บทที่ 5 เราสนิทกันมาก
วันต่อมา
โรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัย
สายตาของนักศึกษาเกือบพันคนที่มาใช้บริการโรงอาหารช่วงพักกลางวันต่างหันมาจับจ้องกลุ่มคนมาใหม่ด้วยความสนใจ ก่อนจะยกยิ้ม กลับมาซุบซิบกันต่อด้วยความขบขัน แต่สาวตัวต้นเหตุกลับไม่ได้เข้าใจความหมาย มุมปากบางคลี่ยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ รีบหันไปเขย่าแขนเพื่อนสาวทั้งสอง
“เห็นไหมพวกแก มันได้ผล! ดูสิ! วันนี้มีแต่คนมองฉัน เพราะเทคนิคการแมตช์เสื้อผ้าที่เจ๊โนอาร์สอนแน่ ๆ งู้ยยยยย ฉันจะกลายเป็นตัวแม่ตัวมัมกับเขาบ้างแล้ว”
“เก็บความมั่นไว้หน่อยเถอะยัยตังเม เขามองก็เพราะแกแต่งตัวประหลาดต่างหาก!” เกลอดด่าออกมาไม่ได้ เหลือบมองสภาพการแต่งกายของเพื่อนสาววันนี้ก็ปวดหัวจี๊ด
“ทำไมล่ะ! น่ารักดีออก เมื่อวานฉันไปดูคลิปช่องเจ๊โนอาร์มา เจ๊แนะนำว่าหากเพิ่งเริ่มแต่งตัวให้พยายามคุมโทนสีก่อน”
“แต่แกก็ไม่จำเป็นต้องชมพูทั้งตัวขนาดนี้! โอ๊ย ฉันนึกว่าหลุดออกมาจากชิบูย่า!”
“ใช่มะ ๆ ๆ แต่งแบบนี้ฉันก็คิดว่าเหมือนสาวญี่ปุ่นเลย”
ดวงตากลมสวยเป็นประกายเจิดจ้า ทำเพื่อนสนิททั้งสองต้องพ่นลมหายใจยาวอย่างจนปัญญา แม้ตังเมจะไม่หยิบเสื้อผ้าสีแปลก ๆ มาผสมกันแล้ว แต่เซนส์แฟชั่นติดลบก็ทำให้ลุควันนี้มันโคตรแปลกเช่นเดิม
เริ่มตั้งแต่เสื้อกันหนาวฟู ๆ สีชมพูแปร๊ดแสบตาคู่กับกระโปรงพลีทยาวถึงเข่า วันนี้สาวตัวเล็กไม่ได้สวมส้นสูงอย่างเคย แต่เปลี่ยนเป็นบูตส้นตึกสีดำ พร้อมถุงเท้ายาวถึงเข่าสีชมพูสลับขาว คาดด้วยกระเป๋าใบเล็กลายการ์ตูนสีชมพูอีก ไม่นับกิ๊บสีสันสดใสบนหัว คนที่ไม่หันมองคงมีแต่คนตาบอดเท่านั้นแหละ เพราะสีสันมันโดดเด่นมาแต่ไกลขนาดนี้
“แน่ใจเหรอตังเมว่าแกดูช่องพี่โนอาร์เขาแล้ว ฉันว่ามันยังไม่น่าใช่” นุ่นเอ่ยด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ยิ่งเห็นสายตาขบขันมองมาทางกลุ่มพวกเธอก็เริ่มอายเล็กน้อย
“ฉันดูแล้วจริง ๆ! ไล่ดูทุกคลิปจนขอบตาดำเลยแหละ เจ๊เขาเก่งจริง ๆ ยิ่งดูก็ยิ่งประทับใจ”
“แกบอกบังเอิญเจอที่ร้านทำเล็บใช่มะ หวังว่าคงไม่ไปทำให้พี่เขารำคาญหรอกนะ” เกลขมวดคิ้วหันมาถาม ขณะทั้งกลุ่มเดินเข้าไปด้านใน
“บ้า! ฉันเคยทำแบบนั้นตอนไหน!”
“เกือบทุกตอนแหละค่ะ!”
“เกลใจร้ายกับหนูตังเมสุด ๆ ถามนุ่นดีกว่า นุ่นแกว่าฉันน่ารำคาญเหรอ”
สาวตัวน้อยมุ่ยหน้าตัดพ้อ หันไปถามความเห็นจากเพื่อนสาวอีกคน ซึ่งนุ่นก็มีสีหน้าลำบากใจชัดเจน พยายามประมวลคำพูดที่จะดูนุ่มนวลที่สุด
“เราว่าตังเมแค่ร่าเริงเกินเหตุไปนิด แล้วก็มองโลกในแง่บวกไปหน่อย อ่านสถานการณ์รอบข้างไม่เก่ง...เอ่อ ไม่รู้สิว่าคนอื่นมองยังไง แต่พอได้รู้จักเราว่าตังเมเป็นเพื่อนที่จริงใจ น่ารักคนหนึ่งเลย”
ตังเมไม่ได้นำประโยคก่อนหน้ามาวิเคราะห์ ในหัวจดจ่ออยู่แต่คำว่าน่ารัก มุมปากก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างจนดวงตากลมสวยหยีเล็กเป็นสระอิ
“เขินนนนนน นุ่นพูดถูกใจ ~”
“มันปลอบใจแกต่างหาก!”
“ชิ! แต่เจ๊โนอาร์ไม่รำคาญฉันหรอก เขาน่ารักมาก ตลกด้วย ยังแซวฉันเลยว่าเมื่อวานแต่งตัวเหมือนผ้าสามสีผูกศาล คิกคิก...ไม่เหมือนที่คนพูดกันว่าหยิ่ง ปากจัดสักนิด”
“เอ่อ...เราว่าไม่น่าใช่คำชม…”
“นั่นเขาด่าแกค่ะยัยตังเม! หยุดมโน!” เกลแว้ดกลับเสียงแหลม หมดคำจะพูดให้เพื่อนโลกสวยเข้าใจจริง ๆ
สาวผมดำพ่นลมหายใจยาว ขนาดเพื่อนหลายคนในคลาสก็ไม่ค่อยชอบตังเมนัก จากทั้งการแต่งตัวและความร่าเริงเกินเหตุ แถมเพื่อนสาวคุยเก่งทำหลายคนอึดอัด อ่านสถานการณ์รอบด้านไม่ออกว่าใครคิดยังไงกับเธอ ซึ่งที่จริงตังเมก็แค่เฟรนด์ลี่กับทุกคนเท่านั้น พอได้สนิทกันจริง ๆ ก็จะรู้ว่าสาวเมืองเพชรคนนี้น่ารักมาก เธอเป็นคนจริงใจ เต็มที่ พร้อมช่วยเหลือทุกเมื่อหากเพื่อนมีปัญหา
ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ หางตาหญิงสาวก็สะดุดเข้ากับใครบางคนที่กำลังพูดถึง ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น แล้วก็ยิ่งกระดี๊กระด๊าเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นหนุ่มที่ตนหมายปองอยู่ข้าง ๆ เขาพอดี
“อุ๊ย! นั่นเจ๊โนอาร์กับพี่อาร์ทนี่! ขอฉันไปทักแป๊บหนึ่ง”
“เฮ้ย! ตังเม! บ้า ไม่เอา อย่าไปรบกวนพวกพี่เขา!” เกลกำลังจะพุ่งไปฉุดแขนเพื่อนสาว แต่คนตัวเล็กก็ไวกว่า เร่งซอยเท้ามุ่งหน้าไปหาเสียแล้ว
“ทำไงดีเกล ยัยตังเมจะไม่ถูกพี่โนอาร์ด่ากลางโรงอาหารใช่ไหม” นุ่นหน้าซีด หันไปถามเพื่อนด้วยท่าทางร้อนใจ
“บ้าเอ๊ย! แล้วก็วิ่งซะไว เฮ้ออออออ ขอให้อย่ามีอะไรเลย”
“เราควรไปตามกลับมาไหม...”
“แกกล้าเหรอ...พี่คนนั้นดูน่ากลัวจะตาย”
“...”
สองสาวเม้มปากสนิท กลัวก็กลัว ห่วงเพื่อนก็ห่วง ได้แต่ภาวนาว่าเกย์ตัวจี๊ดจะไม่หยุมหัวตังเมกลางโรงอาหาร
“พวกมึงเอาน้ำอะไร เดี๋ยวกูกับอีบาสไปซื้อให้ก่อน”
“เหมือนเดิม” โนอาร์ตอบกลับเสียงเรียบ แทบไม่ได้หันไปสนใจคำถามเลย
“งั้นกูเอาน้ำเปล่าเหมือนไอ้โนอาร์นั่นแหละ ฝากด้วยนะกัส”
“ได้เลยค่ะสามี ~”
“แหวะ! ขนลุก”
“อย่าขัดขวางความรักคนอื่นเนอะ!”
ในขณะที่โนอาร์และกลุ่มเพื่อนกำลังยืนพูดคุยกันอยู่หน้าร้านข้าว อยู่ ๆ ก็มีวัตถุสีชมพูแสบตาพุ่งเข้ามาประชิดเขาเสียแล้ว
พรึ่บ
“เฮ้ย!”
“เจ๊ ~ บังเอิญเจอกันอีกแล้ว” ตังเมฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยทักโนอาร์ด้วยใบหน้าสดใสร่าเริงสุด ๆ จนเพื่อน ๆ ของชายหนุ่มขมวดคิ้วงุนงง พร้อมไล่มองการแต่งตัวแปลก ๆ ของเธอ
“ทักฉันทำไม! เรารู้จักกันงั้นเหรอ!”
ชายหนุ่มกัดกรามกรอด เอ่ยกลับเสียงดัง ส่งผลให้นักศึกษาบริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียวด้วยความสนใจ บางคนถึงกับหยิบกล้องขึ้นมารอถ่ายฉากเด็ดไว้ด้วยซ้ำ
“แหม ~ อย่าพูดห่างเหินกันแบบนั้นสิเจ๊ นี่ ชุดวันนี้ของหนูเป็นไงบ้าง ผลลัพธ์การดูคลิปสอนแต่งตัวของเจ๊ทั้งคืนเลยนะ”
“อุ๊บ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ นี่คือน้องดูแล้วใช่ไหม” บาสหัวเราะก๊ากออกมา ยิ่งเห็นสีหน้าของโนอาร์ย่ำแย่มากเท่าไร เขาก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้นมากเท่านั้น
“หึหึ! ยัยชะนีน้อยนี่หาเรื่องตายซะแล้ว” กัสขำในลำคอ รอลุ้นว่าวันนี้จะมีเรื่องสนุกอะไรให้ดู
“รู้จักกันเหรอ?”
เสียงทุ้มลึกทรงเสน่ห์ของอาร์ทดังขัดจังหวะขึ้นมาก่อน เรียกความสนใจของหญิงสาวตัวน้อยให้หันไปสบสายตา แก้มใสแดงวาบ ใจเต้นระรัว ความเขินอายแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ต้องรีบคว้าท่อนแขนกำยำของโนอาร์ขึ้นมากอดแน่นแก้เก้อ
“ค่ะ สนิทกันสุด ๆ เลย” เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้มเอียงอาย สร้างความหงุดหงิดให้คนมองเป็นอย่างมาก
“ฉันไปสนิทกับเธอตอนไหนฮะ! ปล่อย!” เขาแว้ดกลับเสียงเครียด พยายามสลัดมือเล็กให้หลุด แต่ยัยเตี้ยก็เกาะแน่นเหมือนฉายาลูกลิงที่เขาตั้งให้จริง ๆ ท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้อาจทำให้คนอื่นเข้าใจเขาผิดได้
ขืนมีข่าวลือแปลก ๆ ว่าแฟชั่นไอคอนนิกแบบเขาไปสนิทกับเด็กเพี้ยน คงถูกนินทาป่นปี้
“โธ่เจ๊อ่า ~ ต่อให้เราเพิ่งเคยเจอกันเมื่อวาน แต่หนูรู้สึกสนิทใจกับเจ๊สุด ๆ เลยนะ เหมือนเจ๊เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของหนูเลย”
“...” เส้นขมับคนตัวสูงตึงเปรี๊ยะแทบขาด อยากจะเขย่าคอยัยลูกลิงหน้ามึนให้หัวหลุด ยิ่งเห็นสภาพการแต่งกายโคตรแปลก ต่อมแฟชั่นก็เต้นตุบ ๆ ด้วยความเครียด
เพื่อนคนอื่นต่างก็อมยิ้ม ขบขัน น้อยครั้งจะเห็นโนอาร์เหงื่อตก เครียดจัดขนาดนี้
“น้องชื่ออะไรครับเนี่ย แล้วไปสนิทกับเจ๊โนอาร์ตอนไหนเหรอ” บาสคลี่ยิ้มกว้าง ด้วยท่าทางเป็นมิตร พร้อมหาเรื่องให้โนอาร์เดือดเพิ่ม
“ไอ้บาส! กูไม่ขำ!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ กูขำออก เอ้าน้องไหนเล่าให้ฟังเร็ว”
ตังเมแก้มร้อนผ่าว เมื่อเหลือบไปเห็นว่าอาร์ทเองก็กำลังมองเธอด้วยความสนใจเช่นกัน เอ่ยแนะนำตัวเสียงใส
“หนูชื่อตังเมค่ะ เรียนอยู่คณะนิเทศปีสอง ย้ายมาจากเพชรบุรี เมื่อวานบังเอิญเจอเจ๊เขาในร้านทำเล็บ เลยได้คุยกันเยอะเลย”
“ใครไปคุยกับเธอ! มีแต่เธอนั่นแหละวุ่นวายไม่เลิก!” โนอาร์รีบแทรกขึ้น ก่อนที่เพื่อนจะเข้าใจเรื่องราวผิด
“เจ๊ร้ายอีกแล้ว นี่ไง ๆ ขออวดหน่อย หนูขอเจ๊ทำเล็บแบบเดียวกันด้วย น่ารักไหมคะ”
ตังเมถือวิสาสะวางฝ่ามือทาบหลังมือของชายหนุ่ม เพื่อที่จะได้อวดลายเพนต์คู่ ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะให้กลุ่มเพื่อนของโนอาร์เข้าไปใหญ่
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ อีดอกกูขอขำค่ะ ตอนกูขอลายมึงเป็นเรฟ ด่ากูฉ่ำ ทีแบบนี้ยอมเฉย!”
“กูไม่ได้เต็มใจไหม!” โนอาร์แว้ดกลับใส่กัสเสียงแหลม ก่อนจะหันกลับมามองยัยลูกลิงท่าทางเครียดจัดอีกครั้ง
ตอนนี้กลุ่มของเขากำลังถูกจับตามองโดยคนทั้งโรงอาหาร แถมมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจโดยเฉพาะมีสาวแปลก ๆ แต่งกายด้วยสีชมพูอร่ามจนแสบตาเกาะแขนแน่น
ความดันโนอาร์แทบขึ้น บอกตามตรงว่าเขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาไล่ยัยหน้ามึนให้รีบไสหัวไปพ้น ๆ สุดท้ายก็ข่มความหงุดหงิด หันไปเจรจากับเด็กเพี้ยนให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ตอนนี้ฉันไม่ว่าง...มีอะไรค่อยคุย!”
“จริงนะ! เจ๊หมายถึงเจ๊ยอมช่วยหนูแล้วใช่ไหม!”
“...” คนตัวสูงกัดกรามแน่น อยากปฏิเสธใจจะขาด แต่ก็เลือกตอบปัด ๆ ให้จบเรื่อง “เออ ๆ ไปให้พ้นหน้าฉันสักที!”
“งื้อออออออ เจ๊น่ารักที่สุดเลย”
โนอาร์ขนลุกวาบ เมื่อตังเมใช้ใบหน้าหวาน ๆ ถูไถท่อนแขนอย่างออดอ้อนเอาใจ ใบหน้าหล่อบิดเกร็งอธิบายความรู้สึกตอนนี้ไม่ถูกจริง ๆ เพราะมันไม่เชิงรังเกียจ แต่กลับจั๊กจี้แปลก ๆ
“หยุด! แล้วไปสักที!”
“ค่า ~ ได้เลย งั้นหนูไปก่อนนะคะทุกคน”
ดวงตากลมเป็นประกาย พร้อมรอยยิ้มใสซื่อไร้พิษสงส่งให้หนุ่ม ๆ ที่เหลือ โดยเน้นที่พี่อาร์ทเป็นพิเศษ ก่อนจะยอมหมุนตัว ฮัมเพลงอารมณ์ดีเดินจากไป
ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ด้านหลัง
“ยังไง? ไปสนิทกับยัยเด็กแปลกสตอล์กเกอร์สามีกูได้ไง!”
“กัส พูดแรงไปแล้ว น้องเขาไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก” บาสพยายามแก้ไขคำพูดเพื่อน
“ถึงจะดูเพี้ยน ๆ แต่กูว่าน่ารักออก เรียกตัวเองว่าหนูทุกคำด้วย” นัยน์ตาวิบวับมองตามแผ่นหลังของเด็กสาวด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์
“ใช่แล้วก็เรียก อีโนอาร์ว่าเจ๊!” กัสหัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจ ยิ่งทำใบหน้าหล่อของเพื่อนรักบูดบึ้งหนักกว่าเดิม
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ เออ! อันนั้นขำกว่า! เดี๋ยวอีหนูได้รู้ ว่าเจ๊ที่เรียก ตัวแม่หรือตัวพ่อ!” หนุ่มกะล่อนยังคงไม่หยุดขำ ไม่ลืมส่งสายตาล้อเลียนมาทางโนอาร์
“สภาพนั้นกูกระเดือกไม่ลงหรอก พอ! หยุดพูด กูปวดหัว!”
“แต่แปลกเนอะ ปกติมึงไม่ค่อยสนิทกับใครง่าย ๆ” อาร์ทระบายยิ้มพ่อพระเช่นเดิม แต่จากสายตาก็รู้ว่ากำลังล้อเลียนเขาอยู่
“ตอนนี้กูก็ไม่สนิทโว้ย!”
ชายหนุ่มรีบแก้ต่างเสียงดัง แต่เพื่อนทุกคนก็พร้อมใจกันไม่รับฟัง ทำเขาปวดหัวจี๊ด อยากจะบ้าตายที่ชีวิตอันสงบสุขมันวุ่นวายถึงขนาดนี้ เพราะเด็กสาวซื่อ ๆ คนเดียว
ตังเมเดินกลับมาหากลุ่มเพื่อนพร้อมรอยยิ้มกว้าง ในขณะที่สองสาวอ้าปากค้างไปแล้ว
“แกไม่ถูกพี่เขาสวบหัว!”
“แถมเขายังยอมให้แกกอดแขนด้วย นี่สนิทกันขนาดนั้นเลยเหรอ”
นุ่นและเกลแทบไม่เชื่อสายตา ทั้งสองเฝ้าจับตาลุ้น เผื่อเกย์หนุ่มหมดความอดทนเมื่อไร จะได้พุ่งเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนได้ทัน แต่สิ่งที่เห็นมันต่างจากจินตนาการสิ้นเชิง
“คิกคิก บอกแล้วไงว่าสนิทกัน ฉันไม่ได้โม้สักหน่อย”
“แล้วเมื่อกี้คุยอะไรกัน ไหนเล่าดิ๊”
คนตัวเล็กยิ้มกว้าง เล่ารายละเอียดทุกอย่างให้สองสาวฟังโดยดีแบบไม่ปิดบัง ทั้งแผนการตีสนิทกับโนอาร์เพื่อหวังปรับเปลี่ยนลุคและเข้าหาชายหนุ่มที่หมายตา
แม้ว่านุ่นและเกลจะมีความกังวล กลัวว่าโนอาร์อาจเข้าใจว่าถูกหลอกใช้ จนกลายเป็นเรื่องบาดหมางภายหลัง แต่ตังเมก็ยืนยันว่าเธอก็จริงใจ นับถือโนอาร์ในฐานะพี่สาวคนหนึ่ง และเมื่อสนิทสนมกับเขาก็จะสารภาพความจริงทั้งหมดให้อีกฝ่ายฟังเอง
แถมพอสองสาวคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ชายแท้ ก็เบาใจ ตัดเรื่องเพื่อนสาวจะถูกหลอก ถูกล่อลวงไปได้เลย แต่ก็เตือนให้ระวังตัว อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ ซึ่งตังเมก็ฉีกยิ้มกว้าง พยักหน้ารับคำโดยดี ซึ่งทั้งสองก็ไม่มั่นใจว่าสาวตัวเล็กเข้าใจมันจริง ๆ หรือไม่
