บทที่ 5
ดนตร์มองตามท้ายรถของภากรจนรถแล่นพ้นจากประตูรั้วบ้าน เขาจึงเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ของเจ้าตัว เพราะเห็นว่ายังมีรถจอดอยู่หลายคัน แม่กับน้องชายของเพื่อนจึงน่าจะอยู่ในบ้าน
ทว่าเมื่อเขาเข้าไปข้างใน บ้านทั้งหลังกลับเงียบกริบ ดนตร์ยืนเคว้งอยู่สักพัก จนคิดจะกลับอยู่แล้วเชียว หากคุณเครือวัลย์ก็เดินออกมาให้เห็นเสียก่อน
“สวัสดีครับแม่ ผมเอารถมาฝากจอดไว้สักสัปดาห์นะครับ”
“จ้ะ ว่าแต่โค้ดเพิ่งออกไป เราได้เจอกันหรือเปล่า”
“เจอกันแล้วครับ แต่ผมไม่อยากคุยกับมันมาก เมื่อกี้มันเหวี่ยงผมด้วย ทำตัวพาลเหมือนตอนถูกเมียทิ้ง” คนถูกเพื่อนด่ามาหมาดๆ ฟ้องอย่างใส่อารมณ์เต็มที่ แต่พอนึกได้ว่าตนหลุดพูดอะไรออกไป สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนฉับไว
“อ้อ…งั้นหรือจ๊ะ”
คุณเครือวัลย์ตอบรับเสียงเนิบ แสร้งไม่เห็นท่าทางผิดปกติของเพื่อนลูกชาย ไม่เห็นอาการสะดุ้งสุดตัว แถมหน้าตายังเลิ่กลั่กอย่างน่าขัน…หากเรื่องที่นางเพิ่งเค้นมาจากลูกชายคนเล็กก็ทำให้นางขันไม่ออก
“ผะ...ผมต้องกลับ เออ! ไม่ใช่สิ ความจริงผมมาหาป้าอุ่นด้วย”
ดนตร์พูดปากคอสั่น หากนึกขัดใจตัวเองจริงๆ ทำไมเขาต้องกลัวด้วย เขาไม่เกี่ยวอะไรด้วยสักหน่อย
“ป้าอุ่นอยู่ในครัว กำลังพับดอกบัวอยู่ เดี๋ยวป้ากับป้าอุ่นจะไปทำสังฆทานที่วัดกัน ดนตร์มีอะไรหรือเปล่าล่ะ”
“วันจันทร์ผมจะจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับงานของผม แต่เลขาฯ ของผมลาออกไปแล้ว เลยไม่มีใครเป็นแม่งานจัดการให้ ผมเลยจะมาขอไอเดียป้าอุ่นว่าควรเตรียมของว่างอะไรให้คนเข้าสัมมนากินช่วงพักเบรกดี ปกติเลขาฯ จัดการให้ทั้งหมด พอเขาไม่อยู่สักคน ผมก็มืดมน รอบตัวของผมมีแต่พวกใช้งานไม่ได้”
ไม่เชิงว่าใช้งานไม่ได้ หากมีแต่คนสนิทและพนักงานที่เป็นผู้ชาย ถามอะไรพวกนี้ไปก็ไม่ได้เรื่องสักอย่าง...ที่ร้ายกว่านั้น บางคนยังพยายามจะออกความเห็นทั้งที่เห็นอยู่ว่าไอเดียไม่ผ่านมาแต่ไกล
“เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องถึงมือป้าอุ่นหรอกจ้ะ แม่ช่วยดนตร์คิดได้ ว่าแต่เราตั้งงบไว้หรือเปล่า แล้วต้องการของว่างกี่ที่”
“ผมไม่รู้เรื่องงบเลยครับ ส่วนคนเข้าสัมมนามีทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบสองคน ผมต้องการของในวันจันทร์ช่วงเช้า”
“งั้นแม่รับปากว่าจะจัดการให้ ดนตร์ไม่ต้องห่วง ไว้แม่จะคุยรายละเอียดกับทางนี้ แล้วบอกดนตร์อีกทีนะ”
มันเป็นเรื่องเล็กสำหรับคุณเครือวัลย์ เมื่อก่อนนางก็เป็นแม่งานจัดงานเลี้ยงให้บริษัทตัวเองอยู่บ่อยๆ หากความช่วยเหลือที่มองว่าเล็กน้อยคราวนี้กลับทำให้เพื่อนของลูกชายดีใจจนยิ้มกว้าง
“ผมขอบคุณแม่มากๆ เลยครับ โอ๊ย! นางฟ้ามาโปรดไอ้ดนตร์”
“เลขาฯ ไม่อยู่ เมียก็ไม่มีให้ปรึกษา พวกเธอนี่น้า อายุขนาดนี้กันแล้ว แต่ไม่ยอมแต่งงานแต่งการ นี่ถ้าดนตร์มีแม่บ้านของตัวเองก็ไม่ต้องวิ่งมาหาป้าอุ่น”
เพราะเอ็นดูดนตร์เป็นทุนเดิม คุณเครือวัลย์จึงพูดเหมือนกับเขาเป็นลูกชายอีกคน หากเจ้าตัวกลับทำหน้าเมื่อย
“แม่อย่าพูดเรื่องนี้สิครับ คำว่าเมียสำหรับผมยังอีกนาน ผมต้องตั้งตัวให้ได้ก่อน...แต่ผมก็พอจะรู้แล้วว่าทำไมไอ้โค้ดมันถึงยังโสดอยู่ได้สบายๆ ไม่ยอมแต่งเมียสักที เพราะมันมีแม่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ทุกเรื่องอยู่นี่ไงล่ะ”
คำคาดเดาของเพื่อนลูกชายทำให้คุณเครือวัลย์ค้อนปะหลับปะเหลือก นึกอยากยกเลิกการช่วยเหลือเจ้าตัวเสียเดี๋ยวนี้!
เด็กพวกนี้เป็นอะไรกัน แต่ละคนก็ไม่ใช่ว่าฐานะลำบากลำบน อายุก็มากพอที่จะแต่งงานแล้วทั้งนั้น แต่กลับกอดความโสดไว้แน่น...อย่าให้รู้นะว่าทำตัวโสดไปวันๆ แต่เบื้องหลังไปทำตัวเกเรกับสาวๆ
ภากรไม่มีสมาธิทำงาน เขาต้องควบคุมอารมณ์อย่างหนักที่จะไม่แสดงอาการหงุดหงิดกับเลขาฯ เมื่อเธอส่งข้อมูลของลูกค้ามาให้เขาช้าไปสามนาที
รู้ตัวว่าต้นเหตุมาจากความฝันตอนรุ่งสาง มันก่อกวนจิตใจของเขา เขาเคยจมอยู่กับมันจนแทบกลายเป็นคนบ้า เคยคิดจะไปพบจิตแพทย์ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพอ เพราะไม่พร้อมที่จะบอกทุกสิ่งที่ตนเคยทำลงไปให้ใครรู้
ในจังหวะที่ภากรจมอยู่กับความคิด เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น...ดนตร์นั่นเองที่โทร.เข้ามา
“มีอะไรเหรอ” เขาถามเสียงเบา น้ำเสียงเจือความเหนื่อยอ่อน
“มึงว่างหรือเปล่า ออกมาหาอะไรกินกันหน่อยสิ”
ดนตร์บอกสถานที่ที่เป็นโรงแรม มันใกล้บริษัทของเขาแค่ไม่กี่ช่วงซอย เขาไม่รู้ว่าเพื่อนมีธุระอะไร ส่วนตัวเขาเองก็คิดว่าตนควรออกไปผ่อนคลายเสียก็ดี ถ้าขืนปล่อยให้ความฝันเข้ามาครอบงำจิตใจเหมือนที่เคยเป็น เขาคงดำดิ่งไปกับมันจนกลายเป็นคนบ้าอย่างแน่นอน
“ได้สิ ตอนนี้มึงอยู่ที่ไหนล่ะ”
“กูอยู่ที่โรงแรมแล้ว พอดีกูนัดลูกค้าไว้ที่นี่ กูเพิ่งคุยกับลูกค้าเสร็จ เลยชวนมึงออกมากินข้าวด้วยกันนี่แหละ”
“งั้นรอครึ่งชั่วโมง”
แล้วสองหนุ่มก็ตัดสายจากกัน...คนที่นั่งอยู่ในห้องทำงานกว้างลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาฉวยกุญแจรถแล้วเดินออกไปจากห้อง
“กูฝันเห็นเด็กอีกแล้ว”
แค่หย่อนกายนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเพื่อนที่รออยู่ในห้องรับรองของห้องอาหารในโรงแรม ภากรก็บอกเรื่องที่อัดอั้นมาตั้งแต่เช้าให้รู้ทันที ซึ่งทำให้คนฟังต้องอุทานถามอย่างตกใจไปด้วย
“มึงกลับไปเป็นโรคประสาทอีกแล้วเหรอ มิน่าล่ะ เมื่อเช้ามึงมองกูตาขวางแปลกๆ”
“กูไม่ได้บ้า”
“ไม่บ้า แต่ก็ใกล้แล้วแหละถ้ามึงยังปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ กูบอกให้ปรึกษาจิตแพทย์ มึงก็ไม่ไป แล้วใครจะช่วยมึงได้”
“มึงไง”
“คนอย่างกูเนี่ยนะที่จะช่วยมึง ตัวกูเองยังเอาตัวไม่รอด เมื่อเช้ายังต้องให้แม่มึงมาเป็นนางฟ้าผู้เมตตาโปรดกูอยู่เลย”
“แม่กูทำอะไรให้มึงเหรอ”
“แม่ของมึงจะช่วยจัดหาของว่างให้คนเข้าร่วมสัมมนากินในช่วงพักเบรก ตอนนี้กูยังหาเลขาฯ คนใหม่มาแทนคนเก่าไม่ได้ คราวนี้กูไม่เลือกสุ่มสี่สุ่มห้าแล้ว กูต้องรอบคอบหน่อย”
“คราวก่อนมึงเลือกเมีย ไม่ใช่เลือกเลขาฯ”
“เอาน่า เรื่องมันผ่านไปแล้ว เอาเรื่องของมึงเถอะ ถามจริงๆ มึงไปทำให้เด็กที่ไหนโกรธหรือเปล่า เขาถึงตามมาล้างแค้นมึงถึงในฝัน”
“เด็กคนนั้นมาดี พูดเพราะ แต่กู...กูไม่ไหวว่ะ”
แค่นึกถึงแม่หนูน้อยเสียงใสปานระฆังแก้วคนนั้น ขนอ่อนก็ลุกเกรียวทั่วร่าง ภากรไม่เคยประสบกับเรื่องพวกนี้ มันจึงทำให้เขาเครียดจนแทบเป็นบ้า
“คนอื่นไม่รู้ พอๆ กับกูที่ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับมึงบ้าง ถึงทำให้มึงฝันถึงเด็กซ้ำๆ ซากๆ แต่ตัวมึงเองนี่แหละที่รู้ดีที่สุด”
“กูคิดว่ากูรู้ กูแค่รู้สึกไม่ดี แล้วกูก็เครียด เลยทำให้ฝันถึงเด็ก”
“ถ้ามึงรู้สาเหตุ มึงก็ตามไปแก้สิวะ”
“เขาคงเกลียดกูมาก” ภากรพูด หลังจากกระดกเหล้าเข้าปากย้อมใจไปอึกหนึ่ง
“ใคร? มึงพูดถึงเด็กคนนั้นเหรอ ไหนมึงบอกว่าเด็กมาดีไง”
“ไม่ใช่ กูหมายถึงผู้หญิงที่กูเคยเลี้ยงดูเมื่อสองปีก่อน”
“ฉิบหาย! อย่าบอกนะว่าผู้หญิงที่มึงผูกปิ่นโตเกิดท้องขึ้นมา แล้วก็ทำแท้ง มึงเลยฝันถึงเด็กจนกลายเป็นโรคประสาท”
“เธอท้อง แต่กูไม่รู้ว่าเธอเก็บเด็กไว้หรือเปล่า”
“เด็กทั้งคน ถ้ามั่นใจว่าเป็นลูกของมึง มึงจะไม่รู้ได้ไง”
“เด็กเป็นลูกของกูแน่นอน แต่เธอไปจากกูเสียก่อน”
“มึงไม่รับผิดชอบเขา เขาเลยไปจากมึงใช่ไหม กูเข้าใจมึง แต่มึงควรรับผิดชอบเด็ก ส่วนผู้หญิง ถ้าเขาหากินกับอาชีพนี้อยู่แล้ว การจะให้มึงรับเป็นเมียออกหน้าออกตามันก็ยังไงอยู่”
“ไม่ใช่! นิดหน่อยไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง”
“นิดหน่อยเหรอ? ชื่อคุ้นๆ แฮะ” ดนตร์เชื่อว่าตนเคยได้ยินชื่อนี้จากเพื่อนมาก่อน และนั่นแหละ ไม่กี่วินาทีเขาก็จำได้ “พนักงานในห้องแล็บโรงงานที่มึงเคยเทียวไปเทียวมาระหว่างออฟฟิศกับโรงงานเกือบทุกวันนี่เอง นี่อย่าบอกนะว่ามึงได้เขาจริงๆ”
