บทที่ 2 ตัวแม่คณะสถาปัตย์
เลิกเรียน
สาวตัวเล็กในชุดเสื้อคลุมสีแดงแสบตาเขย่าแขนเพื่อนสาวอย่างอ้อนวอน ใบหน้าหวานมุ่ยลง ยิ่งทำให้แก้มกลม ๆ ยิ่งดูน่าบีบเข้าไปอีก
“นะแก ไปคณะสถาปัตย์เป็นเพื่อนฉันหน่อย” เธอกล่าวซ้ำ ใช้ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ หวังให้สองสาวใจอ่อน
“ไม่เอา ร้อนจะแย่ ฉันไม่ลงทุนไปส่องผู้ชายกับแกที่อีกฟากมหา’ลัยแน่” เกลปฏิเสธอย่างไม่อ้อมค้อม ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ตัว แต่มองว่ามันไร้สาระ แถมทุกครั้งที่หลวมตัวไปเป็นเพื่อนอีกฝ่าย ยัยตังเมก็เอาแต่นั่งเขินตัวบิด แอบมองอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
ทำให้สายตาน่าสงสารหันไปทางเพื่อนสาวอีกคน ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร นุ่นก็รีบแทรกขึ้นมาก่อน
“วันนี้ฉันมีธุระอะแก ค่อยไปวันหลังเถอะ”
“ใจร้าย! ฉันไปคนเดียวก็ได้!” ตังเมปั้นปึ่งเล็กน้อยตามประสา แต่ก็ไม่ได้โกรธจริงจัง
“แกน่ะเพลา ๆ บ้างเถอะเรื่องผู้ชาย หัดแต่งตัวเป็นผู้เป็นคนก๊อนนนน!!!”
“แกเนี่ยไม่เข้าใจเซนส์แฟชั่นของฉันเลย ถ้าวันหนึ่งฉันกลายเป็นเน็ตไอดอล หรือได้ลงรูปในเพจมหา’ลัยบ้าง ตอนนั้นเรียกไม่หันแล้วนะ”
ตังเมเชิดหน้าด้วยความมั่นใจเต็มร้อย เข้าใจว่าสายตาขบขันจากนักศึกษาอื่นที่มองมาทางตนคือสายตาแห่งความชื่นชม ทำสองสาวได้แต่ถอนหายใจยาวอีกรอบ
เกลอดใจไม่ไหว เอื้อมมือไปบีบแก้มนิ่ม ๆ ด้วยความมันเขี้ยวปนเอ็นดู
“โอ๊ย! เจ็บนะยัยเกล”
“ก็ตั้งใจให้เจ็บ เผื่อจะได้ตื่นจากฝันค่ะ! ถ้ามันมีวันนั้นจริงฉันยอมวิ่งรอบสระน้ำกลางมหา’ลัยสิบรอบเลย!”
“คอยดู! สักวันหนูตังเมจะเฉิดฉาย! แต่วันนี้ขอไปตามหารักแท้ก่อน ~”
“คิก เอาเถอะ ยังไงก็รีบกลับห้องแล้วกัน อย่าอยู่เฝ้าตึกคณะสถาปัตย์จนดึกอีกล่ะ”
นุ่นอมยิ้มหัวเราะเบา ๆ กับการตบตีกันของสองเพื่อนรัก ไม่ลืมย้ำกับตังเมด้วยความเป็นห่วง
“รู้แล้วจ้าแม่ ~ อวยพรฉันหน่อยดุ๊”
“ขอให้วันนี้เจอพี่อาร์ทแล้วกันนะ” นุ่นอวยพรพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ มองข้ามคำลงท้ายแปลก ๆ ค่อนข้างชินไปแล้ว หลังจากเป็นเพื่อนกับตังเมมาเกือบสองปีเต็ม
“งู้ยยยยยย นุ่นน่ารักกับหนูตังเมที่สุดเลย...แล้วแกล่ะยัยเกล เร็ว ๆ อวยพรมา”
ตังเมรีบถลาเข้าไปยกมือพนมแนบอกเพื่อนสาวอย่างตั้งใจ ทำเกลได้แต่อ่อนใจ
“อย่าไปทำตัวแปลก ๆ ที่คณะสถาปัตย์อีกแล้วกัน ฉันขี้เกียจมาฟังแกโอดครวญ!”
“อย่าอบูลิจี้เพื่อนค่ะ! เรื่องนั้นมันนานมาแล้ว!” หญิงสาวมุ่ยหน้าทันทีเมื่ออีกฝ่ายยกเหตุการณ์น่าอายตอนเธอเดินชนประตูกระจกของคณะสถาปัตย์เมื่อครั้งก่อน
“เพิ่งอาทิตย์ก่อน!”
“เออนั่นแหละ! ชิ ไปดีกว่า เดี๋ยวพี่อาร์ทกลับบ้านไปก่อน”
ร่างน้อยค้อนมองสาวตัวสูงส่งท้าย ก่อนพวกเธอจะโบกมือแยกย้ายกันกลับ
เธอยกกำไลนาฬิกาที่เป็นสร้อยคล้อง ดูพะรุงพะรังขึ้นดูเวลา ก็เห็นว่าเลยเวลาเลิกเรียนมาพักหนึ่งแล้ว ท่อนขาเล็กใต้กระโปรงพลีทยาวถึงเข่ารีบก้าวยาว ๆ เพื่อออกนอกคณะ
แล้วเธอก็ต้องหน้าเจื่อนเมื่อเห็นรถเมล์สีแดงเพิ่งแล่นออกไปจากป้ายหน้าคณะ
ดวงตากลมหรี่ลงขณะช้อนมองแสงแดดยามสี่โมงเย็นที่ร้อนแรงไม่แพ้ไฟฮึดในใจของเธอ แถมพอคิดว่าต้องเดินบนส้นสูงเกือบสี่นิ้วเลียบไปตามบ่อน้ำขนาดใหญ่ ผ่านอีกหลายคณะ กว่าจะถึงจุดหมาย ตีคร่าว ๆ ก็เกือบแปดร้อยเมตร ความฮึกเหิมเมื่อครู่ก็ทำท่าจะมอดดับง่าย ๆ
แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดิน! ไม่กล้าเสี่ยงยืนรอรถเมล์คันใหม่ กลัวจะคลาดกับรุ่นพี่หนุ่มเสียก่อน
“เพื่อผู้ชายยัยตังเม! สู้ค่ะ!”
เธองึมงำเรียกขวัญกำลังใจตัวเอง ยกมือขึ้นกำเรียกความฮึกเหิม และเริ่มต้นเดินด้วยท่าทางเป๋ ๆ เล็กน้อย เนื่องจากไม่คุ้นชินกับการเดินบนส้นเข็มสูง ๆ แม้จะพยายามอดทนฝึกฝนมาเป็นปี แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นนอกจากรอยแผลแดงถลอกจากการถูกไอ้รองเท้าคู่สวยเล่นงานกลับ
แต่สาวเพชรก็ไม่ยอมแพ้ กัดฟันสวมมันทุกวัน เพื่อชดเชยความสูงที่ไม่ต่างจากเด็กของตัวเอง
คณะสถาปัตยกรรม
เจ๊ก้อยหญิงวัยกลางคนร่างท้วมกำลังก้มหน้าหยิบจัดข้าวของใต้บาร์น้ำ ก็ถึงกับผงะ หัวใจหล่นวูบเมื่อจู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาพบหญิงสาวแก้มแดงแปร๊ด หัวฟู สภาพสะบักสะบอม ยืนหอบแฮก ๆ อยู่หน้าร้าน
“ว้าย! ตาเถร!”
“หนูเองป้า!”
ตังเมรีบแย้งกลับเสียงดัง ใช้แขนเสื้อปาดคราบเม็ดเหงื่อบนใบหน้าออกลวก ๆ เอ่ยต่อเสียงดัง
“ป้า! ขอน้ำมะนาวปั่นแก้วหนึ่งดุ๊! ด่วน ๆ เลยป้า หนูจะตายอยู่แล้ว!”
“โผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ใจป้าเกือบวาย เอ้าใจเย็น ๆ รอแป๊บ! นั่งรอที่เก้าอี้ก่อน ทำอีท่าไหนถึงเหงื่อโซกขนาดนี้เนี่ยอีหนู!” แม่ค้าร่างท้วมส่ายหัว พอหายตกใจ ก็พบว่านักศึกษาสาวแต่งตัวประหลาดคือลูกค้าประจำนี่เอง เอ่ยถามตามประสา พลางเอื้อมคว้าลูกมะนาวฝานครึ่งอย่างชำนาญ โดยปากก็ชวนคุยต่อ
“แฮก ๆ ป้าก็รู้ว่าคณะนิเทศกับสถาปัตย์มันไกลกันแค่ไหน แฮก ๆ แดดก็ร้อน ส้นสูงก็กัดเท้าอีก”
“โอ๊ย แล้วทำไมไม่รอรถเมล์อีหนู จักรยานก็มีทำไมไม่ปั่นมา รีบร้อนอะไรขนาดนั้น!”
“ก็เดี๋ยวผู้ชายกลับบ้านก่อนนี่ แถมหนูก็ใส่ส้นสูง ให้ปั่นจักรยานคงพุ่งออกข้างทางก่อน” ก้นกลมทิ้งน้ำหนักลงบนเก้าอี้บาร์ทรงสูงหน้าร้านขายน้ำปั่น เท้าขอบโต๊ะเพื่อปรับลมหายใจ แม้จะอยากถอดไอ้เสื้อกันหนาวสีแดงใจจะขาด แต่เพราะห่วงว่าจะดูไม่สวย จึงยังฝืนสวมมันเอาไว้ แม้เหงื่อมันจะชุ่มแผ่นหลังรวมถึงใบหน้าแล้วก็ตาม
“อ้าวเหรอ ป้าไม่เห็นหน้าหนูมาหลายวัน ก็คิดว่าจะถอดใจซะแล้ว”
เธอแซวกลับด้วยรอยยิ้ม พูดคุยหยอกล้อสนิทสนม เนื่องจากตังเมโผล่มาตามส่องหนุ่มถึงหน้าคณะสถาปัตย์มาหลายเดือน และร้านน้ำปั่นแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ไม่ไกล ทำให้แวะเวียนมาซื้อจนมีโอกาสพูดคุยกับสาวน้อยสุดซื่อหลายครั้ง
ด้วยความพูดเก่ง ตังเมจึงเล่าวีรกรรมหน้าแตกครั้งก่อนให้คุณป้าร้านน้ำฟังเสียเลย กว่าจะรู้ตัวน้ำมะนาวในแก้วก็พร่องลงไปเกือบครึ่ง จึงรีบร่ำลาป้าร้านน้ำแล้วปรี่ตรงไปยังหน้าคณะสถาปัตย์รวดเร็ว
สาวตัวเล็กยืนชะเง้อมองเข้าไปด้านในตึกหรูสุดทันสมัย แต่ก็ยังไม่เจอคนที่ตามหาแถมไม่กล้าโผล่หน้าเข้าไปด้านในอีก จึงเลือกนั่งรออยู่แถวเก้าอี้หินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างมีหวัง
“จะกลับไปหรือยังนะ ไม่น่าลืมตัวเม้าท์กับป้าแกนานเลย” ตังเมบ่นตัวเองเบา ๆ คอตกหลังจากนั่งรอเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววหนุ่มหล่อที่แอบปลื้ม
แสงแดดแรง ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน พร้อมลมเย็น ๆ หอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้ารวมถึงควันรถพัดผ่านร่างน้อยไป
ไฟที่ลุกโชนตอนแรกเกือบจะมอดสนิทแล้ว กำลังเตรียมจะหยัดกายลุกหลังจากมองเห็นรถประจำทางกำลังวิ่งมาทางนี้พอดี
แล้วเสียงพูดคุย หัวเราะของกลุ่มนักศึกษาชายกลุ่มหนึ่งก็เรียกความสนใจเธอให้หันไปมอง
ดวงตากลมเบิกกว้าง มุมปากคลี่ยิ้มหวานเมื่อเห็นพี่อาร์ทผลักประตูบานกระจกออกมาพร้อมเพื่อนพอดี
“เพราะมึงคนเดียวเลยอีบาส ทำให้กูต้องกลับเย็นขนาดนี้!” น้ำเสียงจิกกัดแหลมหูของเกย์หนุ่มใจสาวตัวบางร่างเล็กประจำกลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิด ไม่ลืมตวัดสายตาค้อนมองหนุ่มตัวแสบด้านหลัง
“ทำไมโทษแต่กู ไม่ด่าไอ้โนอาร์บ้าง เพราะแม่งนั่นแหละ จะเอาเพอร์เฟกต์ไรหนักหนาไม่รู้”
บาสรีบมุ่ยหน้าไปทางเพื่อนร่างสูงในชุดเสื้อคลุมหนังสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเดินลอยหน้าลอยตาไม่ได้สนใจการโต้เถียงของเพื่อนอีกสองคน ใบหน้าหล่อเหลาดุดันให้ความรู้สึกเท่บาดใจ แต่ทุกคนก็ต้องเก็บกลั้นความเพ้อฝันเอาไว้ เนื่องจากชายหนุ่มคนดังกล่าวถือเป็นตัวแม่แฟชั่นไอคอนนิกประจำคณะสถาปัตย์เลยก็ว่าได้
ด้วยความสูงถึง 185 เซนติเมตร ใบหน้าหล่อเหลาละลายใจ เป็นการผสมผสานรวมกันระหว่างไทยและฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรือนผมสีดำสนิท ดกหนาที่ถูกเสยขึ้นอวดใบหน้าหล่อเกลี้ยงเกลา คิ้วหนาเฉียงได้รูปที่เหมือนหงุดหงิดตลอดเวลา หรือจะเป็นนัยน์ตาสีเทาหม่น ๆ ที่มีเสน่ห์มหาศาล รวมถึงริมฝีปากแดงระเรื่อรูปกระจับคล้ายยกยิ้มเย้ยหยัน ทำให้ ‘โนอาร์’ เป็นที่จับตามองของสาว ๆ ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ด้วยความปากจัด ด่าตรง และการแต่งตัวจัดเต็มประหนึ่งหลุดออกมาจากรันเวย์จนผู้หญิงต้องอาย ทุกคนจึงมั่นใจ ปักธงว่าโนอาร์ ไม่ใช่ชายแท้ นอกจากนั้นเมื่อปีก่อนเขายังสร้างวีรกรรมเด็ดโดยการด่าผู้หญิงที่มาส่งสายตาให้จนร้องไห้มาแล้ว
ดวงตาสีเทากลอกเป็นเลขแปด เบะปากขัดใจที่ถูกเพื่อนโยนความผิดมาให้ หันไปตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง ๆ
“กูไม่ใช่คนที่ทำอะไรส่ง ๆ อยู่แล้ว ไม่เหมือนมึงหรอกอีบาส เร่งแต่จะส่งงาน ไม่มีคุณภาพ!”
“ใช่! แถมทั้งคาบมึงก็มัวแต่แชตกับชะนี สมควรถูกด่า!” กัสก้าวเข้ามาควงท่อนแขนแน่นล่ำของโนอาร์เอาไว้ หันไปเหลือบมองเพื่อนตัวสูงด้านหลัง ยกยิ้มสะใจที่เห็นอีกฝ่ายโดนด่า
“เฮอะ! อะไร ๆ ก็เข้าข้างแต่ไอ้โนอาร์” บาสจิ๊ปาก บ่นกระปอดกระแปดจนอาร์ทต้องเอื้อมมือมาตบไหล่ปลอบใจ
“แน่น้อนนนน! เพื่อนกูถูกเสมอ!” กัสตอบกลับเสียงสูง
“พูดอีกก็ถูกอีก!”
โนอาร์เหยียดยิ้ม พลางเลิกคิ้วท่าทางกวนอารมณ์ วิธีการพูดและท่าทางที่ดูตุ้งติ้งออกสาวไม่ต่างจากเพื่อนตัวเล็กข้างกายตนแม้แต่น้อย
“เอาน่า ๆ ส่งงานทันก็ดีแล้ว” อาร์ทหนุ่มแสนดีประจำกลุ่มแทรกตัดบท ไม่อยากให้บาสถูกอีกสองคนรุมด่าไปมากกว่านี้
ทั้งกลุ่มก้าวลงมาตามขั้นบันได ก่อนที่คิ้วได้รูปของหนุ่มลูกครึ่งจะขมวดเข้าหากัน รู้สึกเห็นอะไรแวบ ๆ ที่หางตา เมื่อหันไปมองก็พบเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่งในชุดเสื้อคลุมแสบตา นั่งอยู่ใต้ต้นไม้
บรรยากาศยามเย็นโพล้เพล้ เงาที่มืดครึ้มของต้นไม้ส่งผลให้มองเห็นร่างเธอไม่ชัดเจน บวกกับสภาพการแต่งตัวสุดพิลึกและความแดงก่ำบนใบหน้าทำใจแกร่งหล่นวูบนึกว่าเจอผีกลางวันแสก ๆ
เพื่อนคนอื่นเห็นโนอาร์ชะงัก ก็หันมองตามด้วยความสงสัย ขนที่ท่อนแขนลุกเกรียวยามสาวแปลกหน้าฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้ รีบก้มหน้าหลบสายตาเร่งก้าวเดินหนีไปให้ไกล มีเพียงอาร์ทที่หันไปส่งยิ้มกลับให้กับเธอคนนั้น
โลกของตังเมเหมือนจะหยุดหมุน หัวสมองขาวโพลน ลืมทุกสิ่งที่ตั้งใจก่อนหน้าหลังจากได้รับรอยยิ้มพิมพ์ใจจากรุ่นพี่ที่แอบปลื้ม หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามแทบทะลุอก จิตใจดวงน้อยล่องลอยตามหลังเขาไปติด ๆ
กว่าเธอจะได้สติทั้งกลุ่มก็เดินจากไปไกลแล้ว
แต่ความตื้นตันก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย รอยยิ้มเพ้อฝันยังคงประดับค้างบนใบหน้า นั่งเขินตัวบิดเกร็งอยู่ใต้ต้นไม้ต่ออีกพักใหญ่ ความมั่นใจที่มากเป็นทุนเดิมลุกโชน ยิ่งอีกฝ่ายยิ้มตอบ ตังเมก็สรุปเออออเสร็จสรรพว่าเขามีใจให้เช่นกัน
“งื้อออออออ พี่อาร์ทน่ารักที่สุด อ๊ายยยย ยิ้มให้ตังเมแบบนี้มีใจชัวร์ ~ เดี๋ยวไปทำสวยแล้วมาสารภาพรักดีกว่า”
ท่อนขาบางหยัดกายลุกขึ้น ฮัมเพลงอารมณ์ดีหมุนตัวเดินแยกไปอีกฝั่งเพื่อรอรถเมล์นั่งกลับออกไปนอกมหา’ลัยด้วยอารมณ์ที่เบิกบานสุดขีด
อีกด้าน
“เชี่ย! เมื่อกี้ใครวะ มึงรู้จักเหรอไอ้อาร์ท” บาสทำหน้าขนลุก หันไปถามเพื่อนเสียงเบา
“เด็กคนเมื่อกี้?”
“เออสิ!”
“ไม่รู้จักชื่อว่ะ แต่กูเคยเข้าไปช่วยตอนน้องเขาล้มเทอมก่อน”
“สยองสัด แอบสตอล์กเกอร์มึงเหรอ แจ้งตำรวจไหม!” กัสเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน
“บ้า พวกมึงก็พูดเวอร์ไป น้องเขาไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย อยู่มหา’ลัยเดียวกันจะบังเอิญเจอกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” อาร์ทอธิบายต่อด้วยรอยยิ้มสบาย ๆ
“แต่ยัยนั่นน่ากลัวพิลึก มึงไม่เห็นการแต่งตัวเหรอ! หรือจะเป็นยัยเด็กแปลกคณะนิเทศที่เขาพูดถึงกัน” หัวคิ้วเรียวบางขมวดเข้าหากันเป็นปม
“กูว่ายัยนี่แน่! คิดแล้วขนลุก งงมากใครสั่งใครสอนให้ยัยนั่นแต่งตัวแบบนั้น แวบแรกกูนึกว่าผ้าสามสีผูกศาล เสื้อสีแดงกับกระเป๋าเหลืองยังติดตากูอยู่เลย” โนอาร์เบ้หน้า ไม่วายวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตัวสุดแปลก ของอีกฝ่ายตามประสาคนรักแฟชั่น
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วใส่กระโปรงพลีทกับส้นสูงเขียว อะไรคือความเข้ากันก๊อน!” เกย์สาวหัวเราะก๊าก ลืมความหลอนก่อนหน้าไปหมด
“งี้ต้องส่งช่อง Noah Not Basic ไปให้น้องเขาศึกษาหน่อยแล้ว” บาสแซวเพิ่ม
“อีดอก อีบาส! ตบปากตัวเองซะ อย่าให้ช่องกูต้องมัวหมองเพราะมีแฟนคลับแบบนั้น!” คนตัวสูงตาโต รีบด่ากลับเสียงดัง ยกมือลูบแขนแน่น ๆ ผ่านเสื้อคลุมหนังด้วยความขนลุก
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ก็ช่องมึงทำมาเพื่อคนแปลก ๆ เหมือนยัยนั่นอยู่แล้วนี่!”
“กูว่ายัยนั่นเกินเยียวยาแล้ว ไม่เห็นสภาพการแต่งหน้าเหรอ! นึกว่าเอาหน้าไปไถลสีทาบ้าน มันจำเป็นต้องป้ายหนักขนาดนั้นไหม!”
โนอาร์ย่นจมูกฟึดฟัด ย้อนคิดถึงเด็กแปลก ๆ เมื่อครู่ก็ต้องส่ายหัวระอา
“แล้วเด็กนั่นชอบมึงเหรออาร์ท” กัสถามต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนชอบกินเผือก
“หืม ไม่รู้สิ ไม่มั้ง แค่บังเอิญเจอกันบ้างเฉย ๆ น้องเขาเฟรนด์ลี่ก็ยิ้มให้ กูก็ยิ้มกลับเฉย ๆ”
“รำคาญอีพ่อพระนี่จริง ๆ โปรยเสน่ห์ไรนักหนา กลัวเรตติ้งตกหรือไง” โนอาร์แบะปากด้วยความหมั่นไส้ จีบปากจีบคอแซะกลับ
“แค่มึงเลิกกับอีผีฟ้ามาได้ยอดก็พุ่งแล้ว! ลำไย”
หนุ่มร่างบางมุ่ยหน้าจิกกัดเพิ่ม ด้วยความไม่ชอบอดีตแฟนสาวของอาร์ทเป็นทุนเดิม
“อย่าไปพูดถึงฟ้าเขาแบบนั้น”
“กูจะพูดค่ะ! ก็ยัยนั่นมันแรด เรื่องมาก ขี้วีน ไม่เข้าใจทำไมมึงถึงทนคบได้ตั้งนาน...ยอม ๆ เป็นผัวกูก็จบแล้ว...โอ๊ย! อีโนอาร์!”
“อย่าหาเรื่องเคลมเพื่อนอีกัส บาป!”
เก้งสาวมุ่ยหน้ากลอกตาระอาหลังโดนเพื่อนข้างกายหยิกแขนอย่างรู้ทันเสียก่อน
ทั้งกลุ่มแยกย้ายกันบริเวณลานจอดรถข้างตึกคณะ ตัวแม่แฟชั่นล้วงรีโมตขึ้นปลดล็อกรถ ก้าวขึ้นนั่งหลังรถยุโรปสองประตูสีดำสวยบ่งบอกถึงฐานะ ก่อนจะแล่นออกจากมหา’ลัย โดยไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ชีวิตอันราบรื่นจะไม่สงบอีกต่อไป
