บทที่ 4
เมฆหมอกสลัวลอยคละคลุ้งในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ภากรมองไปรอบๆ อย่างแปลกใจ จำได้ว่าตนอยู่ในบ้าน พริบตาเดียวเขามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร...ทุ่งกว้างที่แสนเงียบเหงา มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทะเลหมอก
“พ่อจ๋า...พ่อจ๋า”
เสียงใสดังระฆังแก้วดังแว่วมาจากด้านหลัง ภากรหันขวับไปมอง หากเพ่งสายตาหาอย่างไร เขาก็ไม่เห็นเจ้าของเสียง
“หนูอยู่ที่ไหน”
“หนูอยู่กับแม่”
“แม่ของหนูเป็นใคร”
“แม่ไม่ให้บอก คิกคิก”
เสียงหัวเราะของเด็กน้อยแทรกเข้ามาในโสตสัมผัส ภากรมองไปรอบตัว กระทั่งเห็นเด็กหญิงสวมชุดกระโปรงสีฟ้าฟูฟ่องโบกมือให้เขาอยู่ไกลๆ หากเมื่อเขาขยับเท้าจะไปหา แม่หนูน้อยก็วิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในมวลหมอก
“หนู! หนูอย่าเพิ่งไป”
เสียงแหบห้าวดังแทรกเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง เครื่องปรับอากาศกำลังทำงานอย่างเงียบกริบ อากาศภายในห้องกำลังเย็นฉ่ำ หากคนบนเตียงที่ผุดลุกขึ้นมานั่งกลับมีเหงื่อผุดเต็มหน้า
ภากรมองรอบๆ แสงสลัวทำให้เขาเห็นว่าทุกสิ่งยังคงคุ้นตา เขายังอยู่ในห้องนอนของตัวเอง...ไม่ใช่ทุ่งกว้างกลางทะเลหมอก
“เราฝัน! ฝันอีกแล้วเหรอ”
ชายหนุ่มยกสองมือขึ้นมากุมศีรษะ เขาห่างหายไปจากความฝันนี้มานานเป็นปีแล้ว แต่คืนนี้ฝันบ้าๆ บอๆ ก็กลับมาอีก แถมเขายังจำเสียงหัวเราะใสของเด็กคนนั้นได้อีกด้วย
เด็กหญิงตัวน้อยที่เขาได้ยินเพียงเสียง แต่ไม่เคยได้เห็นหน้าสักครั้ง
“เด็กคนนั้นเป็นใคร?”
ภากรพึมพำถาม หากแค่ชั่วขณะเดียวเขาก็ส่ายหน้าให้กับความคิดเพ้อเจ้อของตัวเอง
ฝันก็คือฝัน...
ร่างสูงแข็งแรงลุกขึ้นจากเตียงนอน เขาหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางบนโต๊ะมาดูแล้วเห็นว่าเพิ่งเป็นเวลาตีสี่
ภากรยืนหันรีหันขวางด้วยไม่รู้จะทำอะไรดี ถ้ากลับไปนอนต่อ มันก็ยากที่เขาจะข่มตาหลับลงได้
สุดท้ายแล้ว สระว่ายน้ำบนชั้นสองของบ้านก็เป็นคำตอบให้เขาในยามรุ่งสางของวันนี้ คนร่างสูงจ้วงลำแขนแหวกมวลน้ำเย็นฉ่ำ หวังจะให้ช่วยปลดปล่อยความตึงเครียดที่ขมวดปมอยู่ในตัวให้คลายลง
ภากรเดินลงมาชั้นล่างในเวลาเก้านาฬิกาเศษ คุณเครือวัลย์ที่เดินออกมาจากห้องครัวเห็นเข้าพอดีจึงร้องทัก
“ไปทำงานสายนะวันนี้”
“ผมเพิ่งตื่นครับ”
ภากรบอกแม่ มันเป็นความจริงหลังจากที่เขาออกไปว่ายน้ำตอนตี่สี่ เมื่อกลับเข้ามาในห้องนอน กล้ามเนื้อของเขาคงผ่อนคลายดี มันจึงทำให้เขาง่วงขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งใจจะงีบสักครึ่งชั่วโมง แต่ไหงตื่นตอนแปดโมงเช้าเสียได้ก็ไม่รู้
“ตื่นสายเหรอ? แล้วทำไมโค้ดถึงตาแดงเหมือนคนอดนอน แถมหน้าก็ยังบวมตุ่ยๆ อีกด้วย”
ภากรยกมือขึ้นมาจับใบหน้าอย่างอัตโนมัติ จนคนที่เดินมาสมทบและหยุดอยู่ด้านหลังของแม่ต้องหัวเราะขัน เพราะท่าทางของพี่ชายดูไม่จืดเอาเสียเลย
“แม่บรรยายสภาพเฮียซะอัปลักษณ์...มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเฮีย เฮียยังหล่อเหมือนเดิม” ภีมะตั้งใจจะปลอบอยู่แล้วเชียว แต่พอได้เห็นหน้าของพี่ชายชัดๆ เขาก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ความจริงมันก็โทรมนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก คนมีแฟนแล้ว ไม่ต้องหล่อตลอดเวลาก็ได้ ยังไงเฮียก็แขวนนวมเลิกหว่านเสน่ห์ใส่สาวๆ ไปแล้วนี่นา”
ไม่รู้ว่าภีมะตั้งใจพูดหรือเปล่า แต่มันจุดความอยากรู้ให้เกิดขึ้นในใจของคุณเครือวัลย์เข้าอย่างจัง
“หว่านเสน่ห์อะไรกัน พี่เราเป็นคนแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร”
“ไอ้คุ้งมันพูดไปเรื่อยน่ะแม่ แม่จะไปจริงจังอะไรกับมัน”
ปกติภากรมักปล่อยผ่าน แต่คราวนี้เขากลับปกป้องตัวเองทันท่วงที จนคนเป็นแม่ต้องหรี่ตามองอย่างต้องการจับพิรุธ
“ผมเป็นคนไม่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว ถึงผมพูดอะไรไป แม่ก็ไม่เชื่อผมอยู่ดี...แต่พี่โค้ดก็ไม่เห็นต้องร้อนตัวเลยนะแม่นะ”
น้องชายสวมบทคนแสนงอน แต่ตอนท้ายยังไม่วายโยนระเบิดใส่เขาซ้ำสองด้วยการหันไปพยักพเยิดกับแม่ ภากรเห็นดังนั้นจึงตัดบทด้วยการขอตัวออกมาเสีย
“ผมไปทำงานแล้วนะ”
เมื่อชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงสแล็กส์สีดำเดินออกไป สายตาสองคู่ของคนที่อยู่ข้างหลังก็หันไปสบตากัน ก่อนที่คุณเครือวัลย์จะคว้าหมับไปที่ข้อมือของลูกชายคนเล็ก
“เรารู้อะไรเกี่ยวกับพี่เราใช่ไหม”
“รู้อะไรล่ะแม่”
“อะไรก็ได้ที่แม่ยังไม่รู้ เล่าให้แม่ฟังเดี๋ยวนี้”
“ไม่เอา หนูไม่รู้อะไรทั้งนั้น แม่อย่าบังคับหนู เดี๋ยวเฮียโค้ดมันจะเตะหนู หนูไม่มีวันเอาความลับของมันมาบอกแม่หรอก”
ภีมะแสร้งออกท่าทางดีดดิ้น หากไม่คิดจะออกแรงยื้อ เขาปล่อยให้แม่จูงมือไปอย่างง่ายๆ
ภากรเดินออกไปที่โรงรถ หากจังหวะที่เขากำลังจะเข้าไปในรถคันหรูคู่ใจ สปอร์ตคาร์สีแดงเพลิงก็แล่นปราดเข้ามาขวางไว้ทันที
เจ้าของรถที่มีส่วนสูงไล่เลี่ยกับเขาก้าวออกมา ภากรยืนมองเจ้าของรถนิ่งๆ หากเมื่อเห็นว่าตนมองอย่างไร คนที่มาใหม่ก็ไม่รู้ตัว เขาจึงพูดออกมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
“ถ้ามึงจะเอารถมาฝากที่บ้านของกู ก็ขอความกรุณาจอดรถให้เป็นที่เป็นทางด้วย”
คนผิวขาวซึ่งมีผมเป็นประกายทองยามต้องแสงแดดทำหน้าเหลอเหลา เขาหันไปมองรถตัวเอง แล้วหันกลับมาทำหน้ายุ่งใส่เจ้าของบ้าน
“กูก็จอดรถในโรงรถแล้วไง ถ้ามึงไม่ให้กูจอดตรงนี้ แล้วจะให้รถของกูไปจอดในสนามหญ้าเหรอ”
ประชดเสียเลย โทษฐานที่พูดอะไรให้เข้าใจยาก...ทว่าเจ้าของบ้านกลับเออออตามเสียอย่างนั้น
“เออ! ตรงนั้นเหมาะกับมึงดี”
“แล้วมันยังไงวะ? มึงพูดให้กูงงอยู่เรื่อยเลย ถ้ากูยังจอดรถไม่ดี มึงก็บอกกูดีๆ สิ”
“ถอยรถของมึงออกไป เห็นไหมว่ามึงกำลังจอดรถขวางรถของกูอยู่”
เจ้าของรถคันสีแดงสะดุดตามองรถของตัวเองกับรถของเพื่อนสลับกัน ถึงตอนนี้เขาก็เข้าใจเพื่อนแล้ว
“จริงด้วยแฮะ ขอโทษที กูจะถอยรถให้มึงเดี๋ยวนี้แหละ”
คนเพิ่งรู้ตัวว่าจอดรถไม่ได้เรื่องรีบกลับเข้าไปในรถของตัวเอง แล้วบังคับรถด้วยความชำนาญสองสามที รถก็จอดเข้าที่เข้าทางได้ กระนั้นเมื่อเขาก้าวออกมาจากรถ แทนที่เพื่อนหนุ่มเจ้าของบ้านจะพอใจ แต่พ่อเจ้าพระคุณกลับต่อว่าเขาหนักกว่าเดิม
“ถ้ามึงยังจอดรถไม่สนใจชาวบ้านอย่างนี้ก็ไปซื้อควายมาขี่เถอะ”
