ตอนที่ 3 ศิษย์เพียงหนึ่งเดียว
ตอนที่ 3 ศิษย์เพียงหนึ่งเดียว
ไอหมอกยามเช้าเหนือยอดเขาชิงลู่ยังคงม้วนตัวสลับซับซ้อนราวกับมังกรขาวที่เฝ้าพิทักษ์บันไดสวรรค์ ทว่าบรรยากาศภายในโถงใหญ่อันศักดิ์สิทธิ์กลับตึงเครียดจนแทบจะกลายเป็นไอเย็นยะเยือก เสียงฝีเท้ากระแทกพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ เมื่อเหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักอักขระนิรันดร์และขุนพลกระบี่ต่างมารวมตัวกันด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม ราวกับพายุใหญ่กำลังจะพัดถล่มขุนเขาแห่งนี้เพียงเพราะการตัดสินใจของบุรุษผู้เป็นตำนานเพียงคนเดียว
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและเคลือบแคลงสงสัย โม่ฉิง ยืนตระหง่านอยู่กลางโถงในชุดยาวสีขาวพิสุทธิ์ที่ไร้รอยราคี ข้างกายของเขาคือร่างของดรุณีน้อยนาม อวี้ฉาน ผู้ซึ่งบัดนี้ได้รับการชำระล้างคราบโลหิตออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงผิวกายขาวนวลละเอียดดุจหิมะแรกฤดูและดวงตาที่กลมโตแวววาวดูไร้เดียงสาถึงขีดสุด นางสวมอาภรณ์สีครามเรียบง่ายแต่กลับส่งเสริมให้ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ราวกับบุปผาป่าที่เพิ่งถูกเด็ดมาวางไว้ท่ามกลางดงหนามของเหล่านักพรต
“โม่ฉิง! เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร!”
ผู้อาวุโสสือ ผู้นำฝ่ายวินัยผู้มีใบหน้าดุจพยัคฆ์คำรามตะโกนก้องจนหนวดเคราสีเทาสั่นระริก
“สำนักชิงลู่ของเรามิเคยรับศิษย์สุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะเด็กสาวที่ที่มาคลุมเครือและแฝงไปด้วยไอวิญญาณมหาหงส์อันแก่กล้าเช่นนี้ นางเปรียบเสมือนหยกงามที่ดึงดูดโจรป่า หากรับนางไว้ มิเท่ากับดึงดูดเหล่ามารร้ายให้พุ่งเป้ามาที่สำนักเราหรอกหรือ!”
อวี้ฉานที่ยืนอยู่ข้างกายโม่ฉิงแสร้งสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงตวาด นางหดลำคอลงพลางขยับกายเข้าไปชิดเบื้องหลังของเซียนกระบี่ชุดขาว มือเล็กๆ ที่ดูอ่อนแรงและสั่นเทาเอื้อมออกไปคว้าชายแขนเสื้อกว้างของโม่ฉิงไว้แน่น นางบีบเค้นน้ำตาให้คลอหน่วยตาจวนเจียนจะหยดร่วง ร่างกายสั่นสะท้านราวนกน้อยที่เปียกปอนท่ามกลางพายุฝน
[เห่าหอนไปเถอะตาแก่...]
ภายในจิตใจที่ลึกซึ้งและมืดบอดของเสวียนจี นางกำลังเย้ยหยันด้วยความสมเพช
[ไอวิญญาณมหาหงส์นี้คือสิ่งที่พวกเจ้าเฝ้าฝันถึงมิใช่หรือ? ความโลภในใจพวกเจ้าต่างหากที่น่ากลัวยิ่งกว่ามารตนใด และข้านี่แหละจะใช้ความโลภของพวกเจ้าเป็นบันไดไปสู่การทำลายล้าง]
นางเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังอันกว้างขวางของโม่ฉิง จมูกน้อยๆ จงใจซุกลงไปใกล้กับแผ่นหลังของเขา ลอบสูดดมกลิ่นอายเซียนอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากกายเขา กลิ่นหอมสะอาดนี้ทำให้นางนึกถึงความทรงจำที่น่าชิงชังยามที่กระบี่ของเขาพรากวิญญาณนางไป แต่นางกลับสูดดมมันอย่างกระหาย... มิใช่ด้วยความลุ่มหลง แต่ด้วยความพยาบาท นางสัญญากับตนเองว่าจะเปลี่ยนกลิ่นไอสวรรค์ที่น่าหมั่นไส้นี้ให้กลายเป็นกลิ่นคาวเลือดที่ข้นคลัก และจะกรีดเอาหัวใจที่แสนเย็นชานี้ออกมาดูเล่นในสักวัน
“ผู้อาวุโสสือ โปรดระงับโทสะ”
โม่ฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบดุจน้ำในบ่อลึก แต่กลับมีพลังอำนาจกดขดันจนบรรยากาศโดยรอบหนักอึ้ง
“ไอวิญญาณมหาหงส์ในกายนางคือวาสนาที่สวรรค์ประทานมา หากเราละทิ้งนางไปแล้วนางตกอยู่ในมือกองกำลังมารใต้ดิน มิเป็นการสร้างมหันตภัยให้ใต้หล้ายิ่งกว่าหรือ? ข้าตัดสินใจแล้ว... ข้าจะรับนางเป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียว และจะอบรมนางด้วยมือของข้าเอง”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วโถงศิลา การที่เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์ผู้ไม่เคยชายตามองสตรีใดและไม่เคยคิดจะสืบทอดวิชาให้ผู้ใด กลับประกาศรับศิษย์สาวผู้นี้เป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียว ถือเป็นเรื่องสั่นสะเทือนปฐพี
“ไม่ได้! ข้าไม่ยอม!”
ผู้อาวุโสอีกท่านก้าวออกมา
“นางมีพื้นเพไม่ชัดเจน หากนางเป็นไส้ศึกที่มารร้ายส่งมาล่ะ? โม่ฉิง เจ้าอย่าได้ถูกใบหน้าที่ดูใสซื่อลวงตา!”
ในจังหวะนั้น อวี้ฉานที่เกาะชายเสื้อเขาอยู่พลันปล่อยมือออก แล้วก้าวออกมาข้างหน้าโม่ฉิงเพียงครึ่งก้าว นางทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นหินที่เย็นเฉียบ เสียงหัวเข่ากระทบหินดัง ปึก! จนน่าใจหาย นางก้มศีรษะลงจนติดพื้น เรือนผมสีดำขลับแผ่กระจายปกคลุมร่างที่สั่นเทิ้ม
“ท่านผู้เฒ่าทุกท่าน... ฮึก... ได้โปรดเมตตาอวี้ฉานด้วยเถิด”
นางสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ น้ำเสียงเล็กละห้อยนั้นบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยิน
“อวี้ฉานไม่มีที่ไป... ครอบครัวของข้าถูกโจรป่าฆ่าตายหมดสิ้น ข้าจำความอะไรไม่ได้นอกจากเปลวไฟและความเจ็บปวด หากสำนักชิงลู่ไม่ต้องการ... ก็โปรดสังหารข้าเสียตรงนี้เถิด ดีกว่าปล่อยให้ข้ากลับไปตายในป่าอาถรรพ์อย่างอ้างว้าง”
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่แดงก่ำและชุ่มไปด้วยน้ำตาจ้องมองไปที่โม่ฉิงอย่างอ้อนวอน แววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความภักดีที่แสนจอมปลอมแต่มั่นคงยิ่งนัก
“อาจารย์... ท่านบอกว่าจะปกป้องข้า... ท่านจะทิ้งข้าหรือเจ้าคะ?”
โม่ฉิงจ้องมองภาพตรงหน้า แววตาของเขาที่เคยไร้ความรู้สึกมานับศตวรรษพลันวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัด ความใสซื่อบริสุทธิ์ของนาง (ในสายตาของเขา) ช่างขัดกับโลกที่โสมมเบื้องล่างยิ่งนัก มือของเขาที่เคยจับแต่ด้ามกระบี่เพื่อสังหารศัตรู บัดนี้กลับยื่นออกไปหาดรุณีน้อยอย่างแผ่วเบา เขาโอบอุ้มนางให้ลุกขึ้น นิ้วหัวแม่มือหยาบกร้านจากการฝึกกระบี่เกลี่ยซับน้ำตาบนแก้มนวลของนางอย่างไม่รู้ตัว
สัมผัสที่อบอุ่นและทะนุถนอมนั้นทำให้อวี้ฉานขยะแขยงจนแทบอยากจะกรีดร้อง แต่นางกลับแสดงอาการเขินอายโดยการก้มหน้าหลบสายตา แล้วขยับเข้าหาอ้อมกอดของเขาอย่างแนบเนียน นางรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจของโม่ฉิงที่เต้นผิดจังหวะไปเพียงชั่วครู่...
[หึ... เริ่มแล้วสินะ ตบะเซียนที่แข็งแกร่งของเจ้า กำลังถูกความสงสารจอมปลอมกัดเซาะเสียแล้ว]
โม่ฉิงเงยหน้าขึ้นกวาดสายตาคมปลาบดุจกระบี่กล้าไปทั่วโถง แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความอ่อนโยนเหลืออยู่แม้เพียงนิดเดียวสำหรับผู้อื่น
“นางคือศิษย์ของข้า... ใครกล้าค้านคำสั่งข้า คือศัตรูกับข้า โม่ฉิง!”
เสียงประกาศก้องนั้นเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันแก่กล้าจนเหล่าผู้อาวุโสต่างต้องพากันถอยร่นออกไป มือของโม่ฉิงคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของอวี้ฉาน เขาจูงนางเดินผ่านกลางโถงใหญ่ออกไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงพึมพำและสายตาแห่งความเกลียดชังของคนทั้งสำนักที่มองตรงมายังศิษย์สาวนิรนาม
เมื่อก้าวพ้นประตูวิหาร ลมภูเขาที่เย็นสดชื่นพัดผ่านกาย อวี้ฉานยังคงแสร้งทำตัวเป็นศิษย์ที่เชื่อฟัง เดินตามหลังเขาไปอย่างต้อยต่ำ แต่นางกลับลอบมองมือที่กุมข้อมือนางไว้แน่น... มือนั้นแข็งแกร่งและอบอุ่น ทว่านางกลับจินตนาการถึงภาพมือนั้นที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของเขาเองยามที่นางปักมีดสั้นลงบนกลางอก
“อวี้ฉาน”
โม่ฉิงหยุดเดินแล้วหันกลับมามองนาง แววตาของเขาลดความแข็งกร้าวลงเหลือเพียงความห่วงใยที่แฝงไว้ด้วยความหนักใจ
“จากนี้ไป เจ้าต้องอยู่ที่นี่ ฝึกฝนวิชาและอยู่ภายใต้การดูแลของข้าเพียงผู้เดียว อย่าได้ไปฟังคำกล่าวร้ายของผู้อื่น โลกภายนอกนั้นโหดร้ายนัก แต่ที่เขาชิงลู่แห่งนี้... ข้าจะเป็นท้องฟ้าที่คุ้มครองเจ้าเอง”
อวี้ฉานช้อนสายตาขึ้นมองเขา ปากบางเม้มเข้าหากันก่อนจะระบายรอยยิ้มที่อ่อนหวานและไร้เดียงสาที่สุดเท่าที่นางจะปรุงแต่งได้
“เจ้าค่ะอาจารย์... อวี้ฉานจะเป็นศิษย์ที่ดี จะเชื่อฟังอาจารย์ทุกคำสั่ง... จะอยู่กับอาจารย์... ไม่ไปไหนเลยเจ้าค่ะ”
นางเน้นคำว่า อยู่กับอาจารย์ ด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดย้อยราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ โม่ฉิงที่ได้ฟังกลับรู้สึกอุ่นวาบในทรวงอกอย่างประหลาด เขาไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่า ‘ท้องฟ้า’ ที่เขาอาสาจะคุ้มครองนางนั้น บัดนี้ได้ถูกพยับเมฆแห่งความแค้นสีดำทมิฬเริ่มปกคลุมจนมืดมิดเสียแล้ว
และในวินาทีที่เขาหันหลังเพื่อเดินนำทางนางไปยังเรือนพัก อวี้ฉานก็ทิ้งรอยยิ้มนั้นไปทันที แววตาของนางกลับมาเยือกเย็นและดำมืดดุจขุมนรก นางจ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยความอาฆาตมาดร้าย พร้อมกับพึมพำในใจอย่างแผ่วเบา...
[ใช่... ข้าจะเชื่อฟังเจ้า ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้ถึงที่สุด จนกว่าเจ้าจะตกนรกทั้งเป็นเพราะความลุ่มหลงในตัวข้า... โม่ฉิง]
