บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 แรกพบ

ตอนที่ 2 แรกพบ

กระแสลมปราณอันเย็นเยียบของบุรุษผู้นี้ห่อหุ้มร่างของอวี้ฉานไว้จนแทบมิด แสงนวลจากกระบี่บินที่เขาสังหารเหล่านกยักษ์และมารร้ายรอบป่าอาถรรพ์ส่องสว่างนำทางขึ้นสู่ฟากฟ้า อวี้ฉานในคราบเด็กสาวผู้โชกเลือดหลับตาพริ้มพลางซบหน้าลงกับอกแกร่ง กลิ่นหอมสะอาดดุจกฤษณาไม้หอมท่ามกลางยอดเขาเหมันต์โชยเข้าสู่โสตประสาทของนาง แต่นั่นหาได้ทำให้นางเคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสที่แสนอ่อนโยนนี้ไม่ ในอกของนางกลับสั่นระรัวด้วยความอาฆาตที่ซ่อนเร้น ทุกจังหวะการหายใจเข้าออกของเขาคือนสิ่งที่นางเฝ้าก่นด่าชะตาฟ้าดิน

[กอดข้าให้แน่นสิ...กอดข้าให้เหมือนกับที่เจ้าเคยกดคมกระบี่ลงบนอกข้าในวันนั้น]

จิตวิญญาณของเสวียนจีพยายามดึงรั้งความทรงจำที่พล่ามัว ยี่สิบปีก่อนนางจำใบหน้าของฆาตกรชุดขาวผู้นี้ไม่ได้แม่นยำนักเพราะม่านเพลิงและโลหิตที่บดบังทัศนวิสัย ทว่าด้ามกระบี่สลักลายเมฆาที่ประดับด้วยมุกราตรีดวงกลมเกลี้ยงเล่มนั้น นางไม่มีวันลืมครั้นมันเย็นเยียบและกรีดลึกลงไปในทรวงอก บัดนี้อาวุธสังหารเล่มนั้นกลับวางนิ่งสนิทอยู่ข้างเอวของเขา ใกล้กับเรียวขาของนางเพียงเอื้อมมือ

โม่ฉิงทะยานกายข้ามผ่านม่านหมอกจนกระทั่งบรรลุถึงยอดเขาชิงลู่ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของสำนักเซียนอันดับหนึ่งในใต้หล้า แสงอรุณรุ่งจับขอบฟ้าสีทองอร่ามขับเน้นให้หมู่ตำหนัก อารามที่สร้างจากหินหยกดูราวกับสรวงสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาบนโลกมนุษย์ เหล่าลูกศิษย์ในชุดขาวบริสุทธิ์ต่างหยุดชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นท่านอาวุโสสูงสุดผู้สันโดษร่อนลงมาจากนภากาศพร้อมกับหอบหิ้วร่างที่ดูเละเทะและเปื้อนเลือดสยดสยองกลับมาด้วย

“ท่านอาจารย์โม่ฉิง! นั่นท่านพาสิ่งใดกลับมาด้วยขอรับ!”

ศิษย์รับใช้ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาหมอบกราบพลางร้องถามด้วยความตกใจ โม่ฉิงหาได้สนใจเสียงทักท้วงเหล่านั้นไม่ เขาเยื้องย่างด้วยท่วงท่าสง่างามมุ่งหน้าตรงไปยังวิหารกลาง แววตาที่เคยว่างเปล่าดุจกระจกเงากลับมีความเคร่งเครียดสายหนึ่งวาบผ่านยามที่เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเด็กสาวในอ้อมแขนเริ่มสั่นเทา

“ไปตามหมอเทวดามาพบข้าที่หอนอนศิษย์เอก”

เสียงของโม่ฉิงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจสั่งการที่มิอาจขัดขืนได้

อวี้ฉานแสร้งปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้นางต้องหยีตาลง แววตาของนางในยามนี้ไร้ซึ่งประกายแห่งความฉลาดเฉลียว มีเพียงความตระหนกที่ปนเปไปกับความหวาดกลัวดุจกวางน้อยที่พลัดหลงเข้าไปในรังพยัคฆ์ นางเริ่มดิ้นรนแผ่วเบาพลางส่งเสียงสะอื้นไห้ในลำคอ มือเล็กที่สั่นเทาเอื้อมไปจิกเกร็งลงบนสาบเสื้อของโม่ฉิงจนมันยับย่นพ้นสภาพอันวิจิตร

“ที่นี่... ที่นี่คือที่ไหน... อย่าฆ่าข้า... ได้โปรดอย่าทำร้ายข้า...”

นางละเมอออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า น้ำตาอุ่นๆ หยดหนึ่งไหลรินอาบแก้มนวลที่เปื้อนคราบเขม่าดำ

โม่ฉิงก้มลงมองใบหน้าที่ซีดขาวของเด็กสาว พลันหัวใจที่เขาพยายามฝึกปรือให้ไร้ความรู้สึกมานับร้อยปีกลับสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเพียงแค่เห็นหยาดน้ำตา(จอมปลอม)ของนาง เขากลับรู้สึกถึงความเจ็บปวดลึกๆ ในทรวงอกอย่างไม่มีสาเหตุ เขาจึงค่อยๆ วางนางลงบนเตียงหยกที่ปูลาดด้วยแพรไหมนุ่มนวลอย่างเบามือที่สุด ราวกับเกรงว่าหากสัมผัสรุนแรงไปแม้เพียงนิด ร่างกายที่ดูบอบบางดุจแก้วบางใบนี้จะแตกสลายคามือ

“เจ้าปลอดภัยแล้ว ที่นี่คือเขาชิงลู่ จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้อีก”

เขาเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเกินกว่าที่ศิษย์คนใดเคยได้รับ แต่นั่นกลับทำให้อวี้ฉานรู้สึกคลื่นไส้ในใจ

[ปลอดภัยหรือ? สถานที่ที่พวกเจ้าเรียกว่าที่พึ่งของธรรมะนี่แหละ คือขุมนรกที่ขังข้าไว้จนวันตายในชาติที่แล้ว!]

นางหลอกล่อสายตาไปมาอย่างลนลาน แสร้งทำเป็นหวาดกลัวสิ่งของทุกอย่างในห้อง ทั้งแจกันโบราณ หิ้งตำรา หรือแม้แต่เงาของโม่ฉิงเอง นางขยับกายหนีไปที่มุมเตียง กอดเข่าตัวเองไว้แน่นแล้วก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มอำมหิตภายใต้เส้นผมที่ยุ่งเหยิง

“ท่าน... ท่านคือเทพเซียนหรือ? ท่านจะฆ่าข้าเหมือนที่คนพวกนั้นทำใช่ไหม?”

นางถามเสียงสั่น ร่างกายสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่องจนโม่ฉิงต้องขยับเข้าไปใกล้เพื่อหวังจะสงบนิ่งนาง

“ข้าหาใช่เทพเซียน ข้าเป็นเพียงนักพรตผู้หนึ่ง และข้าขอยืนยันด้วยเกียรติของสำนักว่าข้าจะคุ้มครองเจ้า”

โม่ฉิงเอื้อมมือไปหมายจะลูบศีรษะนางเป็นการปลอบขวัญ ทว่าอวี้ฉานกลับจงใจสะดุ้งสุดตัวและปัดมือเขาทิ้งอย่างรุนแรง พลางส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงอาฆาตอย่างลึกซึ้ง (ซึ่งโม่ฉิงมองว่ามันคือความตกใจจากฝันร้าย) นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามมองหาความผิดบาปหรือร่องรอยแห่งความเสียใจในสิ่งที่เขาเคยทำกับนางเมื่ออดีต แต่เขากลับมีเพียงความว่างเปล่าและความเมตตาที่แสนจอมปลอม

นางจ้องหน้าเขาเนิ่นนาน... สลักภาพใบหน้าหมดจดนี้ไว้ในกมลสันดาน แววตาของนางสั่นระริกพยายามค้นหาความทรงจำ แต่นางก็จำไม่ได้ว่าบุรุษผู้นี้คือใครในสมรภูมิครั้งนั้น รู้เพียงว่ากลิ่นอายกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เขาถือครองคือเงาตามตัวที่คร่าชีวิตนาง

ในจังหวะนั้นเอง ท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสอีกสองท่านก็เดินเข้ามาภายในห้อง แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ทันทีที่พวกเขาเห็นอวี้ฉาน กลิ่นอายวิญญาณมหาหงส์ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางก็ทำให้ทุกคนหน้าถอดสี

“โม่ฉิง! เจ้าพาสิ่งใดมา! เด็กสาวนางนี้มีไอวิญญาณที่ประหลาดนัก มันแฝงไปด้วยพลังบรรพกาลที่อาจดึงดูดภัยพิบัติมาสู่สำนัก!”

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวเสียงดัง

อวี้ฉานได้ยินดังนั้นจึงแสร้งตกใจกลัวยิ่งกว่าเดิม นางส่งเสียงกรีดร้องสั้นๆ แล้วโผเข้ากอดเอวของโม่ฉิงไว้แน่นราวกับคนเสียสติ ใบหน้านางซุกอยู่ในหน้าท้องของเขา มือเล็กๆ กำเสื้อคลุมของเขาไว้จนแน่นไม่ยอมปล่อย

“อย่าให้เขาเอาตัวข้าไป! ท่านอาจารย์ ช่วยข้าด้วย!”

สัมผัสจากอ้อมกอดที่กะทันหันทำเอาโม่ฉิงชะงักไปทั้งร่าง ผิวกายของเด็กสาวที่บดเบียดเข้าหาเขาทำให้ตบะเซียนที่เคยนิ่งสงบเริ่มสั่นคลอน ไออุ่นจากร่างกายของนางช่างนุ่มนวลและหอมหวานอย่างประหลาด เขาได้กลิ่นโลหิตของนางผสมกับกลิ่นดอกมหาหงส์ที่กำลังเบ่งบานในจิตวิญญาณ

เขามองข้ามหัวเหล่าผู้อาวุโสไป แววตาของโม่ฉิงเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและแข็งกร้าวเพื่อปกป้อง สิ่งที่เขาคิดว่าบริสุทธิ์

“นางคือศิษย์ของข้า... ตั้งแต่นี้ไป ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องนางแม้เพียงปลายเส้นผม หากพวกท่านคิดว่านางเป็นภัยพิบัติ ก็จงมองว่าข้าคือภัยพิบัติด้วยเช่นกัน!”

คำประกาศก้องของโม่ฉิงทำให้ทุกคนในห้องเงียบกริบ อวี้ฉานที่ซบหน้าอยู่กับอกของเขาแอบกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ น้ำตาที่ไหลรินอาบแขนเสื้อของโม่ฉิงบัดนี้หาใช่ความทุกข์ระทม แต่เป็นหยาดน้ำแห่งความสะใจ

[เก่งมาก... ปกป้องข้าสิ จงทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อข้า ยิ่งเจ้าเมตตาข้ามากเท่าไหร่ ในวันที่ความจริงปรากฏ... หัวใจของเจ้าจะแหลกสลายจนอยากจะฆ่าตัวตายมากกว่าที่จะมีชีวิตอยู่!]

นางจิกเล็บลงบนหลังมือของเขาเบาๆ แสร้งเป็นความตื่นกลัว แต่ในใจกลับกำลังนับเวลาถอยหลังสู่วันที่นางจะกระชากเขาลงมาจากยอดเขาชิงลู่แห่งนี้ เพื่อให้เขาลิ้มรสชาติของการเป็นปีศาจเฉกเช่นเดียวกับนาง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel