บท
ตั้งค่า

บทที่ 3

คุณเครือวัลย์พักอยู่ที่กรุงเทพฯ จนถึงปลายสัปดาห์ ซึ่งตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางก็ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนผู้ใหญ่ที่ให้ความนับถือ อีกทั้งยังนัดสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่คบหากันมาตั้งแต่ตอนสาวๆ ด้วย

วันนี้ก็เช่นกัน รถยุโรปคันสีดำมาจอดอยู่ตรงหน้าบ้านสองชั้นที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ใหญ่ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ชานเมืองทางฝั่งธนบุรี เรียกได้ว่าอยู่คนละฝั่งเมืองกับบ้านของลูกชายนางทีเดียว

“ยังสวยเหมือนเดิมนะวัลย์ แถมยังดูสาวกว่าตอนที่เราเจอกันเมื่อคราวก่อนเสียอีก ฉันเห็นเธอแล้วก็อดมองตัวเองไม่ได้ ฉันเป็นรุ่นพี่ของเธอแค่สามรุ่น แต่ยังกับเกิดก่อนเธอสักสิบปี”

“โบท็อกซ์ช่วยได้ค่ะคุณพี่”

คุณเครือวัลย์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลอยทำให้คุณราศีหัวเราะตาม แม้ในใจของคุณราศีจะคิดว่าสาเหตุที่เพื่อนรุ่นน้องแลดูอ่อนวัย นั่นคงเป็นเพราะการตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่เชียงราย เจ้าตัวคงได้ใช้ชีวิตที่ห่างไกลจากความเครียด มีเวลาดูแลสุขภาพมากขึ้น เพราะกิจการของครอบครัวก็ได้ข่าวว่าลูกชายคนโตเข้ามารับช่วงอย่างเต็มตัวแล้ว พ่อกับแม่จึงได้พักผ่อนสักที

“เธอเป็นคนมีบุญ” คุณราศีเกริ่นตามที่ใจคิด หากทำให้คนที่นั่งกินอาหารอยู่ตรงหน้าต้องถามอย่างสงสัย

“ยังไงคะคุณพี่”

“เธอมีลูกดีผัวดี แค่นี้ก็บุญโขแล้ว”

“ขอบคุณค่ะคุณพี่ ผัวของวัลย์ก็สามวันดีสี่วันร้ายตามประสาคนวัยทองค่ะ ขี้บ่นเหมือนเดิม แถมช่วงนี้ยังอารมณ์ไม่คงที่ด้วยนะคะ แต่พอพ่อคุณวูบวาบขึ้นมาตอนไหน วัลย์ก็เผ่นค่ะ ปล่อยให้เขาจัดการตัวเองไป ส่วนลูกชายทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตไปตามประสาเขา ตอนนี้พวกเขาเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว แต่วัลย์ก็ยังเป็นห่วง”

“เธอใกล้จะได้แต่งลูกสะใภ้หรือยังล่ะ”

คำถามแสนธรรมดา แต่คนถูกถามกลับขมวดคิ้วมุ่น นางครุ่นคิดอยู่หลายวินาทีกว่าจะหาคำตอบได้

“คงอีกนานค่ะ”

“คบกันน่าจะสักสองปีแล้วไม่ใช่หรือ คราวก่อนตอนที่เรากินข้าวด้วยกัน เธอเล่าให้ฉันฟัง ฉันจำได้”

“ใช่ค่ะ คบกันนานพอควรแล้ว แต่พอถามลูกชายว่าเมื่อไรจะแต่ง เขาก็บอกว่ายังไม่พร้อม ทั้งเขาทั้งแฟนยังอยากทำงานกันอยู่”

“เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวแต่งงานกันช้า บางคู่แต่งแล้วก็ไม่อยากมีลูก ค่านิยมมันเปลี่ยนไปจากสมัยเราสาวๆ”

“วัลย์ก็คิดเรื่องนี้อยู่ แล้วพานรู้สึกใจคอไม่ดี อย่าหาว่าวัลย์โลกแคบและเห็นแก่ตัวเลยนะคะ วัลย์ก็เป็นคนใกล้แก่ธรรมดาคนหนึ่งที่อยากให้ลูกชายแต่งงานแล้วมีหลานมาให้อุ้ม แต่ถ้าสุดท้ายลูกชายกับลูกสะใภ้ชอบชีวิตอิสระ อยากดูแลแค่ตัวเองกับทำงานไป วัลย์ก็ต้องทำใจ แต่มันรู้สึกโหวงเหวงพิกลค่ะ”

“ถ้ามันเป็นความสุขของพวกเขา เราคงทำได้แค่ยอมรับ”

“เรียกว่าต้องทำใจให้ยอมรับค่ะ”

ทั้งน้ำเสียงทั้งสีหน้าของเครือวัลย์บ่งบอกว่ายังไม่พร้อมยอมรับเรื่องนี้ หากด้วยความที่เจ้าตัวเป็นคนเข้าใจคนอื่นได้ง่าย นับประสาอะไรกับลูกชายของตัวเอง คุณราศีเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น คุณเครือวัลย์ก็จะผ่านเรื่องนี้ไปได้

“สังคมเดี๋ยวนี้มันก็ประหลาด บางครอบครัวพร้อมแสนพร้อม แต่ไม่มีลูกหลานมาให้เลี้ยง แต่บางคนกลับมีลูกเกิดมาให้ต้องดิ้นรนเลี้ยงดูอยู่คนเดียว”

“ไม่ใช่แค่บางคนค่ะ วัลย์ว่ามีเด็กเยอะเชียวค่ะที่เกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ต้องดิ้นรนเลี้ยงดู เป็นลูกหลานของวัลย์หน่อยไม่ได้ วัลย์จะไม่ปล่อยให้พวกเขาลำบากเลย”

“ยังไงฉันก็ขอให้เธอมีหลานสมใจหวัง ถ้ามีหลานจากลูกคนโตไม่ได้ เธอก็ยังมีลูกคนเล็กอีกคน”

“โอ๊ย! วัลย์หวังจะได้หลานจากโค้ดคนเดียวนี่แหละค่ะ แต่ถ้าเขาไม่ให้หวัง วัลย์ก็ต้องทำใจ ส่วนเจ้าคุ้ง อายุก็สามสิบกว่าแล้ว แต่ยังไม่เป็นหลักเป็นฐาน ยังตามหาความฝันของเขาอยู่ คนนี้วัลย์ขอแค่เขารับผิดชอบตัวเองได้ก็พอ วัลย์กับพ่อของเขาจะได้นอนตายตาหลับ”

“งั้นเธออย่าเพิ่งคิดไปเองก่อน ตอนนี้ลูกชายคนโตยังไม่แต่งงาน เธอเลยยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีหลาน แต่ถ้าถึงเวลาที่เขาพร้อมจะมีครอบครัว ความคิดเรื่องอยากมีลูกก็อาจโผล่มาเอง”

“สาธุค่ะคุณพี่ ขอให้เจ้าโค้ดมีลูกสักโหล วัลย์ยินดีทุ่มให้หลานจนหมดตัวเชียวค่ะ”

คุณเครือวัลย์หัวเราะพลิ้ว นางก็เป็นอย่างนี้แหละ ถึงแม้จะมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ด้วยธรรมชาติที่เป็นคนไม่คิดมากเป็นทุนเดิม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจึงอยู่คู่กับนางเสมอ

คุณราศีมองคนอ่อนวัยกว่าด้วยสีหน้ายิ้มๆ หากพอหลุบตามองจานสลัดทอดมันกุ้งที่หมดเกลี้ยงจานไปแล้ว นางก็อดที่จะทักไม่ได้

“ทอดมันกุ้งอร่อยใช่ไหม เธอกินหมดจานเชียว”

“อุ๊ยตาย! วัลย์กินเพลินไม่เหลือให้คุณพี่สักชิ้นเลย ฝีมือทำอาหารของแม่บ้านคุณพี่ไม่ตกจริงๆ นะคะ ทำอะไรก็อร่อย”

“ฝีมือแม่บ้านที่ไหนกัน ทอดมันจานนี้เป็นฝีมือของแม่ค้าย่านนี้แหละ เขาจัดจานสลัดทอดมันกุ้งมาให้ฉันก่อนเธอมาถึงไม่นาน ฉันเป็นลูกค้าประจำของเขา แต่ช่วงหนึ่งเขาหยุดทำขาย เพราะคลอดลูกมาใหม่ๆ เลยไม่มีเวลา ฉันก็อดกินไปนาน แต่ตอนนี้ลูกสาวของเขาอายุได้ขวบเศษแล้ว เขาก็กลับมาทำขายใหม่ ฉันกับเธอเลยได้กินของอร่อยไปด้วย”

“อย่างนี้นี่เอง แม่บ้านยุคนี้เก่งนะคะ เลี้ยงลูกและดูแลบ้าน แถมยังช่วยหารายได้เข้าบ้านกันอีกด้วย ว่าแต่ฝีมือขนาดนี้ ทำขายเป็นล่ำเป็นสันได้เลยค่ะ”

“ต่อไปเขาคงทำขายจริงจังแล้วละ เพราะลูกสาวกำลังโต เห็นว่าต้องการรายได้ เขาเช่าบ้านของฉันตรงต้นซอยนี่เอง แต่ฉันไม่เคยเห็นใครไปมาหาสู่เขานะ ฉันคิดว่าเขาคงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว”

“อ้อ!” คุณเครือวัลย์พยักหน้าเออออตาม หากในใจกลับนึกถึงลูกสาวของแม่ค้าคนนั้น...แม่หนูอายุได้ขวบเศษ วัยกำลังน่ารักเชียว

อย่างนี้สินะ เด็กน้อยไปเกิดกับคนอื่นเสียหมด ไม่เหลือมาถึงครอบครัวของนางสักคน ทั้งบ้านมีแต่ลูกชายโหนคานอยู่ตั้งสองคน แต่ละคนก็ยังไร้วี่แววว่าจะแต่งงานแต่งการ แล้วอย่างนี้นางจะมีวาสนาได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กน้อยในบ้านอย่างคนอื่นเขาบ้างไหมนะ

แค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง หลังจากที่คะนึงนิจโพสต์ขายทอดมันกุ้งผสมเสร็จพร้อมทอดลงในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ ‘ขายของกินย่านฝั่งธนบุรี’ ก็มีคนสั่งซื้อเข้ามาถึงสี่คน เธอมองยอดเงินที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้วใจฟู…เรื่องดีๆ อย่างนี้เธอต้องบอกคนสำคัญให้รู้ด้วย

“ลูกพีชจ๋า...”

เสียงหวานที่คุ้นเคยเรียกให้เด็กหญิงวัยขวบเศษที่นั่งเล่นตุ๊กตาผ้าตัวนุ่มเงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วยิ้มดวงตายิบหยีโชว์ฟันซี่เล็กขาวสะอาด

“ตะ...ต้ะ”

ลูกพีชขานรับ แม้ลูกยังออกเสียงไม่ชัด แต่คนเป็นแม่ก็ปลื้มอย่างเหลือล้น เธอเดินมาอุ้มลูกเข้าสู่อ้อมกอด ก่อนจะยกลูกขึ้นสูงอย่างหยอกเย้า แล้วขยี้ใบหน้ากับพุงกลมๆ จนเจ้าตัวส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเพราะจั๊กจี้…เสียงหัวเราะของลูกพีชดังก้องไปทั่วบ้านเช่าชั้นเดียว

“ลูกสาวใครเนี่ย ทั้งน่ารักทั้งเก่งที่สุดเลย”

“มะ...แมะ”

“ลูกพีชพูดว่าอะไรนะคะ หนูเป็นลูกสาวใครน้า”

เมื่อลูกตอบกลับมา หัวใจของแม่ก็เบ่งบาน กระนั้นเธอยังอยากได้ยินเสียงของลูกอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวน้อยก็จัดให้อย่างไม่ผิดหวัง

“แมะ...แมะ”

“ใช่แล้วค่ะ ลูกพีชเป็นลูกของแม่นิดนี่เอง”

เด็กน้อยยิ้มแต้ บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวรู้ความดี ประกายตาบ่งบอกว่าดีใจและมีความสุขมาก ก่อนจะซุกดวงหน้าเล็กกลมเข้าหาอกแม่อย่างออดอ้อน

คะนึงนิจลูบแผ่นหลังเล็กของลูก ดวงตาดำขลับของลูกที่ฉายแสงพอใจเมื่อกี้นี้มันทำให้หัวใจของเธอกระตุก

คิดถึงเขาอีกแล้ว…

เกือบสองปีแล้วที่คะนึงนิจเดินออกมาใช้ชีวิตกับลูกตามลำพัง เธอไม่ได้ติดต่อไปหาแม่ เมื่อเธอไม่ได้ติดต่อไป แม่ก็ไม่ติดต่อกลับมาหาเธอเช่นกัน ในความรู้สึกนั้นมันมีความสบายใจว่าแม่คงสบายดีและไม่ลำบาก

หากสำหรับอีกคน เธอตั้งใจตัดขาดจากเขา บอกตัวเองทุกวันว่าต้องลืมเขา แต่ความคิดและความทรงจำมันกลับกระตุ้นเตือนให้เธอนึกถึงเขา…จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่อาจลืม

หญิงสาวหลุบตามองคนในอ้อมแขน แล้วพบว่าเจ้าตัวน้อยเงยหน้ามองเธออยู่แล้ว

คะนึงนิจยิ้มให้ลูกสาว เธอรีบปรับความรู้สึก แม้จะทำได้ยาก แต่เธอก็ต้องทำ เพราะไม่อยากให้ลูกพีชสัมผัสได้ถึงความเศร้าและความหม่นหมองในจิตใจของเธอ

“หนูรู้ไหมว่าวันนี้แม่ขายทอดมันกุ้งได้สี่ชุดแล้วนะ แม่ได้เงินมาตั้งหนึ่งพันสองร้อยบาทแน่ะ เดี๋ยวตอนเย็นลุงปั้นจะมารับทอดมันของแม่ไปส่งให้ลูกค้า”

เมื่อแม่พูดด้วย เด็กน้อยก็เปลี่ยนจากสีหน้างุนงงและสงสัยมาเป็นยิ้มกว้าง คะนึงนิจสังเกตได้เสมอว่าลูกพีชชอบให้เธอพูดคุยและสบตา

“แม่จะขายทอดมันกุ้งแล้วเก็บเงินไว้ซื้อของให้ลูกพีช แม่จะเก็บเงินไว้เป็นค่าเรียนหนังสือให้หนูตอนโต เอ…แต่แม่ไม่อยากให้หนูโตเลย แม่อยากให้หนูตัวเท่านี้ แล้วแม่ก็จะกอดหนูไว้อย่างนี้ไปตลอด”

คะนึงนิจอุ้มลูกพีชเดินไปรอบๆ พื้นที่ว่างภายในบ้านเช่า และเมื่อได้ยินเสียงของลูกน้อย เธอก็ประหลาดใจ

“ตะ...ต่า...”

“ลูกพีชพูดอะไรคะ”

“ต่าย...”

“ต่ายเหรอ หนูเรียกพี่กระต่ายหรือคะ”

ลูกพีชพยักหน้าหงึกๆ พลางชี้ไปยังตุ๊กตากระต่ายที่ทำจากผ้าเนื้อนิ่มซึ่งถูกปล่อยให้นอนเค้งอยู่บนที่นอนของตัวเอง

คะนึงนิจเบิกตาโต เธอได้ยินลูกพูดคำนี้เป็นครั้งแรก มันทำให้เธอตื่นเต้น หากคงไม่ทันใจเจ้าตัวแล้วละ เพราะลูกพีชขย่มตัวอยู่ในอ้อมกอดแม่อย่างเร่งเร้าแล้ว

“ต่าย...ต่าย...”

“แม่จะหยิบพี่กระต่ายให้เดี๋ยวนี้เลยจ้ะ ใจร้อนจริงๆ เลยเราเนี่ย”

เรียวนิ้วแตะบนสันจมูกโด่งเล็กบนดวงหน้ากลมอย่างหยอกเย้า ขณะพาเดินไปหยิบกระต่ายน้อยให้แม่หนู

เพียงแค่แม่ส่งตุ๊กตากระต่ายหูยาวไปให้ ลูกพีชก็คว้าเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดตัวเองอย่างหวงแหน

ลูกพีชพูดได้เป็นคำๆ แล้ว ช่วงนี้คะนึงนิจสังเกตว่าลูกน้อยพูดคำแปลกใหม่ออกมาให้ได้ยินเรื่อยๆ อย่างเช่น กิน ไป บ้าน นม ล่าสุดก็คือตุ๊กตากระต่ายของเจ้าตัว

การเห็นพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกในแต่ละวัน หญิงสาวพูดได้เต็มปากเลยว่ามันคือความสุขที่สุดของเธอ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel