บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ช่วยตัดรำคาญแต่ดันใจเต้นแรง

เลิกเรียน

คณะสถาปัตยกรรม

ชายหนุ่มแยกย้ายกับเพื่อนที่หน้าคณะเช่นเดิม ท่อนขายาวเดินเลียบไปตามฟุตบาทเพื่อเข้าสู่ลานจอดรถ ท้องฟ้าด้านบนเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม พร้อมกลุ่มเมฆสีครามค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา บ่งบอกเวลาเย็นเต็มที

นัยน์ตาสีเทามองเห็นรถยุโรปของตัวเองที่สุดสายตา ผิวปากอารมณ์ดี ตั้งใจว่าจะใช้เวลาช่วงค่ำพักผ่อนให้ชุ่มปอดหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากเนื้อหาบทเรียนที่เข้มข้นตลอดวัน หากยังมีแรงเหลือก็ว่าจะอัดคลิปลงช่อง

นั่นช่างเป็นแผนการที่เพอร์เฟกต์

กระทั่ง

พรึ่บ

“เฮ้ย! บ้าเอ๊ย! ตกใจหมด!”

โนอาร์ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ สบถด่าฉุนเฉียว เมื่ออยู่ดี ๆ ก็มีร่างสีชมพูแสบตาโผล่มาดักทางเสียก่อน ร่างน้อยคลี่ยิ้มหวานใสซื่อ จนดวงตากลมโตหยีเล็กเป็นสระอิ

“แหมเจ๊ ~ ขวัญอ่อนนะเนี่ย น่ารัก ~”

“เธอมาทำอะไรอีก! เมื่อไรจะเลิกวุ่นวายกับฉันสักที!” ใบหน้าที่เคยเบิกบานแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันทีที่ได้เห็นหน้าหวาน ๆ ของยัยลูกลิง

“เจ๊อ่า อย่าร้ายกับตังเมสิ ก็ตอนกลางวันเจ๊บอกเองว่าจะช่วยหนู” เธอมุ่ยหน้า ทำปากยื่น พร้อมช้อนมองตาปริบ ๆ อย่างตัดพ้อ

“ฉันไปรับปากตอนไหน! ฉันแค่ต้องการไล่เธอไปให้พ้น ๆ เท่านั้น! หลังจากนี้ก็เลิกโผล่มาวุ่นวายฉันด้วย!”

คนตัวสูงตอกกลับแบบไม่ไว้หน้า พร้อมใช้มือหนาดันยัยตัวน่ารำคาญให้พ้นทาง แต่ยังไม่ทันจะก้าวต่อ ท่อนแขนเขาก็ถูกกอดรัดแน่น

“นี่! ยัยลูกลิง! ปล่อย!”

“ไม่! เจ๊รับปากหนูแล้วดุ๊!”

“ดุ๊อะไรของเธอ! ปล่อยฉัน” เขาพยายามจะสะบัดแขนออก แต่คนตัวเล็กก็เกาะแน่น จนบางสิ่งที่มันอวบนูนเสียดสีท่อนแขน จนโนอาร์ขนลุกวาบไปหมด “โวะ! จะอะไรกับฉันนักหนาเนี่ย! เธอต้องการอะไรจากฉันกันฮะ!”

“หนูแค่อยากพึ่งใบบุญเจ๊ ช่วยสอนหนูแต่งตัวเฉย ๆ ขอร้องนะคะ เจ๊คนสวย ช่วยหนูสักครั้ง ~”

“บอกว่าอย่าเรียกฉันว่าเจ๊!”

“ได้โปรด เจ๊ขา ~ หนูสัญญาจะตั้งใจฟังที่เจ๊สอนทุกอย่าง พลีสสสสสส ~”

ประกายตาน่ารักออดอ้อนพุ่งตรงเข้าใส่ชายหนุ่ม ค่อย ๆ ทลายเกราะใสที่ตั้งไว้จนอ่อนยวบ ใบหน้าหล่อเบ้ยู่ จิ๊ปาก กลัดกลุ้มสุดขีด สูดลมหายใจเข้าออกข่มความรู้สึกแปลก ๆ ที่กำลังวิ่งพล่านไปทั่วร่าง พยายามไม่โฟกัสก้อนเนื้อนุ่มนิ่มที่เบียดชิดท่อนแขน ต้นเหตุที่ทำตัวเขาร้อนวาบ

“ครั้งเดียวนะ...” เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน เพื่อตัดปัญหา

“เย่ ~ ได้ค่ะ ๆ ครั้งเดียวก็ได้ ขอแค่เจ๊ยอมช่วยหนูก็พอแล้ว”

ตังเมยิ้มจนพวงแก้มเบียดแน่นขึ้นเป็นลูก ให้ความรู้สึกมันเขี้ยวแปลก ๆ

“แล้วก็ปล่อยแขนฉันสักที!” โนอาร์ออกแรงสะบัดอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ตังเมก็ยอมปล่อยโดยดี พร้อมส่งยิ้มเย้าแหย่มาให้ราวรู้ทัน

“เฮ้อออออ ปวดหัว! หลังจากนี้เลิกโผล่มาระรานฉันด้วย!”

“เจ๊เขินเหรอ ไม่เป็นไรหนูเข้าใจ ถ้าเจ๊ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเราสนิทกัน...เจ๊ทั้งสวย เริ่ด เชิด เฟียสขนาดนี้ จะมาคบกับเด็กบ้าน ๆ แบบหนูเสียชื่อแย่เลย แต่หนูรู้นะว่าลึก ๆ เจ๊น่ารักแค่ไหน”

“อยากจะบ้าตาย เพ้อเจ้ออะไรของเธอนักวะ”

โนอาร์ถึงกับต้องยกมือนวดขมับ บรรเทาอาการปวดหัว ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอใครหน้ามึนพูดไม่รู้เรื่องขนาดนี้เลย แต่จะให้โกรธมันก็ดันโกรธไม่ลง พอเห็นรอยยิ้มซื่อ ๆ กับดวงตาชื่นชมมีหวังหัวใจเขาก็อ่อนยวบไม่รู้ตัว

“สรุปฉันต้องช่วยเธอยังไง! ขอเร็ว ๆ ฉันรีบ!”

“งั้นเจ๊ช่วยไปดูเสื้อผ้าที่ห้องหนูได้ไหมคะ หนูลองศึกษาเองแล้ว แต่พอแต่งตัวออกมาเพื่อนก็บอกมันไม่รอด หนูก็ไม่เข้าใจว่าควรต้องปรับตรงไหน”

“...”

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น สะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ ๆ ยัยลูกลิงก็ดันชวนเขาไปห้อง

ดวงตาคมหรี่ลง กวาดมองทั่วใบหน้าหวานอย่างจับผิด ก็เห็นเพียงความใสซื่อไร้เดียงสาเท่านั้น อีกทั้งท่าทางของตังเมไม่เหมือนสาวกร้านโลกที่มีเจตนาจะอ่อยอะไรเขา แถมยังเรียกเขาเจ๊ทุกคำอีก แต่ก็ไม่ได้ทำให้โนอาร์ลดความสงสัยลง

“เกินไปไหม เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น เธอไม่ควรจะชวนฉันไปห้องง่าย ๆ”

“ก็แหม หนูก็ไม่รู้ว่าเซนส์ของหนูมันผิดพลาดตรงไหน ถ้าเจ๊ไปห้องหนู ก็จะได้ช่วยดูพวกเสื้อผ้า แล้วช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่าควรจะจับตัวไหนแมตช์กับตัวไหน หนูก็เป็นพวกหัวช้า กลัวว่าแค่เจ๊อธิบายให้ฟังเฉย ๆ จะไม่เข้าใจ ครั้งหน้าหนูจะได้ไม่ต้องรบกวนเจ๊อีกไงคะ”

“เฮ้อออออออออ ~”

คนตัวสูงถอนหายใจยาว ความเคลือบแคลงใจในตอนแรกเบาบางลงบ้างแล้วเมื่อได้เห็นสายตาน่าสงสารบวกกับการแต่งกายสุดแปลก ที่ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็พิลึกไปหมด

สุดท้ายเขาจึงยอมตกลงตามยัยลูกลิงกลับห้องจริง ๆ

Unity Apartment

รถยุโรปสีดำเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถของอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวมหาวิทยาลัยนัก เข้ามาในซอยประมาณ 300 เมตร ตัวตึกเป็นอาคารสูงแปดชั้นมองจากภายนอกก็ถือว่าใหม่และสะอาด รอบข้างก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมินิมาร์ท ร้านซักผ้า คาเฟ่ ร้านข้าว

โนอาร์พ่นลมหายใจยาวออกมาอีกครั้งด้วยความเหนื่อยหน่าย เหมือนกำลังเข้าไปยุ่งกับเรื่องน่าวุ่นวาย ต่อให้อยากกลับลำตอนนี้ ยัยลูกลิงก็คงได้ตามก่อกวนไม่เลิก พอคิดได้ดังนั้นเขาก็ผลักประตูลงจากรถ รีบไปทำตามคำขอร้องของอีกฝ่ายให้เสร็จ ๆ

“มาเลยค่ะ ๆ ห้องหนูเล็กหน่อยนะ แต่รับรองเรี่ยมปิ๊ด!”

“เรี่ยมปิ๊ด?”

ชายขมวดคิ้วกับคำศัพท์แปลก ๆ ที่หลุดมาให้ได้ยินอีกแล้ว ซึ่งตลอดเส้นทางมาหอพัก ยัยตัวเล็กก็สามารถพูดจ้อได้ไม่หยุดปากอยู่คนเดียว บางครั้งก็มีหลุดสำเนียงแปร่งหูออกมาบ้าง

“เรี่ยมก็แบบเรี่ยมไง อืม ภาษากลางอะไรนะ...สะอาด ใช่ ๆ สะอาด”

“แล้วอีปิ๊ดนี่อะไร”

“ก็แปลว่าสุด ๆ อะไรแบบนี้”

“...”

เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอชวนเธอคุย รีบกระแอมแก้เก้อ แล้วปั้นหน้ากลับไปเป็นเคร่งขรึมเหมือนเดิม ก้าวตามหลังหญิงสาวขึ้นมาถึงชั้น 6 ของตัวอาคาร

ตังเมล้วงกุญแจออกมาไขห้อง ผลักบานประตูให้กว้างขึ้น พร้อมหันมายิ้มเชื้อเชิญ

“เข้ามาเลยค่ะ ๆ เจ๊ไม่ต้องถอดรองเท้าก็ได้นะ เดี๋ยวหนูค่อยถูอีกรอบ” รอยยิ้มกว้างไร้เดียงสายังคงประดับอยู่บนใบหน้าหวาน ยิ่งมองโนอาร์ก็อดอ่อนใจไม่ได้

“เธอนี่ไม่ระวังตัวเลย ชวนคนแปลกหน้าเข้าห้องง่าย ๆ ได้ไง”

“งื้อออออ เจ๊น่ารักอะ เป็นห่วงหนูด้วย ~” รอยยิ้มที่กว้างอยู่แล้วแทบจะฉีกถึงหูกับความหวังดีของรุ่นพี่สาว

“ฉันด่า!”

“ก็แหม เจ๊ไม่ใช่คนแปลกหน้าสักหน่อย อีกอย่างห้องหนูก็ไม่ได้มีของอะไรให้ปล้นได้”

“...”

โนอาร์ถึงกับถอนหายใจยาว ส่ายหัวระอา เพราะเหมือนตังเมจะไม่เข้าใจความหมายที่เขาสื่อ เลิกต่อล้อต่อเถียงแล้วถอดรองเท้าบูตหนังราคาแพงออก วางไว้แถวหน้าประตูแล้วเดินตามยัยตัวเล็กเข้าไป

สายตากวาดมองสำรวจไปรอบห้อง แม้ภายในจะไม่ได้หรูหราอะไร แต่ก็สะอาดอย่างที่อีกฝ่ายอวดอ้าง มีโซฟาสีครีมอ่อนตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ฝั่งตรงข้ามเป็นโทรทัศน์ตั้งไว้บนตู้ยาว มีของกระจุกกระจิกของผู้หญิงประดับตกแต่งเอาไว้ ส่วนอีกด้านก็เป็นโซนครัวขนาดกะทัดรัด แม้จะเรียกว่าโซนครัวแต่ก็ไม่สามารถประกอบอาหารได้ มีแค่ไมโครเวฟ กาน้ำร้อน และตู้เย็นเล็กวางอยู่ข้างเคาน์เตอร์ครัวเท่านั้น

หญิงสาวกระวีกระวาดถอดรองเท้าส้นหนา และถุงเท้ายาวถึงเข่า โยนใส่ตะกร้าที่มุมห้อง ผายมือให้พี่สาวคนใหม่ที่ยังยืนเก้ ๆ กัง ๆ หน้าประตูให้เข้ามาด้านใน สายตาคมก็ดันเหลือบไปเห็นปลาสเตอร์สีชมพูหวานที่ข้อเท้าอีกฝ่าย

“นั่นโดนอะไรมาน่ะ...” โนอาร์แทบอยากตบปากตัวเองที่เผลอถามออกไป

คนตัวเล็กชะงักเล็กน้อย ยกส้นเท้าขึ้นดู ก่อนจะหันมาตอบด้วยยิ้มหวาน ๆ เช่นเดิม

“อ๋อ ส้นสูงกัดน่ะ เจ๊ไม่ต้องสนใจ หนูชินแล้ว”

“เฮ้ออออออ ถ้าคู่ไหนกัดก็เลิกใส่ไปสิ ไม่ก็หาแผ่นรองมาติด”

“ก็มันเล่นกัดหนูทุกคู่นี่สิ ลองแปะมาทุกยี่ห้อแล้ว มันก็ยังใจร้ายกับหนู กัดยับจนเลือดซิบ”

“แล้วเธอจะทนใส่ทำบ้าอะไร” เขาบ่นตามประสา ขณะก้าวตามหญิงสาวที่ตอนนี้เดินทะลุเข้าไปถึงโซนห้องนอน ซึ่งมีเพียงแค่ประตูเลื่อนกระจกใสกั้นระหว่างห้องนั่งเล่น

“ไม่ได้หรอก ก็หนูเตี้ยนี่นา เดี๋ยวไม่สวย” เธอตอบกลับพลางถอดกระเป๋าพาดไหล่ลายการ์ตูนและเสื้อขนฟูออกจากกายแล้วโยนกองเอาไว้บนเตียงก่อน ทำให้โนอาร์เพิ่งได้เห็นสัดส่วนแท้จริงว่าตังเมตัวบางมากแค่ไหน ดูจากช่วงเอวคอดกิ่วนั่นแล้ว เขาก็น่าจะสามารถใช้สองมือโอบรอบได้ด้วยซ้ำ

พอไม่มีเสื้อผ้าพิลึก ๆ อยู่บนร่างกาย ตังเมก็ถือว่าเป็นผู้หญิงหุ่นดี น่ารักคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

คนตัวสูงกัดปากแน่น รีบสลัดความคิดแปลก ๆ ออกจากหัว ยืนรออยู่ภายในห้องนั่งเล่นมองคนตัวเล็กกระโดดไปกระโดดมาอยู่ในห้องนอนผ่านกระจกใส จนเจ้าของห้องเป็นฝ่ายหันมากวักมือเรียก

“เจ๊เข้ามาสิ ๆ นี่ไงตู้เสื้อผ้าหนู”

“เธอก็หยิบมันออกมาสิ บ้าหรือไงเรียกผู้ชายเข้าไปถึงห้องนอน!” เขาบ่นออกไปด้วยความหงุดหงิด มันเขี้ยวยัยซื่อบื้อนี่สุด ๆ ที่ทำอะไรไม่ระวังตัวเอาเสียเลย

“ถ้าเป็นเจ๊ตังเมไม่ถือหรอก เข้ามาเลย ๆ ช่วยดูหน่อยค่ะ มันเยอะพอสมควรเลย”

โนอาร์จำไม่ได้ว่าตั้งแต่เจอยัยลูกลิงนี่เขาถอนหายใจไปแล้วกี่รอบ สุดท้ายก็ขี้เกียจพูดอะไร ก้าวเข้าไปยังเขตห้องนอน ซึ่งหญิงสาวก็รีบขยับไปยืนข้าง ๆ เพื่อให้แฟชั่นนิสต้าได้สำรวจเสื้อผ้าเธอโดยสะดวก

นัยน์ตาเบื่อหน่ายกวาดสำรวจไปทั่วตู้ขนาดกลาง แต่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด พอลองหยิบออกมาตัวหนึ่งก็ต้องโยนมันทิ้งไว้ด้านหลัง เนื่องจากสไตล์ การตัดเย็บที่ไม่ละเอียดเอาเสียเลย

“ห่วย ตัวนี้ก็ไม่ได้เรื่อง ชุดแบบนี้ซื้อมาทำไม เธอคิดว่าตัวเองอยู่ขั้วโลกเหนือเหรอ อีหมวกนี่อีก! สีทุเรศมาก! ทิ้งไปซะ”

รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าหญิงสาวเริ่มซีดจางลงเรื่อย หลังจากคนตัวสูงวิพากษ์วิจารณ์เสื้อผ้าในตู้ของเธอ แอบท้อแท้เล็กน้อยที่ความเพียรพยายามตลอดหนึ่งปีเต็มเหมือนจะไร้ความหมายสุด ๆ

ใบหน้าหล่อร้ายฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ตังเมยืนตาละห้อยมองบรรดาเสื้อผ้าที่ถูกโนอาร์โยนทิ้ง แม้ราคามันจะไม่ได้แพง แต่พอเจ้าแม่แฟชั่นบอกเองว่าไม่ควรใส่ ความหมายเดียวคือเอาไปทิ้ง

หลังจากผ่านไปเกือบสามสิบนาที เขาก็สำรวจเสื้อผ้าได้เกือบหมด

มือหนาเผลอดึงลิ้นชักด้านล่างออกมา แล้วก็ต้องชะงักค้าง ใจสั่นรัว เมื่อเห็นแพนตี้ตัวน้อยและบราเซียร์ ถูกพับวางเรียงเป็นระเบียบอยู่ด้านใน

“เอ่อ...ทะ...โทษที” ใบหน้าหล่อร้อนผ่าว รีบเสมองไปอีกทางแล้วใช้เท้าดันปิดไป

ตอนแรกคิดว่าเธออาจจะโวยวายที่เขาเผลอเห็นสิ่งเหล่านั้น แต่พอเหลือบกลับไปมอง ก็ต้องถอนหายใจยาว เพราะยัยตัวเล็กจ้องเขาตาแป๋ว ไม่ได้มีร่องรอยความเขินอายแม้แต่น้อย

แถม

“ขอโทษอะไรกันเจ๊ ที่จริงหนูก็อยากจะถามเรื่องการแมตช์ชุดชั้นในกับชุดด้วยเหมือนกัน”

“...”

ฟังคำตอบนั้น มือสากก็ถึงกับคันยิบ ๆ อยากจะลากยัยตัวเล็กมาหวดก้นให้เข็ด ไม่รู้เติบโตมายังไง สัญชาตญาณระวังภัยมันถึงได้ติดลบขนาดนี้!!!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel