ตอนที่ 5 + รสสัมผัสที่ผิดบาป
ตอนที่ 5 รสสัมผัสที่ผิดบาป
มวลอากาศเหนือยอดเขาชิงลู่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บตามกาลเวลาที่เคลื่อนเข้าสู่เหมันตฤดู ผืนป่าไผ่โดยรอบสั่นไหวโอนเอนตามแรงลมกรรโชก พลิ้วใบสีเขียวขจีให้เริงระบำไปกับสายหมอกที่เริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมรังนอนของเหล่าปักษาสวรรค์ ทว่าลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามเบื้องหลังเรือนไม้หอม กลับมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ความหนาวเย็นมิอาจกล้ำกรายเข้าไปได้ นั่นคือ ‘สระมรกตเร้นลับ’ ซึ่งเป็นสระน้ำอุ่นธรรมชาติที่ผุดขึ้นจากตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ใต้พิภพ ไอระเหยสีขาวนวลลอยกรุ่นขึ้นเหนือผิวน้ำที่นิ่งสงบราวกับกระจกเงา ดูงดงามลึกลับและเย้ายวนใจยิ่งนัก
สระน้ำแห่งนี้คือสถานที่บำเพ็ญเพียรส่วนตัวของโม่ฉิง บัดนี้ดวงจันทร์เสี้ยวแขวนเด่นอยู่กลางนภากาศ ทอแสงสีเงินลงมาอาบไล้ผิวน้ำ อวี้ฉานยืนอยู่ริมขอบสระหินหยก นางจงใจสวมเพียงอาภรณ์ผ้าไหมบางเบาสีขาวนวลเพียงชั้นเดียว ซึ่งยามเมื่อลมพัดผ่าน ผ้าไหมนั้นจะแนบชิดไปกับทรวดทรงองค์เอวที่เริ่มผุดผ่องตามวัยสาว ดวงตาของนางจ้องมองลงไปในน้ำด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพยาบาทที่ซ่อนเร้น นางรู้ดีว่าเวลานี้คือยามที่โม่ฉิงจะต้องมาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และชำระล้างกายเพื่อเข้าสู่การฝึกสมาธิยามดึก
[ความสะอาดสะอ้านของเจ้า... ข้าจะทำให้มันแปดเปื้อนด้วยราคะที่เจ้าแสนชิงชัง]
เสวียนจีในร่างอวี้ฉานเหยียดยิ้มในเงามืด
เมื่อเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงดังแว่วมา อวี้ฉานจึงเริ่มขยับกายไปยืนที่หมิ่นเหม่ริมขอบหินที่ลื่นชัน นางแสร้งทำเป็นโน้มตัวลงไปหมายจะกวักน้ำขึ้นมาลูบไล้แขนเบาๆ ในจังหวะที่เงาชุดขาวของโม่ฉิงปรากฏขึ้นที่ทางเข้าสวนหิน อวี้ฉานก็จงใจเสียหลัก พลิกกายร่วงหล่นลงสู่กลางสระน้ำที่ลึกที่สุดทันที
ตูม!
เสียงน้ำสาดกระเซ็นดังทำลายความเงียบสงัด อวี้ฉานแสร้งดิ้นรนอย่างทุรนทุรายใต้น้ำ นางจงใจมิใช้ลมปราณพยุงกาย แต่ปล่อยให้ร่างบางจมดิ่งลงสู่ก้นสระที่มืดมิด มือเล็กๆ ไขว่คว้าไปในอากาศอย่างไร้ทิศทาง ปากบางเผยอออกให้อากาศหลุดรอยออกไปเป็นฟองคลื่นเล็กๆ ดูน่าเวทนาและหวาดหวั่นยิ่งนัก
โม่ฉิงที่เพิ่งก้าวเข้ามาเห็นภาพศิษย์สาวเพียงคนเดียวร่วงลงสู่ก้นสระต่อหน้าต่อตา ใจของเขาก็พลันกระตุกวูบประดุจสายธนูที่ขาดผึง เขาหาได้รั้งรอที่จะปลดอาภรณ์ชั้นนอกออกไม่ แต่กลับกระโจนลงสู่น้ำอุ่นจัดนั้นด้วยความร้อนรนที่มิอาจปิดบังได้ ร่างสูงใหญ่พุ่งดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อ ท่ามกลางกระแสน้ำที่พร่ามัว เขาเห็นร่างของอวี้ฉานที่กำลังจะหมดสติจมลึกลงไปเรื่อยๆ
โม่ฉิงวาดแขนโอบรัดรอบเอวคอดกิ่วของนางไว้แน่น พยายามดึงนางขึ้นสู่เบื้องบน ทว่าในความพร่ามัวใต้น้ำนั้นเอง ร่างกายของทั้งคู่กลับพันตูเข้าหากันอย่างเลี่ยงมิได้ อาภรณ์ผ้าไหมบางเบาของอวี้ฉานยามเมื่อเปียกชุ่มกลับโปร่งใสจนแทบมิอาจปกปิดสิ่งใดได้ ผิวเนื้อที่นุ่มนิ่มและอุ่นจัดของนางเบียดเสียดไปกับแผ่นอกและลำแขนแกร่งของโม่ฉิงทุกจังหวะการเคลื่อนไหว มือเล็กของอวี้ฉานเอื้อมขึ้นไปคว้าลำคอหนาของเขาไว้แน่น นางซุกไซ้ใบหน้าเข้าหาซอกคอของเขาใต้น้ำ ราวกับจะร้องขอชีวิต ทว่าการกระทำนั้นกลับเป็นการเปิดทางให้ร่างเปลือยเปล่าใต้ผ้าบางได้สัมผัสกับกายเซียนอย่างเต็มที่
ทันทีที่ทั้งคู่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเพื่อสูดอากาศ โม่ฉิงก็พานางเข้าหาขอบสระที่ตื้นกว่า เขาอุ้มนางขึ้นมานั่งบนแท่นหินหยกที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำเพียงครึ่ง ร่างกายของทั้งคู่เปียกปอนจนเห็นสัดส่วนชัดเจนไปทุกอณู อวี้ฉานแสร้งสำลักน้ำอย่างรุนแรง กายบางสั่นเทาพาดพิงอยู่กับอกกว้างที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มหอบถี่ของโม่ฉิง
“อาจารย์... ฮึก... ข้ากลัวเหลือเกิน ข้านึกว่าข้าจะมิได้พบท่านอีกแล้ว”
น้ำเสียงของนางสั่นพร่าและเบาหวิว แววตาที่ฉ่ำน้ำจ้องมองสบประสาทตากับเขาในระยะห่างเพียงลมหายใจรินรดกัน หยดน้ำที่เกาะแพขนตาของนางร่วงหล่นลงบนแก้มของโม่ฉิง ราวกับหยาดน้ำค้างที่ร่วงหล่นบนผืนทรายที่แห้งผากมานานแสนนาน โม่ฉิงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความห่วงใย กลับถูกตัณหาที่ซ่อนเร้นเข้าโจมตีอย่างรุนแรง เขาจ้องมองริมฝีปากบางสีชาดที่สั่นระริกและเย้ายวนใจ ความรู้สึกที่เขาเคยตราหน้าว่าเป็น อกุศลจิต บัดนี้กลับพวยพุ่งขึ้นมาจนยากจะควบคุม
มือใหญ่ของเขาที่ยังโอบประคองแผ่นหลังของนางอยู่ ลูบไล้ผ่านผ้าไหมที่เปียกแนบเนื้ออย่างเผลอไผล ความนุ่มนวลและสัดส่วนส่วนโค้งเว้าของศิษย์สาวทำให้ความอดทนของเซียนกระบี่ที่บำเพ็ญเพียรมานับร้อยปีพังทลายลงทีละน้อย เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของดอกมหาหงส์ที่แผ่ออกมาจากกายสาว กลิ่นนั้นมิได้จืดจางไปเพราะน้ำในสระ แต่กลับยิ่งขจรขจายหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ
“เจ้า... เจ้าอย่าได้กลัวไปเลย ข้าอยู่นี่แล้ว อวี้ฉาน”
เสียงของเขาแหบพร่าอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน เขาโน้มใบหน้าลงไปหาอย่างมิอาจหักห้ามใจ ปลายจมูกของเขาซุกไซ้ไปตามไรผมที่เปียกชื้นของนาง ลากเรื่อยมาจนถึงพวงแก้มนวล อวี้ฉานแสร้งหลับตาลงพริ้มพลางส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ นางเอียงคอให้เขาได้สัมผัสซอกคอขาวผ่องอย่างเต็มที่ ปลายนิ้วเล็กของนางลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างของเขาผ่านผ้าสีขาวที่เปียกโชก สัมผัสถึงมวลกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพลัง
ในจังหวะนั้นเอง อวี้ฉานลืมตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งราคะที่ฉาบไว้ด้วยมายาความรัก นางโน้มศีรษะขึ้นไปจนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับริมฝีปากของเขา
“อาจารย์เจ้าคะ... เหตุใดหัวใจของท่านจึงเต้นแรงเช่นนี้? หรือว่าท่านเองก็กลัว... กลัวที่จะสูญเสียอวี้ฉานไปใช่ไหมเจ้าคะ?”
คำถามนั้นประดุจค้อนเหล็กที่ทุบลงบนกำแพงศีลธรรมที่เหลืออยู่เพียงเบาบาง โม่ฉิงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขาเห็นเพียงความใสซื่อที่โหยหาความรัก (ตามที่นางลวง) จนลืมสิ้นว่านี่คือศิษย์ที่เขาต้องดูแล มิใช่สตรีที่เขาจะร่วมรัก ความผิดบาปก่อตัวขึ้นในมโนสำนึก ทว่าร่างกายกลับซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณดิบยิ่งกว่า เขาบดจูบลงบนหน้าผากของนางอย่างรุนแรงและเนิ่นนาน ก่อนจะไล่ลงมาที่ปลายจมูกและที่ปากเล็กน้อย สัมผัสแผ่วเบาแต่เร่าร้อนทำให้ทั้งคู่ตกอยู่ในภวังค์ที่โลกภายนอกมิอาจเข้าถึง
ทว่าโม่ฉิงยังคงมีสติหลงเหลืออยู่เพียงเสี้ยวเล็กๆ เขาขบฟันแน่นจนกรามขึ้นนูน พยายามยันกายลุกขึ้นเพื่อยุติความยั่วยวนที่กำลังจะพาเขาไปสู่ทางสายมาร เขาอุ้มร่างบางขึ้นจากน้ำแล้วพาไปวางลงบนแท่นหินแห้งริมสระ นำเสื้อคลุมตัวนอกที่ยังแห้งอยู่มาห่มคลุมร่างให้นางอย่างรวดเร็ว
“เจ้ากลับไปพักผ่อนเสีย... ข้าจะไปสวดมนต์สงบจิตที่อารามด้านหลัง”
เขาเอ่ยเสียงเข้มโดยมิกล้าสบตานางแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าจากไปราวกับกำลังหนีความผิด
อวี้ฉานมองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนนั้นไปอย่างเยือกเย็น นางยกมือขึ้นลูบริมฝีปากตนเองที่เพิ่งถูกสัมผัสด้วยความชิงชัง ก่อนจะถ่มน้ำลายลงบนพื้นหิน
“สวดมนต์งั้นหรือ? ต่อให้เจ้าสวดจนชีพจรดับ... ตัณหาที่ข้าปลูกไว้ในใจเจ้าก็มิมีวันหายไปหรอก โม่ฉิง”
นางลุกขึ้นยืน อาภรณ์ที่เปียกชุ่มเผยให้เห็นรอยประทับจางๆ ที่แขนซึ่งเกิดจากแรงบีบของโม่ฉิงเมื่อครู่ นางลูบมันเบาๆ พลางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งในใจ ความลุ่มหลงของเขากำลังกลายเป็นกรงขังที่เขาจะสร้างขึ้นเพื่อขังตัวเอง และนางนี่แหละจะเป็นผู้ถือกุญแจที่จะลากเขาลงสู่เหวนรกไปพร้อมๆ กัน
