บท
ตั้งค่า

องค์แรก ตอนที่ 1 จุติกลางหิมะ

ตอนที่ 1 จุติกลางหิมะ

ท่ามกลางความอ้างว้างของป่าอาถรรพ์ที่เร้นลับและมืดมิด กลิ่นอายแห่งความตายดูเหมือนจะควบแน่นกลายเป็นไอหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ลมกรรโชกแรงหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่ถูกจองจำมานับพันปี หิมะสีดำประหลาดร่วงหล่นจากฟากฟ้าที่ไร้แสงตะวัน มันมิได้เยือกเย็นดุจหิมะคิมหันต์ทั่วไป แต่กลับให้ความรู้สึกเจ็บเข้ากระดูก ยามสัมผัสถูกผิวกาย ราวกับธุลีจากขุมนรกที่พยายามจะมอดไหม้สรรพสิ่งให้เป็นจุณ

ในหลุมลึกที่ซ่อนอยู่ใต้รากไม้โบราณขนาดยักษ์ ร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งขยับเขยื้อนอย่างยากลำบาก นางนอนขดตัวอยู่ในกองใบไม้ที่เน่าเปื่อย ดวงตาที่ค่อยๆ ปรือลืมขึ้นนั้นหาได้มีความไร้เดียงสาของดรุณีแรกรุ่นไม่ หากแต่เป็นดวงตาที่คมปลาบ เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตที่สั่งสมมานานนับศตวรรษ

“ข้า... ยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ?”

เสียงกระซิบที่แหบพร่าดังกังวานอยู่ในโสตประสาทของตนเอง เสวียนจี หรือที่คนทั้งใต้หล้าต่างขนานนามด้วยความหวาดกลัวว่า ‘จอมมารบุปผาโลหิต’ พยายามยันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ความทรงจำสุดท้ายของนางคือภาพเปลวเพลิงที่เผาผลาญตำหนักมารจนกลายเป็นทะเลชาด ภาพคมกระบี่สีเงินที่ปักทะลุขั้วหัวใจของนางจากน้ำมือของบุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง บุรุษที่นางไม่รู้จักแม้แต่นาม แต่ความเย็นชาในแววตาของเขากลับสลักลึกเข้าไปในจิตวิญญาณจวบจนลมหายใจสุดท้าย

นางก้มลงสำรวจร่างกายใหม่ที่วิญญาณของนางเข้ามาสิงสถิตอยู่ ร่างนี้ช่างอ่อนแอและบอบบางจนน่าสมเพช ผิวกายขาวซีดราวกับคนขาดสารอาหาร เส้นผมยุ่งเหยิงหยาบกร้าน พลังปราณในร่างนั้นตีรวนไร้ระเบียบ ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้นางต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจคือกลิ่นอายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในกระดูก... มันคือไอวิญญาณมหาหงส์ที่สลบไสลอยู่ พลังบรรพกาลที่เหล่านักพรตและเซียนต่างโหยหาเพื่อใช้ในการเลื่อนขั้นตบะ

“หึ... สวรรค์ช่างมีเมตตาต่อข้านัก ให้ข้ากลับมาเกิดในร่างของลูกแกะที่ฝูงหมาป่าจ้องจะรุมทึ้งเช่นนี้หรือ?”

เสวียนจีแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มบิดเบี้ยวปรากฏบนใบหน้ามอมแมม นางรู้ดีว่าในฐานะจอมมารผู้ถูกสังหาร หากนางกลับมาอย่างเปิดเผยในยามที่ไร้สิ้นพลัง ย่อมเป็นเพียงการเดินเข้าสู่กงเล็บของศัตรูอีกครั้ง การแก้แค้นที่หอมหวานที่สุดมิใช่การจับดาบไปฟาดฟันอย่างโง่เขลา แต่คือการล่อลวงให้พวกที่อ้างตนว่าเป็นฝ่ายธรรมะต้องพังทลายลงมาจากภายใน

นางเหลือบไปเห็นก้อนหินที่มีคม แหลมคมก้อนหนึ่งวางอยู่ใกล้ตัว พลันความคิดอันชั่วร้ายก็ผุดขึ้นในสมอง เสวียนจีหยิบหินนั้นขึ้นมา นิ้วมือเรียวบางลูบคลำความคมของมันอย่างทะนุถนอม ราวกับมันคืออาวุธล้ำค่า

“เพื่อให้เหยื่อตายใจ... นายพรานจำเป็นต้องทำตัวเป็นลูกนกที่ปีกหัก”

ปราศจากความลังเล เสวียนจีกดหินแหลมลงบนต้นขาของตนเองแล้วกรีดลากเป็นทางยาว ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่ประสาทสัมผัส แต่นางกลับไม่แม้แต่จะครางออกมาสักคำ ดวงตาที่เยือกเย็นเฝ้ามองโลหิตสีแดงสดที่ไหลรินออกมาอาบพื้นหิมะสีดำสนิท โลหิตนั้นอุ่นร้อนและสั่นระรัวราวกับมันกำลังยินดีกับการเริ่มต้นใหม่ของจอมมารสาว

นางกรีดซ้ำลงไปอีกหลายจุดตามร่างกาย ทั้งที่แขนและหัวไหล่ จนร่างทั้งร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือด ดูสยดสยองและน่าเวทนาถึงขีดสุด จากนั้นนางจึงหอบเอาซากใบไม้มาปกคลุมกาย แสร้งทำเป็นสลบไสลด้วยความเจ็บปวดและหนาวเหน็บ รอคอยให้ ผู้ผดุงคุณธรรม เดินเข้ามาติดกับดัก

ไม่นานนัก ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุอาถรรพ์ เสียงแหวกอากาศของกระบี่บินก็ดังแว่วมาแต่ไกล แสงสีเงินเรืองรองสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด บ่งบอกถึงการมาเยือนของยอดฝีมือผู้มีตบะสูงส่ง

เสวียนจีแสร้งลืมตาขึ้นเพียงเล็กน้อย กวาดสายตาผ่านม่านหมอกเห็นร่างของบุรุษในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจเมฆาบนยอดเขาเหมันต์ เขาร่อนลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบาจนแทบไร้เสียงฝีเท้า ชายผู้นี้มีความสง่างามที่ยากจะพรรณนา ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่ปั้นแต่งขึ้นอย่างประณีต แววตาของเขานิ่งสงบและเย็นชาดุจสระน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง

ทว่าสิ่งที่ทำให้เสวียนจีถึงกับต้องสั่นสะท้านมิใช่ความหล่อเหลาของเขา แต่คือกระบี่เรียวยาวที่ข้างเอวของบุรุษผู้นั้น ด้ามกระบี่สลักลายเมฆาไร้ลักษณ์ที่ประดับด้วยมุกราตรี... กระบี่เล่มเดียวกัน! กระบี่ที่เคยแทงทะลุหัวใจนางเมื่อยี่สิบปีก่อน!

‘คือเขา... เป็นเขาจริงๆ’

ความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายในแทบจะระเบิดออกมา แต่อวี้ฉานในร่างเด็กสาวกลับต้องข่มกลั้นมันเอาไว้อย่างสุดความสามารถ นางรีบเปลี่ยนแววตาอาฆาตให้กลายเป็นความตื่นตระหนกและเวทนาในพริบตา ปากบางที่แห้งผากเริ่มสั่นระริกขณะที่นางแสร้งส่งเสียงครางแผ่วเบา

“ช่วย... ช่วยข้าด้วย...”

บุรุษชุดขาว หรือ โม่ฉิง เซียนกระบี่ผู้เลื่องชื่อแห่งเขาชิงลู่ ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดแรงกล้า เขาค่อยๆ เดินตรงมายังร่างที่ซ่อนอยู่ในรากไม้ เมื่อเห็นสภาพของเด็กสาวที่โชกไปด้วยเลือดและดูเหมือนกำลังจะขาดใจตาย หัวใจที่เคยนิ่งเฉยของเขากลับกระตุกวูบอย่างประหลาด

เขาคุกเข่าลงข้างกายนาง พลางยื่นมือขาวสะอาดออกไปหมายจะสำรวจบาดแผล ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะถูกผิวกายที่เย็นจัดของอวี้ฉาน พลังปราณมหาหงส์ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ก็ตอบสนองต่อไอเซียนของเขาอย่างรุนแรงจนเกิดระลอกคลื่นสั่นสะเทือนจางๆ ในอากาศ

“ไอวิญญาณนี้...” โม่ฉิงพึมพำกับตนเองด้วยความตกตะลึง แววตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีความสับสนสายหนึ่งพาดผ่าน

“เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงมาอยู่ในป่าอาถรรพ์เพียงลำพัง?”

อวี้ฉานไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่นางกลับเอื้อมมือที่สั่นเทาไปคว้าสาบเสื้อสีขาวของเขาไว้แน่น ราวกับคนสิ้นหวังที่พบที่พึ่งสุดท้าย นางพยายามมองหน้าเขาผ่านหยาดน้ำตาที่เริ่มรินไหล น้ำตาที่เกิดจากการบีบคั้นอารมณ์จนดูสมจริงที่สุด

“ได้โปรด... ท่านอาจารย์... อย่าทิ้งข้า...”

คำว่า ‘อาจารย์’ ที่นางจงใจเรียกนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟในใจของโม่ฉิง เขาไม่เคยรับศิษย์ และไม่เคยปล่อยให้ใครเข้าใกล้ตัวขนาดนี้ ทว่าเมื่อจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่แสนรันทดของเด็กสาวตรงหน้า เขากลับรู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องปกป้องร่างอันบอบบางนี้ให้พ้นจากภยันตรายทั้งปวง

โม่ฉิงไม่รู้เลยว่า ภายใต้ท่าทางที่ดูใกล้จะแตกสลายนั้น เสวียนจีกำลังจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้าของเขา จดจำกลิ่นกายสะอาดสะอ้านที่นางตั้งใจจะเปลี่ยนให้เป็นกลิ่นคาวโลหิตในอนาคต และจดจำความอบอุ่นจากมือที่กำลังอุ้มนางขึ้นมา... มือที่ครั้งหนึ่งเคยปลิดชีพนางอย่างเลือดเย็น

“ไม่ต้องกลัว... ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่”

เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลของโม่ฉิงดังชิดริมหู ขณะที่เขาช้อนร่างของนางขึ้นแนบอก อวี้ฉานแสร้งทำเป็นสลบไสลซบหน้าลงกับไหล่กว้าง ปล่อยให้ไออุ่นจากกายเซียนโอบล้อมร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของนางเอาไว้ ริมฝีปากบางขยับยิ้มเล็กน้อยในเงามืด เป็นรอยยิ้มของนายพรานผู้ที่เพิ่งวางเหยื่อล่อตัวโตได้สำเร็จ

[ใช่... พาข้าไปเถิด พาข้าไปสู่รังของเจ้า... แล้วข้าจะสอนให้เจ้ารู้ว่า การตกหลุมรักปีศาจที่เจ้าเคยฆ่านั้น รสชาติมันทรมานยิ่งกว่าความตายเพียงใด]

หิมะสีดำยังคงตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ร่างในชุดขาวอุ้มร่างโชกเลือดทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า มุ่งหน้าสู่ยอดเขาชิงลู่ สถานที่ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวิปลาสและความแค้นที่ไม่มีวันจบสิ้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel