ตอนที่ 3 เดิมพันด้วยศักดิ์ศรี
คำพูดของแม่ราวกับน้ำกรดที่สาดซัดลงบนบาดแผลในใจของปณิสรา เธอเม้มปากแน่น
“แม่เลิกพูดเรื่องนั้นเถอะค่ะ หนูยอมรับผิดทุกอย่าง เป็นเพราะหนูใจง่ายเอง” ปณิสรารู้ดีว่าถึงเธอจะพยายามอธิบายเท่าไหร่ มันก็คงไร้ประโยชน์เพราะตอนนี้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับแม่คือเงิน
“แกคิดดูนะ ไอ้มาร์คน่ะ มันเคยให้อะไรแกบ้าง” ปารีณาตอกกลับอย่างไม่ใยดี
“ก็เค้าตายไปแล้วนี่คะแม่” เธออยากจะต่อว่าแม่เหมือนกันว่านายท๊อปก็ไม่เคยให้อะไรแม่ แต่ทำไมแม่ยังรักยังบูชาเขาอยู่ได้
“ดูสิ! ขนาดมันตายไปแล้ว แกยังมีกะใจไปทำบุญใส่บาตรให้มันเล๊ย!”
ปณิสราหลับตาลงช้าๆ ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความชาชิน เธอเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่ฝืนทน
“ช่างมันเถอะแม่... หนูกำลังจะได้งานแล้ว” เธอจำใจต้องโกหกเพื่อหยุดคำพูดต่อว่าเรื่องในอดีตของมารดา ก่อนจะเดินออกมาหยิบกระเป๋าสะพายควักแบงค์ห้าร้อยส่งให้มารดา
“ตอนนี้หนูมีติดตัวอยู่ห้าร้อยแม่เอาไปเถอะค่ะ”
“ขอบใจ”
“แล้วแกจะได้งานวันไหน ค่าน้ำค่าไฟเดือนนี้ฉันยังไม่มีจ่ายเลยนะ!” ปารีณาเริ่มกดดันลูกสาว
“แล้วเงินเดือนแม่ล่ะ” ปณิสราย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแข็งกระด้าง ความเหนื่อยล้าจากการดิ้นรนทำให้ความอดทนของเธอเริ่มต่ำลงเรื่อย ๆ
“ทำไมแม่ไม่คิดขอเงินจากผัวใหม่แม่บ้าง เงินเดือนเขาก็มี มาอาศัยอยู่บ้านเรา กินข้าวบ้านเรา แม่ไม่คิดจะให้เขาช่วยจ่ายอะไรเลยเหรอ”
“เออๆ! แกอย่าพูดมาก เดี๋ยวสิ้นเดือนเงินเขาออก เขาก็เอามาให้แม่เองนั่นแหละ” ปารีณาตัดบทอย่างรำคาญ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจที่ถูกบุตรสาวจี้จุดอ่อน เธอสะบัดหน้าเดินออกไปหาชายหนุ่มรุ่นลูกที่สตาร์ทรถรออยู่หน้าบ้าน ทิ้งให้เนยยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบที่บาดลึก
ความรู้สึกที่เคยมีต่อมารดาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา ความกตัญญูที่เคยเปี่ยมล้นถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า ในเมื่อคนเป็นแม่ยังเห็นค่าของเงินตรามากกว่าศักดิ์ศรีของลูกสาว แล้วเธอจะรักษาศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้นี้อีกทำไมกัน!
ที่หน้าบ้าน ปารีณาเดินเข้าไปหา นายท็อป ที่นั่งคร่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่ ใบหน้าของเธออ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มรุ่นลูก
“พี่ได้มาห้าร้อย... พอมั้ย เนยมันตกงานน่ะ พี่เลยมีให้แค่นี้” ปารีณาเอ่ยเสียงหวานพลางยื่นธนบัตรให้ผัวหนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก็ได้” นายท็อปเปลี่ยนจากหน้าบูดเป็นยิ้มกริ่ม ดวงตาแพรวพราวด้วยความพึงพอใจ เขาดึงร่างอวบอิ่มของสาวรุ่นแม่เข้ามาชิดจนทรวงอกเบียดเสียดกับแผงอกกว้าง ก่อนจะกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ขอบคุณนะครับ พี่นาน่ารักกับผมที่สุดเลย” พูดจบเขาก็หอมแก้มเธอทันทีไปหนึ่งฟอด ปารีณาหัวเราะเบาๆ อย่างเขินอาย เธอใช้ปลายนิ้วลูบไล้แก้มสากของท็อปอย่างแผ่วเบา
“แล้วก็อย่ากลับดึกล่ะ พรุ่งนี้ต้องทำงาน เลิกคบได้ก็เลิกเถอะ ไอ้เพื่อนที่มันชวนกินแต่เหล้าน่ะ”
“ครับพี่ ผมกลับไม่ดึกหรอก” ท็อปตอบรับอย่างว่าง่าย แต่แววตาเจ้าเล่ห์กลับฉายชัดถึงความไม่จริงใจ เขาก้มลงซุกไซ้ซอกคอของปารีณาอย่างดูดดื่มและสูดกลิ่นเหงื่อของเธออย่างไม่รังเกียจ พร้อมกับมือไม้ที่เริ่มอยู่ไม่สุข ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังและสะโพกผายของเธออย่างจงใจ
“อย่าทำอะไรแบบนี้สิท็อป! เดี๋ยวลูกพี่ก็ได้ออกมาเห็นเข้าหรอก” ปารีณาพยายามปัดป้องอย่างอ่อนแรง แต่ร่างกายกลับตอบสนองต่อสัมผัสเร่าร้อนนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธ ท็อปหัวเราะในลำคออย่างพอใจ ก่อนจะกระซิบคำสัญญาที่ทำให้คนฟังใจสั่น
“โอเคครับ งั้นคืนนี้กลับมา... ผมจะจัดหนักจัดเต็มให้พี่เลย” คำพูดนั้นทำให้ปารีณาหน้าแดงซ่าน หัวใจเต้นระรัวด้วยความคาดหวัง เธอปล่อยให้ท็อปผละออกไปอย่างอาลัยอาวรณ์ สายตาจับจ้องแผ่นหลังของเขาจนลับหายไปในความมืดมิด
บนชั้นสองของบ้าน เนยแอบยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ร่างกายของเธอเย็นชาราวกับถูกแช่แข็ง เสียงกระซิบและท่าทางออดอ้อนที่เห็นมันกรีดแทงหัวใจจนพรุน ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากให้แม่มีความสุข แต่เธอรู้ดีว่านายท็อปไม่ได้จริงใจ เขาแค่เกาะแม่เธอกินและใช้เสน่ห์หลอกล่อไปวันๆ
มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แสงสว่างจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าที่งดงามทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความน้อยใจ บัดนี้กลับฉายแววแข็งกร้าว พิมพ์ข้อความส่งไปหาเพื่อนสนิทที่เพิ่งแยกย้ายกันเมื่อช่วงหัวค่ำ
เนย: ฉันตัดสินใจแล้วนะฟ่าง ฉันว่าฉันจะทำงานที่แกบอก
ฟ่าง: แกจะเอาจริงเหรอเนย! แกคิดดีแล้วใช่ไหม... แกไม่สนจริงๆ ใช่ไหมว่าคนอื่นจะมองแกยังไง
ข้อความตอบกลับของเพื่อนเต็มไปด้วยความกังวล หญิงสาวจ้องมองหน้าจอเนิ่นนานก่อนจะพิมพ์ตอบด้วยนิ้วที่สั่นเทา
เนย: ฉันรู้ แต่ความจนมันน่ากลัวกว่าสายตาคนพวกนั้นนะฟ่าง
ข้าวฟ่างไม่อยากพิมพ์ตอบ จึงตัดสินใจโทรหาเพื่อน ปณิสราที่ถือโทรศัพท์อยู่จึงรีบรับสาย
“ฟ่าง ฉันมองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่มันดีกว่านี้แล้วจริงๆ ว่ะ”
“แกคิดให้ดีนะเนย บางคนได้เงินเยอะก็จริง แต่ต้องแลกกับสุขภาพจิตที่พังทลายเพราะครอบครัวไม่ยอมรับ ฉันไม่อยากให้แกถลำลึกจนกู่ไม่กลับนะ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงรู้สึกผิดแน่ ๆ ที่ชวนแก”
“แกอย่าคิดแบบนั้นสิ ฉันคงไม่ไปถึงขั้นนั้นหรอก เอาแค่ถ่ายคอนเทนต์นิดๆ หน่อยๆ ก็พอ”
“เนย!...ไอ้งานที่แกจะทำไม่ใช่แค่มีมือถือเครื่องเดียวแล้วถ่ายรูปลงได้นะเว้ย! งานพวกนี้มันต้องวางแผน แกต้องวางตารางเลยว่าสัปดาห์นี้จะใส่ชุดไหน คอนเซปต์อะไร ต้องคิดคอนเทนต์ล่วงหน้า ต้องรู้วิธีบริหารเสน่ห์ให้คนเปย์ ให้เขารู้สึกว่าผลงานของแกมันเอ็กซ์คลูซีฟจริงๆ เขาถึงจะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อดูแก”
“แล้วอีกอย่างนะ แกแน่ใจเหรอ ว่าจะทนแรงยุแรงส่งจากพวกยูสเซอร์ได้ พอเงินก้อนโตมันวางอยู่ตรงหน้า พวกนั้นจะเรียกร้องให้แกทำอะไร แกก็อาจลืมตัวตนไปเลยก็ได้นะ ฉันคนหนึ่งล่ะที่เป็นแบบนั้น เมื่อก่อนฉันก็คิดแบบแกเนี่ยแหละ” ปณิสราสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะพูดกับเพื่อน
“คนตกงานอย่างฉัน มันไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินที่สวยหรูได้หรอก ยังไงฉันก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ฉันขอบใจนะที่แกเตือน แต่ไม่ว่ามันจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ฉันก็คงต้องทำ ฉันมองไม่เห็นทางอื่นแล้วล่ะ”
ปนิศราวางโทรศัพท์ลงข้างตัว พลางใช้มือลูบไล้ไปตามเรือนร่างของตนเองผ่านเนื้อผ้าฝ้ายราคาถูก สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลากผ่านหน้าท้องแบนราบและทรวงอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจทำให้เธอใจสั่น เธอจินตนาการถึงวันที่เรือนร่างนี้จะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในชุดเชยๆ แต่จะกลายเป็นหน้าต่างบานเดียวที่พาเธอก้าวข้ามผ่านความยากจน แม้จะต้องซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้หน้ากากลวงตาก็ตาม
