ตอนที่ 4 เหยื่อล่อ
ตอนที่ 4 เหยื่อล่อ
หมู่เมฆาเคลื่อนคล้อยบดบังแสงสุริยันยามบ่าย ทิ้งให้ยอดเขาชิงลู่ตกอยู่ในความสลัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงกระดิ่งลมสำริดที่ห้อยอยู่ใต้ชายคาเรือนไม้หอมซึ่งสั่นไหวแผ่วเบา ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งกังวานราวกับจะปลอบประโลมจิตใจผู้พำนัก เรือนไม้หอมแห่งนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามของยอดเขา เป็นสถานที่ๆ โม่ฉิงใช้พำนักและบำเพ็ญเพียรเพียงลำพังมานานนับศตวรรษ บัดนี้มันกลับถูกแบ่งสันปันส่วนให้แก่ดรุณีน้อยนางหนึ่ง ผู้ซึ่งเข้ามาเติมเต็มความว่างเปล่าด้วยกลิ่นอายที่เขย่าจิตใจของเซียนกระบี่ให้สั่นคลอน
ภายในห้องโถงกลางที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปไม้จันทน์และไม้กฤษณา อวี้ฉานในชุดศิษย์สีฟ้าอ่อนสะอาดตา นั่งอยู่บนตั่งไม้หน้าชุดน้ำชาหยกเขียว นางกำลังแสร้งทำสีหน้ายุ่งยากใจขณะจ้องมองถ้วยชาและป้านชาดินเผาตรงหน้า แสงแดดที่รอดผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลงมาจับที่เสี้ยวหน้านวลลออ บ่งบอกถึงความไร้เดียงสาที่ชวนให้ผู้พบเห็นอยากปกป้องดูแล ทว่าลึกร่วงลงไปในดวงตาคู่นั้น ความอาฆาตยังคงคุกรุ่นดุจถ่านไฟที่รอวันปะทุ
"อาจารย์... อวี้ฉานช่างโง่เขลานัก เพียงแค่รินชาให้ถูกธรรมเนียม ข้ายังทำมิได้เลยเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงหวานระรื่นแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจดังขึ้นแผ่วเบา เรียกให้โม่ฉิงที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ไม่ไกลต้องละสายตาจากตัวอักษรโบราณ เขาเงยหน้าขึ้นมองศิษย์สาวเพียงคนเดียว แววตาที่เคยเย็นชาประดุจธารน้ำแข็ง พลันอ่อนแสงลงโดยที่เขาไม่รู้ตัว ความรู้สึกเอ็นดูและสงสารที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่วันแรกที่พบกัน บัดนี้มันได้ฝังรากลึกและเริ่มแตกกิ่งก้านสาขาอย่างน่าหวาดหวั่น
เขาวางตำราลงอย่างแผ่วเบา ก้าวเดินช้าๆ ตรงมาหานาง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเขาลากผ่านพื้นไม้อย่างไร้เสียง ก่อนจะทรุดกายลงนั่งข้างหลังนาง กลิ่นหอมของกายเซียนอันบริสุทธิ์เข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของอวี้ฉานทันที นางลอบกระตุกยิ้มที่มุมปากเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นความเขินอาย
"เรื่องเพียงเท่านี้มิใช่ความผิดของเจ้าหรอก อวี้ฉาน เจ้าเพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บและมิเคยฝึกฝนพิธีการเหล่านี้ มาเถิด... ข้าจะสอนเจ้าเอง"
มือใหญ่ที่กร้านจากการจับด้ามกระบี่สังหารมารมาทั้งชีวิต เอื้อมมากุมมือน้อยที่แสนนุ่มนิ่มของนางไว้จากด้านหลัง สัมผัสที่ผิวเนื้อต่อผิวเนื้อส่งผ่านความอุ่นซ่านที่รุนแรงอย่างประหลาด อวี้ฉานแสร้งสะดุ้งเล็กน้อย ร่างกายบอบบางเบียดเข้าหาอกแกร่งของโม่ฉิงอย่างแนบเนียนจนแผ่นหลังของนางสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากกายเขา ความใกล้ชิดที่เกินพิกัดนี้ทำให้โม่ฉิงชะงักไปชั่วครู่ ลมหายใจของเขาสะดุดลงเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของนางที่คลอเคลียอยู่ใต้คาง
นางจงใจปล่อยให้ร่างกายอ่อนระทวยไปตามการชักนำของเขา ปลายนิ้วเรียวบางของนางขยับไปตามการนำทางของมือใหญ่ขณะที่เขาสอนให้รินน้ำชาอย่างประณีต ความนุ่มนวลของมืออวี้ฉานทำให้โม่ฉิงรู้สึกราวกับกำลังกุมปุยเมฆที่พร้อมจะสลายไปหากเขาออกแรงมากเกินไป
"จับป้านชาเช่นนี้... ปลายนิ้วก้อยพยุงฐานไว้ ใจต้องนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น"
เสียงทุ้มต่ำของเขากระซิบอยู่ข้างใบหู ความร้อนแรงจากลมหายใจของเขาเป่ารดต้นคอของนาง ทำให้อวี้ฉานแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทาเล็กน้อย
"อาจารย์... มือของท่านช่างใหญ่โตนัก ข้า... ข้ารู้สึกแปลกๆ เจ้าค่ะ"
นางเอ่ยเสียงเบาหวิวพลางเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาคู่นั้นช่างใสซื่อจนน่าใจหาย ปลายจมูกของนางเฉียดผ่านกรามคมเข้มของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
โม่ฉิงจ้องมองริมฝีปากบางสีชาดที่ขยับเอื้อนเอ่ยอยู่ใกล้เพียงลมหายใจกั้น ความคิดที่เคยขาวสะอาดประดุจหิมะยอดเขาพลันมัวหมองด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่รู้จักและมิต้องการจะรู้จัก มันคือตัณหาที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบของความเมตตา เขาเริ่มรู้สึกว่าห้องโถงที่กว้างขวางแห่งนี้กลับคับแคบและร้อนรุ่มขึ้นมาทันที
"เจ้า... เจ้าต้องมีสมาธิ อวี้ฉาน"
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มกลั้นอารมณ์ให้คงมั่น ทว่าสายตากลับมิอาจเคลื่อนย้ายไปจากดวงหน้าหมดจดที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ
อวี้ฉานเห็นความปั่นป่วนในดวงตาของศัตรูคู่อาฆาตแล้วก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก
[ใช่... รู้สึกสิโม่ฉิง รู้สึกถึงความใคร่ที่กำลังกัดกินศีลธรรมของเจ้าทีละน้อย ข้าจะปรนเปรอเจ้าด้วยความอ่อนหวานจอมปลอมนี้ จนกว่าเจ้าจะสำลักตายในตัณหาที่เจ้าเคยตราหน้าว่าเป็นเรื่องต่ำช้า]
นางขยับกายเข้าไปซุกไซ้ในอ้อมอกของเขามากขึ้น มือเล็กเปลี่ยนจากการจับป้านชามาเกาะกุมหลังมือใหญ่ของเขาไว้
"อาจารย์ช่วยจับมือข้าไว้เช่นนี้ตลอดไปได้ไหมเจ้าคะ? ข้ากลัว... ข้ากลัวว่าหากท่านปล่อยมือ ข้าจะหลงทางและกลับไปสู่ความมืดมิดในป่าแห่งนั้นอีก"
คำอ้อนวอนที่ดูใสซื่อไร้พิษสงนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนมัดใจโม่ฉิงไว้จนดิ้นไม่หลุด เขาเผลอกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณของการปกป้อง ความนุ่มนิ่มของร่างสาวที่เบียดเสียดอยู่กับกายเขาทำให้เขาลืมสิ้นซึ่งบทเรียนทางธรรมที่พากเพียรบำเพ็ญมานับร้อยปี ในหัวของเขาบัดนี้มิได้มีภาพของสัจธรรม แต่กลับมีเพียงภาพของเด็กสาวตรงหน้าที่เขาอยากจะกักขังไว้ในเรือนไม้หอมแห่งนี้มิให้ผู้ใดได้ยลโฉม
"ข้าจะมิปล่อยมือเจ้า... ตราบใดที่เจ้ายังต้องการข้า"
เขาให้คำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด
อวี้ฉานก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มอำมหิตไว้ในเงามืด นางลอบมองไปที่กระบี่ไร้ลักษณ์ที่วางอยู่บนชั้นไม้ใกล้มือ คมกระบี่สีเงินเย็นเยียบส่องประกายวาววับสะท้อนภาพใบหน้าของนางที่บิดเบี้ยวด้วยความแค้น
[ข้าจะมิปล่อยมือเจ้าเช่นกัน... โม่ฉิง จนกว่ามือคู่นี้ของเจ้าจะชุ่มไปด้วยเลือดของพวกเซียนที่เจ้าเรียกว่าพี่น้อง และจนกว่าเจ้าจะอ้อนวอนขอความตายจากข้าที่แทบเท้าของข้าเอง]
ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่สอดประสานกันท่ามกลางกลิ่นเครื่องหอมที่เริ่มจะเผาไหม้แรงขึ้นตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน โม่ฉิงเริ่มรู้สึกถึงความผิดบาปที่ก่อตัวขึ้นในใจ ทว่าเขากลับมิอาจผลักไสร่างบางในอ้อมกอดออกไปได้ เขายังคงนั่งนิ่งประดุจหินสลัก ปล่อยให้อวี้ฉานใช้ร่างกายนางเป็นเหยื่อล่อที่ล้ำค่าที่สุด ลากเขาลงสู่เหวแห่งกิเลสที่ไม่มีวันย้อนคืน
ก่อนที่อาทิตย์จะลับขอบฟ้า โม่ฉิงฝืนใจลุกขึ้นยืนแล้วก้าวถอย ถอนตัวออกมาจากความใกล้ชิดที่เกือบจะทำลายกำแพงศีลธรรมของเขา
"พักผ่อนเสียเถิด อวี้ฉาน พรุ่งนี้ข้าจะมาสอนเจ้าฝึกลมปราณเบื้องต้น"
เขารีบเดินออกจากห้องไปโดยมิหันกลับมามอง ทิ้งให้อวี้ฉานนั่งอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน นางมองตามหลังของชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นเซียนกระบี่อันดับหนึ่งไปอย่างเย็นชา ก่อนจะหยิบถ้วยชาที่เขาช่วยสอนรินขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด รสชาติของมันขมปร่าและร้อนรุ่มประดุจไฟบรรลัยกัลป์ที่นางเตรียมไว้เผาผลาญเขาและสำนักชิงลู่นี้ให้วอดวาย
"ก้าวแรกของข้า... สำเร็จแล้ว โม่ฉิง"
นางพึมพำกับความว่างเปล่า แววตาที่สดใสแปรเปลี่ยนเป็นดำมืดมิดดุจขุมนรกที่ไร้ก้นบึ้ง
