ตอนที่ 1 ตัวแทนของเธอ
ตอนที่ 1
ตัวแทนของเธอ
สายลมแห่งฤดูฝนพัดโชยเอื่อย นำพาความเย็นชื้นและกลิ่นดินผสมกลิ่นดอกไม้จันทน์ที่โรยรา เคล้าคลอมากับเสียงสวดอภิธรรมอันแผ่วเบาจากศาลาวัด บรรยากาศเงียบงันและหม่นหมองปกคลุมไปทั่วบริเวณงานศพ ดอกไม้จันทน์สีขาวซีดวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าเมรุเผาศพที่ยังคงกรุ่นไอระอุของการจากลา ในวันแห่งความสูญเสียที่ไม่คาดฝันนี้ น้ำตายังคงรินไหลไม่ขาดสายจากดวงตาที่บวมช้ำ
พชรมนยืนนิ่งอยู่ริมเมรุ ร่างกายผอมบางใน ชุดดำบีบชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน ดวงตาคู่งามที่เคยสดใส บัดนี้แดงก่ำ ช้ำชอกจากการร้องไห้ไม่หยุดมาตลอดสามวันสามคืนที่ผ่านมา ความรู้สึกชาชินและเจ็บปวดผสมปนเปกันจนแทบแยกไม่ออก เธอยังไม่อาจยอมรับได้ว่าคนที่เคยยืนอยู่เคียงข้างเธอเมื่อไม่กี่วันก่อน คนที่เคยหัวเราะ เคยกอดเธอแน่นๆ บัดนี้ได้กลายเป็นเพียงเถ้าถ่านที่บรรจุอยู่ในโลงไม้เรียบง่ายตรงหน้า โลงไม้ที่ดูเปราะบางราวกับพร้อมจะสลายไปได้ทุกเมื่อ
“ผึ้ง...ลูก” เสียงแหบพร่าของมารดาที่ยืนอยู่ข้างกายดังขึ้นช้าๆ ราวกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย ผู้หญิงวัยหกสิบต้นๆ ที่เส้นผมขาวโพลนแซมดำ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา บัดนี้กลับดูแก่ชราลงไปอีกหลายปี ความทุกข์หนักหน่วงที่ถาโถมเข้ามาเกินกว่าที่หญิงใดจะแบกรับไหว ทำให้แม่ดูเปราะบางและใกล้แตกสลายเต็มที
“แม่จะให้หนูทำยังไงนะคะ...แม่จะให้หนูไปอยู่แทนพี่พัชเหรอ”
น้ำเสียงของเธอเบา สั่นระริก ไม่ใช่เพราะ ความลังเลที่จะช่วยมารดาผู้เป็นที่รัก แต่เป็นเพราะความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจ ความรู้สึกผิดที่ไม่ต้องการจะหลอกใครโดยเฉพาะชายคนนั้น คนที่พี่สาวของเธอรักมากที่สุด และเธอรู้ว่าเขาก็รักพี่สาวของเธอมากไม่แพ้กัน
“แม่ขอเถอะผึ้ง” มือเหี่ยวย่นของมารดาคว้ามือเธอไว้แน่น สัมผัสเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งบ่งบอกถึงความอ่อนล้าและหวาดกลัว
“พัชรีนก่อหนี้ไว้กับเขาเยอะเหลือเกินลูก ถ้าแม่ต้องขายบ้าน ขายที่นา แล้วต้องผ่อนหนี้เขาไปอีกสิบปี แม่ไม่ไหวจริงๆ...แม่ไม่มีแรงเหลือแล้วลูก”
ดวงตาที่เคยเป็นประกายแห่งความหวังของแม่บัดนี้ฉายแววสิ้นหวังจนพชรมนแทบขาดใจ
“แต่เขาไม่ใช่คนที่ควรถูกหลอกแบบนั้นนะคะแม่”
พชรมนพยายามหาเหตุผลมาคัดค้าน น้ำตาคลอหน่วย
“พี่พัชเคยบอกว่าเขาเป็นคนตรงไปตรงมา ใจเด็ด เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ระดับประเทศ มีอิทธิพลและสายตาเฉียบคม...แล้วแม่จะให้หนูไปทำเป็นพี่...ไปอยู่ข้างเขาเหมือนเดิม งั้นเหรอคะ”
พชรมนส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักลงมาอาบแก้ม ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อชะตากรรมที่จะต้องเผชิญ แต่เพราะความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ ความเจ็บปวดที่ต้องรับบทบาทของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง ความเจ็บปวดที่ต้องใช้ชีวิตในนามของ 'พัชรีน' พี่สาวฝาแฝดผู้จากไป ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอเป็นเพียง 'น้องสาวฝาแฝด' ที่ยืนอยู่ในเงาของอีกคนมาตลอดชีวิต เงาที่บัดนี้ได้กลืนกินตัวตนของเธอจนหมดสิ้น
“ลูกแค่ไปบอกเขาว่าฟื้นแล้ว รักษาตัวจนดีขึ้นแล้ว เขาจะได้ไม่ยึดสัญญา ไม่ยึดบ้าน ไม่ฟ้องแม่...แค่นั้นเองลูก”
แม่พูดทั้งน้ำตาที่รินไหลไม่หยุด มือยังคงบีบมือเธอแน่นราวกับจะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเธอ
“แม่ไม่อยากให้ลูกไปเจ็บตัว ไม่อยากให้ลูกไปนอนข้างเขา...แค่ให้เขาเห็นว่าลูกยังอยู่ ยังรักเขา...ก็พอแล้วลูก”
คำว่ายังรักเขาราวกับเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงลงไปในหัวใจอันบอบบางของพชรมนจนสะกิดบาดลึกลงไปในความรู้สึกส่วนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของเธอ... รักเหรอ...แล้วถ้าหัวใจของเธอเอง ก็เริ่มหวั่นไหวกับชายคนนั้นเล่า...จะยังเรียกสิ่งนี้ว่าตัวแทนได้อยู่หรือเปล่า ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่ได้ ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดบาปที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
รถลีมูซีนสีดำสนิทเงาวับจอดนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าเรือนไม้สองชั้นเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชนบทอันเงียบสงบ ประตูรถเปิดออกอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นร่างสูงสง่าของชายหนุ่มก้าวลงมาอย่างมั่นคงและสง่างาม ใบหน้าคมจัดราวกับสลักจากหินผา ดวงตาคมเข้มลึกซ่อนเร้นความเคร่งขรึมและอำนาจไว้ภายในทุกอณู... เขาคือ ปรเมศร์ ภักดิ์ธราดล CEO แห่งกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของประเทศผู้ทรงอิทธิพลและยากจะคาดเดา
เขามาที่นี่เพราะข่าวที่เลขาแจ้งว่าพัชรีน หญิงสาวผู้เป็นที่รักที่หายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากประสบอุบัติเหตุ ได้ฟื้นตัวแล้ว และเธอกลับมาหาเขาอีกครั้ง ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันในใจของปรเมศร์ เขาเคยคิดว่าเธอทอดทิ้งเขาไป เขาเคยโกรธเกรี้ยว เขารู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวจากการถูกทอดทิ้ง...แต่ในส่วนลึกของหัวใจ เขาก็ยังคงรักเธอไม่เคยน้อยลงเลยแม้แต่น้อยนิด
แต่ทันทีที่สายตาคมดุดันของเขาสบเข้ากับดวงตาหวานซึ้งคู่นั้น หัวใจของปรเมศร์ก็สั่นวูบอย่างแปลกประหลาด ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง
“พัช...” เขาเอ่ยชื่อเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบขณะย่างเท้าเข้าไปใกล้ช้าๆ
เธอไม่ตอบ เพียงแต่ฉีกยิ้มจางๆ ให้ แล้วก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมราวกับแสดงความสำนึกผิด ท่าทีที่แปลกไปจากเดิมทำให้ปรเมศร์รู้สึกสับสน
“ฉัน...ขอโทษนะคะ ที่หายไป”
น้ำเสียงเธออ่อนนุ่มเบาแผ่ว ราวกับหญิงสาวที่กำลังอ้อนวอนขอโอกาส ทั้งที่ภายในอกของพชรมนปั่นป่วนจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เพื่อระบายความเจ็บปวดและความอึดอัดที่ถูกบีบรัดไว้ภายใน
ปรเมศร์จ้องเธอเขม็ง สายตาคมกริบคู่นั้นเหมือนมองลึกเข้าไปถึงแก่นกลางของหัวใจ ราวกับพยายามค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มจางๆ นั้น
“เธอเปลี่ยนไป” เขาเอ่ยเรียบๆ น้ำเสียงไร้อารมณ์ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่พชรมนสัมผัสได้
เธอใจหวิว... ความกลัวถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง กลัวว่าเขาจะจับได้ กลัวว่าสายตาอันเฉียบคมของชายผู้นี้จะมองทะลุหน้ากากที่เธอสวมไว้ กลัวว่าความลับที่แม่ขอร้องจะถูกเปิดเผยออกมา
“คุณเองก็เปลี่ยนไปค่ะ” เธอยิ้มบางๆ ตอบกลับไปอย่างนุ่มนวล พยายามเลียนแบบท่าทีและน้ำเสียงของพัชรีน'ที่เธอเคยเฝ้ามองมาตลอดชีวิต
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ รับคำ
“ขึ้นรถ”
ห้องชุดเพนต์เฮาส์บนยอดตึกสูงเสียดฟ้าใจกลางเมืองหลวง หรูหราโอ่อ่า เย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศที่ตั้งอุณหภูมิต่ำ และเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชวนให้หวนรำลึกถึงความทรงจำบางอย่างที่เธอไม่มีส่วนร่วมด้วยเลย
“เธอคงจำได้” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นขณะที่เขาถอดเสื้อสูทสีเข้มออกอย่างช้าๆ วางพาดลงบนพนักเก้าอี้ตัวยาวที่ตั้งอยู่กลางห้อง
พชรมนยืนตัวแข็งทื่อ ใจเต้นรัวระรัวราวกลองศึก เต้นแรงจนเจ็บอกไปหมด เธอจำไม่ได้หรอก ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว ที่นี่...ไม่ใช่บ้านของเธอ และไม่ใช่สถานที่ที่เธอเคยมีความทรงจำร่วมกับเขา
แต่เธอต้องพยักหน้า ต้องฉีกยิ้มแผ่วเบา แล้วเอ่ยเสียงกระซิบที่ฟังดูอ่อนหวาน
“ค่ะ...ฉันจำได้” คำโกหกคำแล้วคำเล่าที่ต้องเปล่งออกมาจากริมฝีปากตัวเอง ช่างเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดกรีดลงไปกลางใจ
เขาเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ ก้าวแต่ละก้าวช่างหนักแน่นและมั่นคง สายตาคมกริบไม่ละไปจากเธอแม้แต่วินาทีเดียว จนเธอรู้สึกหายใจติดขัดราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
“ฉันนึกว่าเธอทิ้งฉันไปแล้ว” เสียงเขาเบาลง คล้ายกระซิบ แต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดและความโกรธที่อัดแน่นอยู่ภายใน
“เปล่าค่ะ...ฉันแค่...แค่ต้องไปรักษาตัว” คำโกหกคำที่สามที่แล่นออกจากริมฝีปากของพชรมน มันเจ็บปวดราวกับโดนไฟแผดเผาจนแทบขาดใจ
“อย่าหายไปอีก...” เขาเอ่ยพลางยื่นมือมาแตะไหล่เธอเบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด อ่อนโยนจนหัวใจของพชรมนเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนตบหน้าอย่างแรงเสียอีก
เธอไม่ควรมีเขา เธอไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ควรสัมผัสความอ่อนโยนนี้ ไม่ควร...รู้สึกดีกับเขาแม้แต่นิดเดียว
แต่ทำไม...น้ำตาเจ้ากรรมถึงได้ไหลช้าๆ จากหางตาไม่หยุด ราวกับมันรับรู้ความรู้สึกผิดบาปและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของเธอ
นี่คือตัวแทนของพี่สาวที่เธอรัก...แต่ทำไมเธอถึงเริ่มกลัวว่าเธอจะรักเขาจริงๆ
