1.2# หลานสาว
หมอกานต์ หรือ กานต์ พงษ์ภาษณ์สกุล ทันตแพทย์หนุ่มในวัย 30 ชายหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง เขาเป็นคนพูดน้อย จิตใจดี สุภาพและมุ่งมั่นอยู่กับงาน ครองตัวโสดทั้งๆ ที่มีคนที่พยายามเข้าหาเพื่อสานสัมพันธ์ แต่เขากลับไม่ยอมเปิดใจรับใครเข้ามา นั่นเป็นเพราะมีคนที่เขาซ่อนอยู่ข้างในหัวใจ แต่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครรู้ได้
กานต์เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวซึ่งมีพ่อแม่เป็นนักธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับคลินิกทันตกรรม แต่ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจในขณะนั้นตกต่ำจนทำให้ธุรกิจของครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ก่อให้เกิดหนี้สินมากมายจนไม่สามารถจ่ายชำระได้จนถูกยึดทรัพย์และล้มละลายในที่สุด
ด้วยความเครียดในขณะนั้นพ่อกับแม่ของเขาทะเลาะกันอย่างหนักจนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์และเสียชีวิตทันที ปล่อยให้ลูกชายในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อสับสนและคว้างเคว้งไร้จุดหมายในชีวิต ไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี
กานต์จำได้ว่าในวันที่เขาโดดเดี่ยวไม่เหลือใครในชีวิต หมอคณิน ก้องเกียรติถาวร เจ้าของคลินิกทำฟันที่ครอบครัวของเขาทำธุรกิจด้วยและหมอฟันที่เขาแวะไปทำฟันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เป็นเพียงคนเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเขาจนงานศพเสร็จสิ้นลง
“กานต์เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว” น้ำเสียงอ่อนโยนของคุณหมอคณินที่ใจดีกับเขาเสมอเอ่ยถาม
“มอหกครับ” กานต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งกำลังใจและสิ้นหวัง เพราะเขายังไม่รู้ว่าหลังจากนี้ชีวิตเขาจะไปทางไหน แม้แต่บ้านที่กำลังใช้ซุกหัวนอน อีกไม่นานก็คงจะถูกเจ้าหนี้มายึดไปขายทอดตลาด
“อืม แล้วคิดว่าจะเรียนต่อสายไหน”
ในตอนนั้นกานต์อยากจะหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟังคำถามจากคุณหมอ เพราะลำพังบ้านของเขายังจะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนแล้วจะไปคิดถึงเรื่องเรียนต่อได้อย่างไร
“ผมคงไม่มีปัญญาคิดตอนนี้หรอกครับ คงต้องหางานทำก่อน เพราะบ้านที่ผมใช้ซุกหัวนอน อีกไม่นานก็คงจะถูกยึด” เขาจำได้ว่าเขาพูดออกไปแบบนั้นเพราะเขายังเด็ก เมื่อนึกย้อนกลับไปทีไรก็อยากจะขอโทษคุณหมอคณินที่เขาพูดจาก้าวร้าวแบบนั้น
“ผมจะส่งกานต์เรียนเอง ได้ข่าวว่าเรียนเก่งมากใช่ไหมเราน่ะ”
“สนใจอยากเรียนหมอไหม”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักความเคารพที่เขามีต่อคุณหมอคณิน ก้องเกียรติถาวร
หมอคณินให้กานต์ย้ายเข้าไปอยู่คอนโดของเขา ส่งเสียให้เรียนหมอจนจบ กานต์เลือกที่จะเป็นทันตแพทย์เพื่อจะได้ช่วยงานที่คลินิกทำฟันของหมอคณินในช่วงวันหยุด
ที่คลินิกของหมอคณิน ทำให้เขาได้พบกับ น้ำหวาน หรือ ณิริน ก้องเกียรติถาวร ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณหมอ เธอหน้าตาน่ารักและช่างพูด ภรรยาของคุณหมอเสียไปแล้วเขาจึงเลี้ยงลูกสาวเพียงลำพัง
‘คุณพ่อขา แล้วน้ำหวานต้องเรียกเขาว่าอะไร’ ณิรินในวัยสิบขวบเอ่ยถามในวันแรกที่พวกเขาพบกัน
‘ปีนี้กานต์อายุ 18 ใช่ไหม น้ำหวานเพิ่ง 10 ขวบ เรียกอากานต์ก็ได้ลูก’
‘อากานต์เป็นน้องชายพ่อได้เลยนะ ส่วนน้ำหวานเพิ่งสิบขวบเอง’
‘อากานต์’
เสียงเล็กๆ ที่เรียกเขา ‘อากานต์คะ’ ‘อากานต์ขา’ ก็เริ่มต้นขึ้นจากวันนั้น
ณิรินตัวติดกันกับกานต์ทันทีเมื่อเขาเป็นคนสอนการบ้านให้เธอ น้ำหวานเป็นเด็กช่างพูดและขี้อ้อน ที่สำคัญเธอเป็นเด็กดื้อและเอาแต่ใจ ส่วนตัวกานต์เองก็พ่ายแพ้ให้กับความขี้อ้อนของเธอมาตลอด
เขาไม่รู้ว่าตัวเองหลงรักหลานสาวไม่แท้ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้เพียงว่าอยากทำทุกอย่างให้กับเธอไม่ว่าเธอจะขอให้ทำอะไร ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเขาจะหาทางทำให้เธอหรือยอมตามใจเธอเสมอ
เพราะณิรินเป็นคนช่างพูดเธอมักจะพูดทุกอย่างที่เธอคิด นั่นมันยิ่งทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหว
“อากานต์มีแฟนไหมคะ”
“ไม่มี อาต้องตั้งใจเรียน จะได้มาช่วยงานอาจารย์หมอที่คลินิก”
“น้ำหวานเป็นแฟนอากานต์ได้ไหม โตขึ้นน้ำหวานจะแต่งงานกับอากานต์ค่ะ”
“น้ำหวานอย่าพูดแบบนั้น เราแต่งงานกันไม่ได้ เราเป็นอาหลานกัน”
“เราไม่ใช่อาหลานจริงๆ เสียหน่อย แต่งได้ค่ะ มีลูกด้วยกันก็ได้”
แรกๆ เขาก็คิดเพียงว่าเธอยังเด็ก ก็คงเพียงแค่พูดเล่นๆ ตามประสาเด็ก แต่พอเธอเริ่มพูดบ่อยๆ เข้า หัวใจของชายหนุ่มก็เริ่มหวั่นไหว
ความผูกพันที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่หัวใจของเขาเริ่มปรากฏชัดเมื่อณิรินอยู่มอหก เธอเริ่มมีผู้ชายรุ่นพี่เข้ามาจีบ นั่นคือวันที่เขาเริ่มกลัวตัวเองเพราะได้รู้ว่าเขาไม่สามารถที่จะทำใจได้ ถ้าหากว่าวันหนึ่งหลานสาวเขาต้องไปเป็นของคนอื่น
เขาเฝ้าเก็บความรู้สึกที่เป็นตราบาปอันนั้นเอาไว้ข้างในโดยไม่เคยเอ่ยปากบอกความรู้สึกที่แท้จริงกับณิรินสักครั้ง
ถ้าหมอคณิณผู้มีพระคุณของเขารู้ความจริงว่าเขาชั่วช้ามากพอที่จะคิดไม่ซื่อกับหลานสาวตัวน้อย หมอคณิณคงอยากจะฆ่าเขาเสียให้ตายคามือ
