานเกินไป นานเสียจนความรู้สึกผิดหวังและโกรธเคืองค่อยๆ เลือนหายไปจากใจ
“ไปกันเถอะ”
เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะแผ่นหลังเธอเบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างน่าประหลาดใจ
สัมผัสนั้น... ไม่ควรจะสั่นสะเทือนเธอได้มากขนาดนี้ แต่พชรมนกลับสะดุ้งเงียบๆ หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก ราวกับจะเต้นหลุดออกมาเต้นระบำอยู่ข้างนอกร่างกาย
งานเลี้ยงหรูหราที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยนักธุรกิจชื่อดัง ผู้มีอิทธิพล และบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ทุกสายตาเบนมาที่เขาและเธอทันทีที่ทั้งคู่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงอันโอ่อ่า
“นั่นไม่ใช่...คุณพัชรีนเหรอ”
“ตายแล้ว...ข่าวว่าเธอหายไปนานเกือบปีนี่นา”
เสียงซุบซิบดังพึมพำไปทั่วทั้งห้องอย่างไม่อาจเก็บงำ แต่เธอกลับยืนอยู่ข้างเขาอย่างสงบ พยายามวางตัวให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้ดีว่า...ไม่มีทางหนีจากสถานการณ์นี้ได้อีกแล้ว ปรเมศร์ไม่ปล่อยมือจากเธอแม้แต่วินาทีเดียว เขายืนโอบเอวเธออย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วราวไฟลามฟาง
“คุณท่านครับ คุณอภิวัฒน์อยากเข้ามาทักทาย” เลขาของเขาเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดสูทหรูเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสดงความห่วงใย “นึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าคุณพัชรีนอีกซะแล้ว ผมห่วงแทบแย่เลยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ” พชรมนฝืนยิ้มตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง พยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
แววตาของชายวัยกลางคนมองเธอแบบคนจับผิด ราวกับกำลังพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น แต่ยังดี...ที่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมามากไปกว่านั้น ทำให้เธอโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
หลังงานเลี้ยงจบ ทั้งสองกลับมาถึงเพนต์เฮาส์เกือบเที่ยงคืน ความเหนื่อยล้าจากการแสดงบทบาททำให้พชรมนแทบหมดแรง ปรเมศร์เดินไปที่บาร์เครื่องดื่มในห้อง นำไวน์แดงราคาแพงออกมาจากตู้แช่ แล้วรินลงในแก้วทรงสวยอย่างช้าๆ
“เธอแสดงได้ดี” เขาหันมาพูดกับเธอด้วยแววตาที่เธอไม่อาจอ่านออกได้เลย
“แสดง?” เธอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจและใจเต้นรัว ไม่คิดว่าเขาจะพูดคำนี้ออกมา
“ใช่...ไม่ใช่แค่คืนนี้...แต่ตั้งแต่วันที่เธอเดินกลับเข้ามาในชีวิตฉัน”
พชรมนตัวชาไปหมด หัวใจเต้นรัวระรัวอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกหวาดกลัวเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง เขารู้แล้วเหรอ? เขารู้ความจริงทั้งหมดแล้วใช่ไหม?
“คุณหมายความว่าอะไรคะ” เธอพยายามกลั้นเสียงสั่นเทาไว้
“ไม่รู้สิ...” เขาเดินเข้ามาใกล้เธอช้าๆ แต่ละย่างก้าวช่างหนักแน่นและเต็มไปด้วยความนัย “ฉันแค่รู้สึกว่า...เธอไม่ใช่พัชรีนคนเดิมที่ฉันเคยรู้จัก”
เธอถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอมากขึ้น ทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือน้อยลงทุกที และก่อนที่เธอจะได้พูดอะไร ร่างสูงก็เอื้อมมือมาแตะปลายคางเธอเบาๆ บังคับให้ใบหน้าของเธอเงยขึ้นสบกับดวงตาคมกริบของเขา
“แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร...ฉันก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้”
ดวงตาของเขา...ฉายแววเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ริมฝีปากอุ่นร้อนแนบลงมาบนริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นช้าๆ และเธอ...ไม่ได้ผลักเขาออก ทั้งที่ควรจะทำอย่างยิ่ง
จูบนั้นไม่ใช่จูบที่หวือหวาเร่าร้อน แต่กลับลึกซึ้งและเนิ่นนาน... เจ็บปวด แต่กลับหวานล้ำ เยือกเย็น แต่กลับร้อนรุ่มราวกับไฟแผดเผา ความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปกันจนยากจะแยกแยะได้
เมื่อริมฝีปากเขาผละออกไป พชรมนยังคงยืนนิ่ง คล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง รู้สึกเหมือนร่างกายไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
“อย่าหายไปอีก...” เขากระซิบเสียงทุ้มข้างหู เสียงที่เคยเย็นชาและแข็งกระด้าง บัดนี้กลับแผ่วเบาราวเสียงใจที่แตกสลายของชายผู้ผิดหวัง
เธอหันหน้าหนี น้ำตาไหลช้าๆ รินรดแก้มนวลเนียนอย่างห้ามไม่อยู่
“ขอโทษค่ะ...”
เพราะเธอรู้ดีว่า...ทุกสัมผัสของเขาในตอนนี้ไม่ได้มอบให้เธออย่างแท้จริง แต่ให้กับพัชรีนใน ความทรงจำที่ยังคงหลอกหลอนเขาอยู่แล้วหัวใจของเธอล่ะมันจะทนได้นานแค่ไหนกับการยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะของคนที่ไม่มีตัวตน
