บทที่5
“ได้ไง... ฉันต้องกินต้องจ่ายต้องออกสังสรรค์ จะให้อยู่เฉยๆ นั่งหลังขดหลังแข็งอย่างคุณได้ไง แล้วไอ้นั่นคุณจะกินให้ได้อะไรขึ้นมา?” นิ้วเรียวชี้ไปที่ขวดบรั่นดีอย่างดีและตั้งคำถามที่ขัดเคืองนัยน์ตา จากที่ไม่เคยเห็นสามีหยิบจับเจ้าสิ่งนั้นเข้าปากมาหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาของนางไม่ใช่สิ่งที่สามีกำลังกินอยู่ตอนนี้
“ก็คุณมันเป็นเสียอย่างนี้” น้ำเสียงตัดพ้อคล้ายตำหนิเอ่ยบอกคนเป็นภรรยา
“ชิ...!” คนโดนตำหนิไหวไหล่ ไม่แคร์ พร้อมสายตาเฉียวคมตวัดมองผู้เป็นสามีและตามมาด้วยคำพูดที่ค้างคาอยู่ในใจ “แล้วที่ไปติดต่อนายอณาธิป เขาว่าไงบ้าง เขายอมมาร่วมหุ้นกับเราหรือเปล่า?”
“คุณก็น่าจะเข้าใจ หากเขาลดตัวลงมาร่วมหุ้นกับเรา ผมก็คงไม่ต้องมานั่งจมปลักอยู่อย่างนี้” แววตาหม่นเจือจางเครือน้ำใส ผิดหวังเสียใจ ทนทุกข์ไร้หนทาง พยายามสื่อให้ภรรยาเห็น ถึงความเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่กำลังเล่นงานครอบครัวตอนนี้เต็มทน
“ฮะ จริงหรือ?” ร่างอวบพองามผละไปหาสามีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวงาม เหมือนไม่อยากเชื่อสิ่งที่สามีเอ่ยผ่านหูไป “คุณแน่ใจว่าคุยกันรู้เรื่องแล้ว?” สีหน้าและแววตาต้องการคำตอบยืนยันอีกครั้ง
“มันเป็นไปแล้ว และเราก็หาแหล่งเงินกู้ที่ไหนไม่ได้ด้วย” น้ำเสียงบ่งบอกยืนยัน ว่าคนที่เอ่ยกำลังถอดใจอย่างหนักกับสิ่งที่เป็นจริง ที่สำคัญเขาไม่เล่าสิ่งที่ชายหนุ่มรุ่นลูกยื่นข้อเสนอมาให้ใครฟัง แม้แต่ภรรยาตนเอง
“คุณว่าไงนะ!?” อโณทัยตกใจยิ่งกว่า เพราะสิ่งที่สามีเอ่ยออกมานั้นเท่ากับบริษัทไร้เงินทุนทุกทาง
“ก็อย่างที่เห็น ต่อไปก็เข้าใจไว้ด้วยว่าการเงินเราจะมันติดลบ จะใช้จ่ายอะไร ก็ให้ระวังหน่อย เพราะ...” ‘เรากำลังจะถูกฟ้องล้มละลายอีกไม่ช้า’ เขาหยุดกลืนน้ำลายลงคอที่มีอยู่น้อยนิด แล้วเลือกกระดกแก้วเหล้าสีน้ำอำพันลงคอรวดเดียว
เขาอยากพูดใส่ภรรยาให้เข้าใจถ่องแท้ ถึงฐานะทางการเงินของครอบครัวตอนนี้ แต่นั้นละ คำพูดนั้นมันเหมือนสิ่งที่เขาเองไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นจริง
“ไม่ได้! คุณต้องหาวิธีอื่นสิ มันหน้าที่ของคุณ” เสียงแหลมแข็งขึ้น กลายเป็นคำสั่ง
ดิษกุลหันขวับส่งสายตาเครียดกร้าว ใบหน้าตึงเขม่ง ก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง
“ผมทำหน้าที่ของผู้นำของครอบครัวมาโดยตลอด แล้วคุณล่ะ ทำอะไรให้ครอบครัวบ้างหรือเปล่า?” น้ำเสียงเยือกเย็นมาพร้อมอาการพิษสุราเล่นงาน ทำให้คนที่เคยเงียบนิ่งกล้าที่จะเอ่ยวาจาบาดใจเมียรัก คนฟังหน้าชาดิก
“คุณ... คุณจะมาถามหาหน้าที่อะไรกับอิฉันตอนนี้ หน้าที่ของฉัน คุณก็รู้มาแต่ไหนแต่ไร นึกยังไงถึงอยากจะขุดคุ้ยหน้าที่ตอนอิฉันอายุปูนนี้” อโณทัยเถียงให้ รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก กับคำกล่าวของสามี
“หึ...รู้ตัวแล้วรึ ว่าตัวเองอายุปูนไหนแล้ว?” สามีตอกกลับไปอีกครั้ง ทั้งที่อีกคนเหมือนจะพ่นพิษเข้าใส่เต็มที่
“คุณ กรี๊ดด...” คำตอกกลับของสามีเหมือนการตบหน้านางดีๆ นี่เอง
คนเป็นสามีได้แต่ส่ายหน้า เมื่อเถียงไม่ได้ผู้หญิงต่อให้อายุเท่าไหร่ ทำได้ก็แค่ส่งเสียงกรี๊ด... ชายสูงวัยคิดอย่างระอา
กระเป๋าล้อลากที่ลากมาจนเกือบสุดทาง แค่ผ่านห้องทำงานของคนเป็นเป็นพ่อที่หล่อนวิ่งเข้าออกตั้งแต่เด็กๆ ก็จะถึงที่หมายคือห้องนอน หากแต่เท้าเรียวบางต้องหยุดชะงักงัน สิ่งที่อยู่ในมือลากมาตั้งแต่หน้าบ้านโดยมีแม่บ้านคนเก่าแก่เดินตามมาด้วยความปลาบปลื้ม ที่อยู่ๆ คุณหนูเจ้าของบ้านกลับมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก็หยุดชะงักตาม
คำพูดที่เล็ดลอดออกมาจากช่องประตู เหมือนไม่ได้จงใจเปิดอ้า แต่คงเป็นเพราะความรีบของคนภายใน จึงไม่ทันได้สังเกต ทำให้คำพูดทุกอย่างเล็ดลอดออกมาอย่างชัดเจน
แค่เพียงไม่กี่ประโยคที่ผ่านหู เลือดในกายสูบฉีดเร็วแรงเร่งให้หัวใจทำงานหนัก มือเรียวออกอาการสั่นน้อยๆ พยายามยื่นมือเรียวผลักประตูที่อ้าอยู่น้อยนิด พาตัวเองเข้าไป
“คุณหนู...” เสียงเบาหวิวเหมือนเรียกเตือนด้วยความห่วงใยของแม่นมพริ้ม หญิงสาวที่ถูกเรียกไว้หันมาสบตา ฉายแววเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ยินมา แต่หากจ้องไปให้ลึกลงไปในแววตานั้น มันแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
ณริสาพยักหน้าเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกได้ หากแต่ทุกอย่างมันถึงจุดที่จะได้รับรู้และหาทางแก้ไขร่วมกัน เมื่อเธอเติบโตอยู่อย่างสุขสบายและเรียนจบมาด้วยเงินของบริษัท เธอก็ต้องรับรู้ถึงความสั่นคลอนของบริษัทเช่นกัน
“ยัยสา/ลูกสา” สองสามีภรรยาประสานเสียงพร้อมกันอย่างแปลกใจ คนเป็นพ่อลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว อนึ่งเก้าอี้เกิดความร้อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ที่อยู่ๆ ลูกสาวคนเดียวโผล่มาในบ้านแบบไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า
“คุณพ่อ คุณแม่...?” เสียงเรียกที่เปล่งออกมา มันร้าวในใจของคนที่ได้ยินยิ่งนัก ร่างบางโผเข้าหาบุคคลทั้งสอง โอบกอดร่างอวบอัดของคนเป็นแม่อย่างรักใคร่และซบอกอุ่น สูดกลิ่นกายที่เธอเคยคุ้นชินมาหลายปี ก่อนจะผละออกไปซบอกหนาของคนเป็นพ่อ น้ำตาเม็ดใสไหลริน มือเรียวรีบปาดทิ้งทันที เหมือนกลัวว่าเธอจะเผลอทำให้เสื้อของคนเป็นพ่อเปื้อนน้ำตา โดยมีฝ่ามือของคนเป็นแม่ตามมาปลอบโยนลูบแผ่นหลังบอบบางเบาๆ
“ทำไมเพิ่งกลับมา พ่อให้แม่ส่งเงินไปให้ตั้งนานแล้ว?” คนเป็นพ่อเอ่ยถามเสียงสั่นรัว พร้อมสีหน้าเคร่งขรึมมองลูกสาวคนเดียวด้วยความแปลกใจ และดีใจในคราเดียว แต่สำหรับคนเป็นพ่ออย่างเขา ลูกมาช้าดีกว่าลูกไม่กลับมาเสียเลย แต่อีกด้าน คนเป็นแม่กลับทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก มืออวบอูมดึงกลับฉับพลัน เมื่อนึกอะไรบางอย่างได้
“....?” คำถามของคนเป็นพ่อทำเอาณริสาคิ้วขมวดมุ่นหันมองผู้เป็นแม่ที่หลบสายตาต่ำ แค่นี้เธอก็พอเดาได้ แม่เธอไม่เลิกนิสัยเดิม...
“ลูกกลับมาแล้วก็ดีใจแล้วละ... แล้วลูกกลับมากับใครหรือเปล่า?” เสียงแหลมของคนเป็นแม่เอ่ยขัดขึ้นและประโยคหลังหันมาถามลูกสาว และหยุดการซักถามไปได้
ตาคมวาววับ มองคนเป็นแม่ตาปริบๆ จะให้ตอบตอนนี้ เธอไม่ไว้ใจคนเป็นแม่นัก...!
เรื่องที่ยังค้างคาเอ่ยไม่จบ คุณดิษกุลจึงเงียบไว้ แม้จะติดใจคำถามของคนเป็นภรรยาที่เอ่ยถามลูกสาวไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องจะไปจะมากับใคร เพราะมันเป็นเรื่องของหนุ่มสาว และมั่นใจว่าลูกสาวของตัวเองรักในความเป็นกุลสตรี จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวคงเป็นไปไม่ได้
ป้าพริ้มที่เดินนำคุณหนูของตนเองไปก่อนหน้านี้ รับกระเป๋าแล้วรีบกระวีกระวาดจัดเตรียมห้องนอน ด้วยใบหน้าปลื้มยินดีกับการกลับมาของคุณหนู ส่วนคนในครอบครัวก็ได้พูดคุยซักถามเรื่องราวกันต่อ โดยพ่อแม่ลูกโอบกอดกันจนหายชื่นใจ และซักถามเรื่องราวต่างๆ ของกันและกัน ไม่ได้วกกลับไปยังเรื่องที่เธอเพิ่งได้ยินผ่านหูให้สะเทือนใจอีก และดูเหมือนผู้ใหญ่ทั้งสองก็ไม่อยากคุยเรื่องนั้นต่อหน้าลูกสาวเช่นกัน
ทุกอย่างเหมือนจะเงียบลง ไม่มีใครเอ่ยอะไรกับเรื่องที่คุยกันจนเป็นประเด็นก่อนหน้า แต่ใครเลยจะรู้ว่าภายในที่เงียบนิ่งยากที่จะหยั่งถึงในจิตใจของแต่ละฝ่าย ต่างคนต่างอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง จุดมุ่งหมายของแต่ละคนยากจะคาดเดา!
